“โอ้ แมรี่แอน วันนี้ซื้ออะไรดีล่ะ”
“แมรี่แอน สนใจปลาเทราต์นี่ไหม เดี๋ยวจะลดให้ถูกๆ”
“แมรี่แอนจ้ะ แซลมอนนี่ตัวโตมากเลยนะ ไม่รับหน่อยเหรอ”
“แมรี่แอน ลุงลดปูนี่ให้เอามั้ย”
เสียงพูดเชิญชวนให้ซื้ออาหารทะเลเหล่านี้ เป็ของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดปลาประจำเมืองโคเวอร์ ตลาดปลา เบย์ไซด์
ตลาดเบย์ไซด์นี้ตั้งติดอยู่กับปากอ่าว หรือก็คือทางตะวันตกของเมือง
ตั้งอยู่ข้างๆท่าเรือที่ถ้าเดินลงไปก็จะเห็นเรือมากมายจอดเรียงรายอยู่
มีแต่เรือประมงและเรือหาปลา ไม่มีขนส่งสินค้า เพราะทวีปของโลกนี้ไม่เอื้ออำนวยให้ขนส่งทางน้ำ ทุกอาณาจักรตั้งอยู่บนทวีปเดียวกัน การขนส่งสัมภาระจึงใช้ทางบกเร็วกว่าทางเรือ
ตลาดปลาเบย์ไซด์
คือของขึ้นชื่อของเมืองประมงแห่งนี้ เพราะภูมิประเทศที่เป็อ่าวแบบฟยอร์ด และติดกับทะเลสาบทางทิศเหนือ
จึงเป็์ของนักหาปลาทางทะเล สินค้าจึงเต็มไปด้วยสัตว์ทะเลที่หลากหลาย ขนาดของตัวตลาดก็กว้างขวาง ร้านรวงก็มากมาย จึงอาจกล่าวได้ว่า มีครบทุกอย่างเท่าที่้า
ตัวผมในตอนนี้กำลังเดินผ่านตัวตลาดกับคุณแม่ แมรีแอนนา หรือชื่อเล่นที่ใครๆเรียกกันคือ แมรี่แอน
‘มาดอนน่าแห่งรูซเบฮ์’ คือตำแหน่งที่แสดงถึงความงามของคุณแม่
ผมสีเงินยาวสลวยเป็ประกายยามกระทบแสงอาทิตย์
ตาสีทองเงางามดูล้ำค่าจนตีราคามิได้
ริมผีปากอวบอิ่มสีแดงเหมือนลูกสตรอว์เบอร์รี
ผิวขาวใสเยี่ยงหิมะ
ยังไม่นับส่วนสูงและทรวดทรงองค์เอวที่สมบูรณ์แบบราวกับประติมากรรมวีนัสด้วยอีก
เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าแม่อยู่ในโลกเก่าคงไปได้สวยระดับนางแบบ และนักแสดงอันดับท็อปของโลกเลย
วันนี้คุณแม่แต่งกายด้วยชุดเดรสยาวจากผ้าซาตินสีขาว ปักลายสีทอง ใส่ทับด้วยเสื้อขนแกะ สวมหมวกอูชานก้าขนแกะสีขาว คู่กันกับหมวกของผม
เวลาคุณแม่เดิน ศีรษะจะตั้งตรง ไหล่จะยืดตรง มีรอยยิ้มบนริมฝีปากที่ทำให้ดวงตาดูนุ่มนวลเสมอ กิริยาท่าทางเหล่านี้ทำให้ไม่ว่าเดินหรือยืนก็ดูมั่งคง เป็ผู้ดี เปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจ
เพราะแบบนั้นจึงสะกดทุกสายตาของผู้คนรอบตัวได้เสมอ
ไม่ว่าใครต่างก็เรียกร้องความสนใจทั้งนั้น
เฉกเช่นเดียวกับเหล่าพ่อค้าในตลาดปลาตอนนี้ ที่พยายามเสนอราคา เอาใจแม่กันยกใหญ่
และคุณแม่แมรี่แอน ก็ตอบรับแต่ละคนแบบสบายๆธรรมดา โบกมือเบาๆ เอียงคอ 45 องศา ส่งยิ้มให้ และบอกปฏิเสธแบบนุ่มนวล พลางเดินก้าวย่างต่อไป ด้วยความเร็วที่ไม่เปลี่ยน ชำนาญราวกับคุ้นชินสถานการณ์ดี
จุดมุ่งหมายของวันนี้คือ ร้านปลาที่เ้าของเป็เพื่อนสนิทของแม่ ร้านของคุณเอรี่
เมื่อมาถึงร้าน ทั้งคุณแม่และคุณเอรี่ก็กล่าวทักทายกัน
—คุณเอรี่ เป็ผู้หญิงที่อายุพอๆกับแม่ ผมสีแดง ไว้สั้นเสมอติ่งหู โพกหัวด้วยผ้าสีฟ้า ั์ตาสีน้ำตาล ผิวสีแทน มีกล้ามเนื้อให้เห็นตามแขน ตัวค่อนข้างเล็ก แต่ทรวดทรงดี มองโดยรวมแล้วยังดูสาว แต่เป็คุณแม่ลูกชายสองคนแล้ว
“โอ้ แมรี่แอน วันนี้จะรับอะไรดีล่ะ”
“เอาปลาค็อดเหมือนเดิม แล้วก็แซลมอน 2 ตัว เพราะโยฮันบอกเบื่อปลาค็อดแล้ว” คุณแม่มองมาที่เรา รวมถึงเอรี่ด้วย
“ลอว์เลนซ์ก็ยังกินแต่ลือเตอฟิสก์เหมือนเดิม จนลูกชายเบื่อแล้วสินะ” เอรี่หันมาบอก
“ก็ั้แ่เมื่อตอนนั้นเลยนี่ครับ” ผมบอกเธอ
“อะฮ้า! ตอนนั้น ที่ดันรู้ว่าโยฮันมีทาเลนท์ใช่มั้ย ใกันยกใหญ่เลย”
“จริงด้วยนะ”
คุณเอรี่กับคุณแม่กล่าวออกมา
เมื่อก่อนเคยแวะมาตลาดที่ร้านเอรี่กับคุณแม่ แล้วเผลอคำนวณราคาปลาให้เห็น จนทั้งคู่ใ เลยพาเราไปที่โรงเรียนเด็กกิฟท์ จะว่าไปก็ถือเป็เื่ที่ดี ทำให้รู้อะไรมากขึ้น เจออะไรตั้งหลายอย่าง ต้องขอบคุณเอรี่ที่ตื่นใในตอนนั้น
พูดถึงราคา
เงินตราของโลกนี้มีเพียงสกุลเดียว คือ เหรียญตรา
แค่เหรียญจะแบ่งออกเป็ 5 ชนิด ตามมูลค่าของเหรียญ
ได้แก่ เหรียญโลหะ เหรียญสัมฤทธิ์ เหรียญทองแดง เหรียญเงิน และเหรียญทอง เรียงตามมูลค่าจากน้อยไปมาก
ของส่วนใหญ่ในโลกราคาจะอยู่ใน่เหรียญทองแดง และเป็เหรียญที่ใช้บ่อยสุด จึงขอเทียบมูลค่ากับเหรียญทองแดงเพื่อให้เข้าใจง่าย
4 เหรียญสัมฤทธิ์ เท่ากับ 1 เหรียญทองแดง
และถ้าของมีมูลค่าน้อยกว่าเหรียญสัมฤทธิ์ ก็จะใช้เหรียญโลหะ
โดย 100 เหรียญโลหะ เท่ากับ 1 เหรียญทองแดง
ส่วนบรรดาเหรียญที่มีมูลค่ามากกว่าเหรียญทองแดง คือ เหรียญเงิน กับ เหรียญทอง
100 เหรียญทองแดง เท่ากับ 1 เหรียญเงิน
และ 10 เหรียญเงิน เท่ากับ 1 เหรียญทอง
เกณฑ์ในการตีราคาสินค้าของโลกนี้ ผมอยากให้คิดว่า 1 เหรียญทองแดง เท่า 1 ดอลลาร์ จะเห็นภาพได้ง่ายกว่า
เช่น ปลาแซลมอนโลกนี้มีราคาที่ตัวละ 10 ทองแดง ก็จะประมาณ 10 ดอลลาร์ (ประมาณ 340 บาท)
ส่วนปลาค็อด ตัวค่อนข้างใหญ่หน่อย 1 ตัวหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ราคาจะราวๆ 40 ทองแดง คุณแม่จะซื้อประมาณครึ่งตัวเป็ประจำ แล้วใช้เวทมนตร์เสริมกำลังกายถือกลับบ้าน
“ปลาค็อดครึ่งตัวกับแซลมอน 2 ตัวสินะ รอซักครู่”
และเอรี่ก็หันไปเตรียมสินค้า
อาจจะสงสัยว่า เอรี่แม่ค้าขายปลา เป็เพื่อนสนิทกับเมียขุนนาง อย่างคุณแม่แมรี่แอนได้ยังไง
ด้วย ‘โปรไฟลิ่ง’
เดิม เอรี่กับคุณแม่ เป็ชาวบ้านธรรมดา ทั้งสองเจอกันตอนทำงานเป็สาวเสิร์ฟของร้านอาหารแถบเมืองฝั่งใต้
ถ้าสังเกตที่มือของแม่ จะเห็นว่ามือหยาบกร้าน และปลายนิ้วมีรอยย่นเล็กน้อยจากการทำงานเกี่ยวกับน้ำ คุณแม่ผ่านงานมาหลายงาน แตกต่างกับมือของพ่อที่อ่อนนุ่ม เรียวบาง แบบคุณหนู
ใช่แล้ว คุณแม่เป็คนที่แต่งเข้ามาในตระกูลขุนนาง โดยคุณพ่อเป็ฝ่ายไปจีบก่อน
อย่างที่รู้ว่า คุณแม่เสน่ห์แรง ไม่ได้มีคุณพ่อคนเดียวที่เป็ขุนนางมาจีบ ขุนนางคนอื่นๆก็ด้วย ยศสูงกว่านี้หลายเท่าก็มี แต่เพราะอะไรถึงทำให้คุณแม่ตกลงใจกับคุณพ่อ
เหตุผลเรียบง่าย
ความเป็กันเอง เข้าถึงง่าย ความสุภาพบุรุษ และความหล่อเหลา
คุณพ่อที่ทำงานเป็คุณหมอ ท่าทางใจดี และเป็ที่รักใคร่ของชาวบ้าน
ด้วยสิ่งเหล่านี้ ทำให้คุณพ่อดูแตกต่างจากขุนนางชายอื่นโดยสิ้นเชิง หลังจากดูใจกันพักใหญ่ ก็ตกลงปลงใจแต่งงานกัน
ฝ่ายหญิงก็สวย ฝ่ายชายก็หล่อ อันที่จริง ก็หล่อที่สุดในบรรดาผู้ชายทั้งเมือง เหมือนกับแม่เช่นกัน
หรือต้องเรียก “กิ่งทองใบหยก” สินะ
“อะนี่ ได้ละ 40 เหรียญ” เอรี่หันมายื่นถุงปลาให้
“ขอบใจจ้ะ” คุณแม่รับมาแล้วส่งเงินให้ (ในโลกนี้ถ้าพูดว่าเหรียญ เป็ที่รู้กันหมายถึงเหรียญทองแดง)
หมับ!!
ฮิฮิ
ว้าย!!
คุณแม่โดนผู้ชายคนหนึ่งจับก้นพร้อมส่งเสียงหัวเราะ เธอร้องใออกมา
“เฟรด!!” คุณแม่หันไปมองหน้าชาย แล้วตะคอกออกมา
“หนอยแก!!” โป๊ก!!
เอรี่สบถคำออกมา แล้วเขวี้ยงเขียงไม้ใส่หัวชายที่ชื่อเฟรดคนนี้ มันกระแทกใส่หัวเค้าอย่างจัง
“โอ๊ย!! เจ็บนะ เอรี่!” เฟรดเอามือกุมหัวที่โล้นนั้น แล้วบ่นออกมา หัวดูท่าจะแข็งมาก เพราะไม่มีเืไหลออกมาเลย
“ไม่เขวี้ยงมีดใส่ก็บุญเท่าไหร่แล้ว กับเพื่อนฉัน! ต่อหน้าฉันอีก!” เอรี่ชี้หน้าด่า
“ขอโทษจ้ะ จะไม่ทำอีกแล้ว” เฟรดพูดแบบนั้น แล้วเอามือลูบหลังคอ พร้อมกับ [เลิกให้โง่ ััที่คู่ควร] คิดแบบนี้ในใจ
ชายคนนี้ชื่อ เฟรด สามีของเอรี่
เป็ชายหัวโล้น ไว้หนวดเคราถักเปียที่ปลาย ร่างกายบึกบึนสมส่วน อายุมากกว่าเอรี่ 5 ปีได้ ถ้าถามว่ามาลงเอยกับเอรี่ได้ไง
มันเริ่มต้นด้วยการเมาเหล้ากัน จบลงด้วยการเป็ผัวเมีย
ทั้งสองพบกันไม่ค่อยสวยเท่าไร อารมณ์ชั่ววูบ เอรี่โดนตามตื๊ออยู่นาน สุดท้ายใจอ่อน เลยตกลงแต่งงานกัน ประมาณนี้
“ฉันไม่เชื่อ!”
“เื่จริงนะ!”
ทั้งคู่เริ่มทะเลาะกัน
“ไปกันเถอะจ้ะ” คุณแม่จับมือผมแล้วจูงมือออกมา
“โยฮัน ที่ผู้ชายคนเมื่อกี้ทำ ลูกห้ามไปทำกับผู้หญิงคนอื่นเด็ดขาวเชียว พฤติกรรมน่ารังเกียจแบบนั้น จำไว้นะ!” คุณแม่หันมากำชับ
‘น่ารังเกียจ’ เวลาผู้คนเจอเื่แบบนี้ ก็จะแสดงสีหน้าขยะแขยงออกมา คือย่นจมูก ยกแก้มกับริมฝีปากบนขึ้น อาจแสดงออกมาเพียงชั่วพริบตา
ในเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา คุณแม่และเอรี่ก็แสดงสีหน้าแบบนี้ แต่คุณแม่ กลับแสดงสีหน้าแบบอื่นตามออกมาด้วย...น่ากลัวจริงๆ
หลังเดินออกมาจากตลาด...คุณแม่ก็แวะเวียนอีกหลายร้าน ส่วนใหญ่เป็วัตถุดิบอาหารและพวกเครื่องปรุง แต่ก็มีแวะไปที่ร้านเย็บปักผ้าด้วย น่าแปลกใจตรงที่บ้านเราไม่มีเสื้อผ้าที่ต้องปักเย็บนี่นา
พวกเราเดินออกมาจากร้าน มุ่งหน้าไปทางตะวันออก ทิศทางของจัตุรัส และทิศทางของบ้านเรา
“ลูกอยากกินอะไรเป็พิเศษหรือเปล่า” คุณแม่หันมาถาม
“วันนี้ก็ซื้อวัตถุดิบครบแล้วนี่ครับ”
“ก็...สำหรับวันอื่นไง มีเมนูอะไรที่อยากทานไหม”
คุณแม่กล่าวแบบนั้น แล้วยกมือขึ้นมา ใช้นิ้วชี้ของแขนข้างที่ถือปลาหนักกว่า 10 กิโลกรัม (ใช้เวทช่วย) เกาที่แก้มตนเอง
ทุกคนต่างมีความลับ
แต่สำหรับผมที่มี ‘มาสเตอร์มายด์’ ความลับเลยไม่มีในโลก...ถ้าผมไม่้า
“วันอื่นๆ เช่นวันไหนครับ”
“อื้ม อย่าง...วันมะรืนเป็ไง”
[อย่างที่คิด วันนั้นสินะ]
“อืม...” ผมส่งเสียงครุ่นคิด
[ใจจริงอยากทาน ‘ชาโตบรีย็อง’ (Chateaubriand) ไม่ก็ ‘บีฟ เวลลิงตัน’ (Beef Wellington) แต่สำหรับโลกนี้ ดูจะเป็เมนูที่ต้องทำขึ้นมาด้วยตัวเองเท่านั้น]
“อยากกิน เนื้ออบ...เอาเป็ขาแกะแล้วกันครับ” ผมตอบคุณแม่
“ขาแกะอบนะ...อือ” คุณแม่ที่ได้ยินคำตอบนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับทราบ
[ตอบรับแบบนี้ สุดท้ายก็ให้เฟรอร์ทำให้อีกตามเคย]
ในขณะที่กำลังคิดแบบนั้นอยู่
“หนีเร็ว!!”
“ช่วยด้วย!!”
“วิ่งเร็ว!!”
ก็มีเสียงะโเหล่านี้ดังมาจากทางด้านฝั่งซ้ายของพวกเรา
ตอนนี้พวกเรามาอยู่ในจัตุรัส เสียงที่ดังมาจากฝั่งซ้าย ก็คือทิศเหนือของเมือง
เมื่อหันไปมอง ก็เห็นชาวบ้านกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างกันอยู่
แต่ละคนต่างมีแต่ใบหน้าหวาดกลัว ตาโต เลิกคิ้วขึ้น อ้าปากค้าง กรีดร้องกันทั้งนั้น บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาเลยก็มี
[หนีบางอย่างมา จากบางอย่างที่น่ากลัว แต่อะไรล่ะ]
“นี่คุณ! เกิดอะไรขึ้น” คุณแม่คว้าจับชาวบ้านคนหนึ่งไว้ได้ แล้วถามออกไป
“สะสัตว์ประหลาด!! มีสัตว์ประหลาดบุกมาจากทางเหนือ คนอื่นโดนบี้ไปหมดเลย”
[สัตว์ประหลาด...ลอง ‘โปรไฟลิ่ง’ ดูความจำ...หืม นี่มัน]
โฮกกกก!!
ราวกับจะยืนยันสิ่งที่ผมเห็น เสียงสัตว์ประหลาดก็คำรามออกมาจากทางฝั่งเหนือ
ท่ามกลางบ้านเรือนที่ประกบอยู่ข้างทางนั้น มีสัตว์ประหลาดสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่
ยืนสองขา มีสองแขน โดยรวมคล้ายมนุษย์ แต่ตัวใหญ่มาก เกือบ 20 เมตรได้ ผิวสีน้ำเงิน มีเขาบนหัว 2 เขา ผมดำยาวถึงกลางหลัง ตาสีเหลืองเด่นชัด ในปากมีคมเขี้ยวนับไม่ถ้วนโผล่ออกมา แม้จะปิดปากไปแล้วก็ตาม
[ลักษณะแบบนี้ สัตว์ประหลาดขึ้นชื่อของดินแดนน้ำแข็งกาช ‘ั์น้ำแข็ง’ สินะ]
เหวอ!
ชายที่แม่คว้าไว้วิ่งหนีไป
“ยะโยฮัน” คุณแม่รีบจับมือผม แล้วพาวิ่งหนี
ซูดดด
[!?]
ผมได้ยินเสียงบางอย่างมาจากด้านหลัง มาจากเ้าั์นั่น เสียงเหมือนกับมันกำลังสูดหายใจเข้าอย่างรุนแรง
กรรรร!!
โดนกระแทก ไม่ใช่ด้วยวัตถุ แต่ด้วยแรงสั่นะเื
ราวกับมีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ สั่นขึ้นมาแบบปุบปับ แล้วก็สงบลงไป ผู้คนที่เพิ่งผ่านแรงสั่นนั้น ต่างล้มลงกับพื้น โซเซหน้าคะมำไปตามๆกัน
เสียงที่ดังลั่นของเ้าั์ มันกระแทกเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนในบริเวณนี้ทั้งหมด
ส่งผลให้ประสาทด้านชา เป็อัมพาตไปชั่วครู่ เคลื่อนไหวไม่ได้
แต่ดูเหมือนจะไม่มีผลกับผม
ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร
ที่เห็นก็มีแต่ ผู้คนรอบตัวแม้แต่แม่ มีใบหน้าหวาดกลัวสุดขีด รูม่านตาหดเล็ก อ้าปากค้าง ตัวสั่นเทา...ยังมีลมหายใจกันอยู่
ตึง ตึง
เ้าั์หลังแผดเสียง ก็เดินหน้ามาทางจัตุรัส ทางที่ผมอยู่
แถมตอนนี้พวกผมอยู่กึ่งกลางจัตุรัสพอดี เป็เป้าหมายที่น่าเพ่งเล็งที่สุด
[ทำยังไงดี แม่เคลื่อนไหวไม่ได้ อาการเหมือนเป็อัมพาต และมีใบหน้าหวาดกลัว...แบบนี้มัน] ผมนึกอะไรบางอย่างออก
จึงลองหยิกไปที่แก้มแม่อย่างแรงดู
“อ๊ะ!! ยะ โยฮัน”
แม่เหมือนได้สติ แต่ก็ยังตัวสั่นอยู่
ที่เค้าเรียกว่า อาการช็อกเพราะความกลัว สินะ กระตุ้นให้ได้สติหน่อยก็น่าจะพอ
“คุณแม่ ต้องหนีกันแล้วครับ”
“อะ อื้อ” คุณแม่พยายามลุก
เ้าั์สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ มันเห็นพวกเราขยับได้ จึงจ้องมองมาที่พวกเรา มันเริ่มออกวิ่ง
[อา ซวยละ เราจะทำยังไงดี ความสามารถเราตอนนี้ต่อให้พอควบคุมคนได้ แต่กับสัตว์ประหลาดที่คุยกันไม่ได้ มันก็ไร้ความหมาย ดีสุดก็ทำได้แค่หลบการโจมตีของเ้าั์ได้หมดเท่านั้น]
อนึ่ง ตอนนี้ผมคิดในใจโดยใช้ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ เร่งกระบวนความคิดอยู่ เวลารอบข้างจึงดูเหมือนไหลช้า
[ว่าแต่สถานการณ์แบบนี้ ทหารยามหายไปไหนกันหมด...อ่อจำได้ละ เห็นวิ่งรวมไปกับชาวบ้านชุดแรกกัน 4 คนแล้วนี่นา]
ทหารยามผู้ปกป้องบ้านเมือง ดันมาปอดแหกทิ้งประชาชนซะงั้น
เ้าั์วิ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
ตึง ตึง
[เฮ้อ...ไม่ได้ตาม้าเลย]
ผมคิดแบบนั้น
แต่ทันใดนั้น
เฟี้ยว —— ฟู่ม!!
กรร!!
มีหอกที่ลุกเป็ไฟ พุ่งทะยานเข้าไปปักต้นขาซ้ายของเ้าั์ ั์ร้องแล้วมันก็ทรุดลงกับพื้นในทันที
หอกนั้นพุ่งมาจากด้านหลังของพวกเรา
ฮี้! ก็อบๆ ก็อบๆ
เสียงของกลุ่มคนกำลังควบม้าเข้ามาใกล้
เมื่อมาอยู่ในระยะที่ผมมองเห็น ก็ได้รู้
ทหารสวมชุดเกราะ 5 นาย กำลังควบม้าวิ่งเข้ามา
แต่ทุกนายแตกต่างกับทหารยาม
เพราะชุดเกราะที่พวกนี้ใส่ คือเกราะหนัก หรือชุดเกราะแบบเต็มยศ ที่สวมหมวกเหล็กปิดมิดชิด เกราะทั้งตัวสีขาว
ม้าที่ขี่มาเองก็ติดชุดเกราะด้วย
อัศวินทุกนายต่างถือหอก และมีดาบเหน็บอยู่ที่เอว
ผู้ที่ใส่เกราะหนักเต็มยศมีเพียง 4 คน
ส่วนอีกคนที่อยู่ตรงกลาง ไม่ได้สวมหมวกเหล็ก ไม่ได้ถือหอก
แม้ชุดเกราะจะเป็เกราะหนักสีขาว แต่ดูจากเนื้อโลหะที่แวววาวแล้ว ทำให้ดูทนทานกว่า เลอค่ากว่า อย่างเห็นได้ชัด และด้านหลังชุดเกราะติดผ้าคลุมสีน้ำเงินไว้ด้วย
เมื่อทั้ง 5 นายควบม้ามาถึงข้างๆพวกเรา
อัศวินสวมผ้าคลุมก็ลงจากหลังม้า อัศวินคนอื่นๆก็ลงตาม
“ั์น้ำแข็ง ตรงตามที่ได้รับรายงานมาเมื่อวานเลย ดีนะที่มาทัน ชาวบ้านเป็ยังไงบ้าง”
อัศวินผ้าคลุมถามอัศวินคนอื่นๆ
“เหมือนจะโดน ‘ดีพช็อก’ กันนะครับ ท่านหัวหน้าอัศวิน”
หัวหน้าอัศวินคนนี้ ผมบลอนด์ ทรงอันเดอร์คัท ตาสีทอง แววตาเคร่งขรึม ใบหน้าดูเหลี่ยมหนา คอกว้างหนา แสดงถึงกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนมาดีใต้ชุดเกราะ
[เคยเจออยู่ครั้งหนึ่ง ชายคนนี้...]
ซูดดด ชิ้ง
เสียงหัวหน้าอัศวินสูดลมหายใจ แล้วชักดาบออกมา
ตั้งดาบขึ้นที่ระดับอกตนเอง
“นามของข้าคือ บารอน คลาวด์ อาร์คาเดีย แฮมเลต หัวหน้าอัศวินแห่งราชรัฐรูซเบฮ์!!
ประชาชนทั้งหลาย พวกเ้าปลอดภัยแล้ว จงวางใจแล้วลุกขึ้น ขยับแขนแล้วก้าวเดิน!!
พวกข้าจักกำจัดศัตรูที่เป็ภัยนี้ให้สิ้นซากเอง ขอเอาชีวิตพวกข้าเป็เดิมพัน!!”
[…คุณพ่อของแองจี้]
หัวหน้าอัศวิน คุณพ่อของแองจี้ กล่าวเสียงดัง ด้วยวาจาที่เข้มแข็ง ดุดัน เปี่ยมด้วยพลังแห่งความมั่นใจ
ชาวบ้านที่ได้ยินก็ค่อยๆขยับตัวได้ ค่อยๆพากันลุกขึ้น แล้วพาตัวเองออกไปจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกะกะเหล่าอัศวิน
“ท่านลอร์ดคลาวด์” คุณแม่เอ่ยขึ้น
“หือ!? ท่านแมรีแอนนา าเ็หรือเปล่าครับ”
ลอร์ดคลาวด์เดินตรงมาหาแม่ แล้วถามไถ่อาการ
“ค่ะ แค่ข้อเท้าแพลงนิดหน่อย ตอนล้มเมื่อกี้”
“แย่เลยแบบนี้ ถ้าลอว์เลนซ์รู้เข้าผมคงโดนมันบ่นใส่จนหูชาแน่”
ลอร์ดคลาวด์บ่นออกมาด้วยสีหน้าเอือมระอา
“ท่านหัวหน้า!!”
อัศวินนายหนึ่งเรียก และชี้ไปทางั์น้ำแข็ง มันกำลังลุกขึ้นมา
“หือ? หอกแค่เล่มเดียวคงสนุกไม่พอสินะ นี่! ขอหอกหน่อย”
“ครับ”
อัศวินส่งหอกให้ลอร์ดคลาวด์
เค้าตั้งท่าเหมือนเตรียมจะพุ่งแหลนหอกออกไป
“แรงกายเอ๋ย จงส่งเสริมพลัง ให้เหนือกว่าศัตรูข้า ‘รีเอนฟอร์สเมนท์’”
ร่างกายของเค้าส่องแสงออกมา แล้วมันไปรวมกันอยู่ที่แขนที่ถือหอก
“เปลวไฟเอ๋ย จงลุกไหม้ ‘เบลซ’”
เมื่อเอ่ยจบ หอกก็มีไฟห้อมล้อมทั้งด้าม
ซืดดด ฮ่าห์!
ลอร์ดคลาวด์สูดลมหายใจ แล้วเขวี้ยงหอกออกไปเต็มแรง ระยะห่างกับั์ไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ก็จริง แต่ว่า
ฟู่ม!! กรร!!
หอกที่ปักเข้าต้นขาขวาคราวนี้ อานุภาพทำลายกลับรุนแรงมากกว่าจะเรียกว่าเป็แรงจากมือของมนุษย์กล้ามโตคนหนึ่ง
ั์ร้องคราง ทรุดลงไปอีก
“นี่มันอะไร” ผมถามออกไปลอยๆ
“เวทมนตร์ไงจ้ะ” คุณแม่ตอบ
“นี่เหรอเวทมนตร์”
[ที่สังเกตคือ มีการร่ายคาถา 2 บท ถ้าบทหนึ่งคือเสกไฟ งั้นอีกบทหนึ่งก็ทำให้หอกมีอานุภาพรุนแรงขึ้น...หอกที่เขวี้ยงมาตอนแรกถ้าดูจากระยะที่อัศวินวิ่งมา ก็ไกลเกินกว่าที่จะมาถึงั์ตามปกติได้ด้วย]
แต่เ้าั์เหมือนจะไม่สะทกสะท้านเท่าครั้งแรก มันยืนขึ้นมาอีกรอบ
“อืม อึดจริงๆ สมแล้วที่เป็สิ่งมีชีวิตหายากของดินแดนกาช” ลอร์ดคลาวด์พูด
“เอายังไงดีครับ” อัศวินถาม
ซูดดด
เสียงั์สูดหายใจ
“มันจะใช้ ‘ดีพช็อก’ ครับ”
“ใช้ผิดที่ผิดทางแล้ว มัลโก้!” ลอร์ดคลาวด์เรียกชื่อเหมือนออกคำสั่ง
“ครับ!” มัลโก้ ผสานมือไปทางั์แล้วเอ่ย “รี-เพน (ความเจ็บย้อนคืน)”
ซูด- กรร!!
เ้าั์หยุดสูดลม มันมีท่าทางทุรนทุราย แล้วลงไปทรุดอีกรอบ
“สมแล้วที่เป็ผู้มีทาเลนท์ เรียกคืนความเ็ปให้ซ้ำกลับมาอีกรอบ คาดหวังได้ในฐานะรองหัวหน้าจริงๆ” ลอร์ดคลาวด์กล่าวชม
“ขอบคุณครับ”
“เอาล่ะ มาสั่งสอนเด็กเกเรกันดีกว่า ใช้ ‘ควอตร้าสแลช’”
“รับทราบ!” ทั้ง 4 คนผสานเสียงพร้อมกัน
จากนั้นก็เริ่มร่ายคาถาของเวท ‘รีเอนฟอร์สเมนท์’
อัศวินที่มีหอกก็เขวี้ยงหอกออกไปหาที่ร่างของั์ แต่ก็โดนดีดกระเด็นออก ไม่สามารถทะลุผิวของั์ได้
“ยังต้องฝีกอีกนะ พวกนาย”
ลอร์ดคลาวด์บอก
อัศวิน 3 นายซึมไปนิดๆ
แต่แล้วทุกนายก็ตั้งท่าเตรียมพร้อม แล้วพุ่งตรงไปหาั์ด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป
แขน 2 ข้าง ขา 2 ข้าง
ทั้ง 4 พุ่งตรงไปยังแขนขาทั้ง 4 ข้างของเ้าั์ จากนั้น
“สแลช!”
ดาบเปล่งแสง ทั้ง 4 ใช้สกิลพร้อมกัน ไปยังแขนและขาของั์ จนเกิดาแฉกรรจ์
เ้าั์ร้องครางด้วยความเ็ป
หลังจากนั้นอัศวินนายหนึ่งก็ร่ายคาถา
“น้ำเอ๋ย จงเยือกแข็ง...”
“ฮะ!? ไอ้บ้านั่น!” ลอร์ดคลาวด์เมื่อได้ยินก็บ่นออกมา
“...จงแช่แข็ง ‘ฟรีซ’!”
มีน้ำแข็งขนาดใหญ่ปกคลุมตามตัวของั์น้ำแข็ง ขาและแขนของั์โดนแช่ด้วยผลึกความเย็น
เ้าั์อยู่ๆก็เหมือนมีลูกฮึดขึ้นมา มันลุกขึ้น และกระโจนเข้าไปโจมตีพวกอัศวินทันที แต่อัศวินก็ยังหลบได้ทัน
“สายลมเอ๋ย จงพัดผ่าน และเชือดเฉือน ‘วินด์เบลด’” ลอร์ดคลาวด์ร่ายคาถา
ฉัวะ! ฉัวะ!
กรร! ตึง!
อยู่ดีๆข้อเท้าทั้งสองข้างของั์ก็เกิดแผลเหมือนโดนมีดเฉือน เืพุ่งกระฉูด มันร้องคราง และล้มคว่ำลงกับพื้น
“ไอ้เ้าโง่! ั์น้ำแข็ง มันก็ต้องไม่สะดุ้งะเืกับน้ำแข็งอยู่แล้วสิ แถมไปแช่แข็งปิดแผลให้มันอีก!”
ลอร์ดคลาวด์ะโด่าอัศวินที่ร่ายเวท ‘ฟรีซ’
“ขออภัยครับ” อัศวินคนนั้นก้มหัวลง
ฮู่ม——
เ้าั์ครางเสียงต่ำค้างอยู่นาน
จากนั้นก็มีน้ำแข็งก่อตัวขึ้น ยังาแตามตัวของตนเอง แม้แต่ข้อเท้าที่เพิ่งโดนเฉือนไป
มันแช่แข็งปิดแผล
“ั์ใช้เวทได้เหรอ” ผมถาม
“เปล่าหรอก มอนสเตอร์ร่ายคาถาไม่ได้ นั่นน่ะคือ สกิล” ลอร์ดคลาวด์ตอบให้
ั์ลุกขึ้น ชูมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้า หลังจากนั้นก็มี ก้อนน้ำแข็งขนาดราวๆ 2 เมตร จำนวนมากก่อตัวขึ้นเหนือหัวมัน
ั์กวาดมือลง ก้อนน้ำแข็งพุ่งไปหาทั้งอัศวินและพวกเรา
อัศวินบางคนก็หลบได้
บางคนหลบไม่ได้ก็ใช้สกิล ‘ชิลด์’ ทำให้ร่างกายเรืองแสง และมีความคงทนจนน้ำแข็งไม่สามารถสร้างาแให้ได้
ส่วนทางพวกเรา
“สแลช!”
ลอร์ดคลาวด์เพียงใช้สกิลเดียวผ่าก้อนน้ำแข็งแต่ละก้อน ที่พุ่งมาหาเราได้หมดทุกก้อน
เมื่ออัศวินทั้ง 4 ตั้งหลักได้
ทุกนายก็พุ่งตรงเข้าไปรุมจัดการั์ต่อ
แต่ั์ก็ใช้แขนทั้งสองข้างที่มีพละกำลังมหาศาล กวาดเหล่าอัศวินเสียกระเด็น ไปชนกับอาคารบ้านเรือน
เ้าั์เริ่มเกรี้ยวกราด
มันตามไปชกซ้ำอัศวินที่นอนคาอยู่ในซากอาคารต่อ
อัศวินหลบได้
อัศวินอีกคนตามมาสวน แล้วก็ถูกั์ปัดออกเหมือนปัดแมลงวัน
เ้าั์ตามไปบี้ซ้ำ
แต่อัศวินก็ไหวตัวทัน เอาชีวิตรอดมาจากกำปั้นมหึมาได้
...การต่อสู้วนเวียนอยู่แบบนี้ ผลัดการสวน ผลัดกันหนี และดูท่าจะไม่จบง่ายๆ
“เฮ่อ...หัวแข็งใช่ย่อย ขนาด 4 คนรุมยังเอาไม่ลงเหรอ”
ลอร์ดคลาวด์ที่ยืนกอดอกมองลูกน้องของตนเองจัดการั์อยู่ พ่นลมหายใจ ครางเสียงต่ำ แล้วบ่นออกมา
“ช่วยไม่ได้ ดูเหมือนฉันจะต้องไปเอง” ลอร์ดคลาวด์กล่าวเช่นนั้นแล้วชักดาบออกมา ตั้งท่าถือดาบ
ร่ายเวท ‘รีเอนฟอร์สเมนท์’ เวทเสริมแรง
แล้วพุ่งเข้าไปยังั์ที่กำลังอาละวาด
“สแลช!”
ั์ที่รู้สึกตัวทัน จึงยกมือซ้ายขึ้นมากัน
และผลลัพธ์
ฉัวะ!
ั์นิ้วขาด
นิ้วมือร่วงหล่นลงพื้นดัง
ปึก!
มันกรีดร้อง
โฮกกก!!
“ทุกนายถอยไป! ฉันจัดการเอง!”
ลอร์ดคลาวด์ะโสั่ง
อัศวินทุกนายปฏิบัติตาม รีบปลีกตัวออกจากทั้งสอง
“เฮ้ย ไอ้เด็กดื้อ! เตรียมใจไว้ให้ดี เพราะการสั่งสอนของท่านพ่อคนนี้...”
ลอร์ดคลาวด์ตั้งท่า ถือดาบมั่นด้วยสองมือ
“...จะมีแต่เจ็บขึ้นเรื่อยๆ”
พูดพร้อมรอยยิ้ม ที่แฝงด้วยความเกี้ยวกราด ราวกับราชสีห์ข่มขวัญเหยื่อ