นางมีนามว่า หยางฉินซู่ เป็สาวใช้ในจวนของท่านเสนาบดีหลี่ิเต๋อซึ่งเป็ขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ผู้มีฐานะการเงินมั่งคั่ง เพราะอดีตเคยเป็พ่อค้าวาณิชที่มีกิจการร้านค้าทั่วแคว้นมาก่อน
จนกระทั่งน้องสาวของิเต๋อได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็พระสนมแถมยังเป็คนโปรดของฮ่องเต้อีกด้วย พ่อค้าหลี่จึงพลอยได้รับพระเมตตาให้เข้ามาเป็ขุนนางในราชสำนักก่อนจะได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนมีตำแหน่งใหญ่อย่างทุกวันนี้
ส่วนนางเป็เพียงสาวใช้ผู้ต่ำต้อยที่ไร้พ่อขาดแม่คอยอุ้มชูมีเพียงท่านยายที่เป็แม่นมของหลี่ฮูหยินคอยดูแล ดังนั้นห่วงเดียวที่ขังนางไว้ในทางโลกก็คือยายที่นางรักมิเช่นนั้นนางคงได้ขอลาไปบวชชีที่วัดตลอดชีวิตแล้ว
ใช่! สิ่งเดียวที่ฉินซู่ปรารถนาในชีวิตนี้คือการบวชชีเพื่อหนีจากทางโลกที่แสนวุ่นวายและมีแต่จะทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ นางจึงสาบานกับตนเองว่าจะถือครองพรหมจรรย์และขอไม่มีความรักไปชั่วชีวิต ซึ่งนางก็ปฏิบัติมาได้ด้วยดีโดยตลอด
ทว่าหนทางสู่การพ้นทุกข์ย่อมมีมารผจญซึ่งมารนั้นมิใช่ใครอื่นไกลเลยนอกจาก หลี่เต๋อหยวน บุรุษรูปงามที่มีตำแหน่งเป็ถึงจวิ้นอ๋อง
เขาเป็คุณชายเล็กของสกุลหลี่ ซึ่งเป็ดั่งแก้วตาดวงใจของบิดามารดารวมถึงพระสนมเซียหลิงผู้เป็อาด้วย เขาถึงได้เป็คนเอาแต่ใจตัวเองมากถึงเพียงนี้!
“ซู่ซู่...ข้าจะเลือกเ้ามาเป็อนุของข้านะ”
“ไม่! ข้าไม่ยอม” หยางฉินซู่ตอบกลับไปในทันที โดยไม่หันกลับไปมองคนทางด้านหลังที่กำลังเดินตามนางมาเลยแม้แต่น้อย
วันนี้ท่านอ๋องพาสาวใช้อย่างนางมาขี่ม้าเล่นด้วยกันสองคนโดยไม่มีผู้ใดกล้าห้ามส่วนหนึ่งก็เพราะความเอาแต่ใจของเต๋อหยวนเอง และอีกส่วนหนึ่งเป็เพราะนางกับเขาเติบโตมาด้วยกันเป็เพื่อนวิ่งเล่นกันมาั้แ่เล็กแล้ว
“ทำไมเล่า หรือว่าเ้าไม่เชื่อว่าข้ารักเ้าด้วยใจจริง”
ฉินซู่กลอกตามองบนด้วยความเบื่อหน่ายกับการต้องตอบคำถามนี้อีกแล้วทั้งที่ผ่านมานางพูดไปเป็ร้อยรอบได้แล้วกระมังว่าเพราะเหตุใด
“เื่นี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าข้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อหรอกท่านอ๋องแต่มันอยู่ที่ใจของข้าไม่ได้รักท่าน และข้าไม่ปรารถนาจะมีคู่ครองต่างหากซึ่งข้าได้ชี้แจงให้ท่านฟังเป็ร้อยเป็พันครั้งแล้ว”
“แต่ข้ารักเ้านี่ซู่ซู่”
โอ๊ย! นางอยากจะบ้าตาย และอยากจะหันกลับไปตะกุยหน้าบุรุษรูปงามที่เดินตามนางต้อยๆเหมือนตอนเป็เด็กยิ่งนัก
“ก็ข้าบอกว่า...”
“เ้าหยุดเดินก่อนซู่ซู่”
“ข้าไม่หยุด” นอกจากนางจะไม่ฟังคำของเต๋อหยวนแล้วยังหันหน้ากลับไปะโใส่เขาอย่างไม่รู้จักนายบ่าวอีกด้วย“ข้าบอกท่านแล้วว่าข้า...กรี๊ด!!”
“ซู่ซู่!”
หยางฉินซู่ใจหายวาบ เมื่อเท้าที่ก้าวไปข้างหน้าตกพรวดลงไปจึงรู้ได้ในทันทีว่านางเดินเลยขอบเนินดินมาแล้ว
“ท่านอ๋องช่วยข้าด้วย!” นางร้องะโออกไปสุดเสียงตาจ้องมองไปยังบุรุษร่างใหญ่ที่วิ่งกระโจนเข้ามารั้งตัวนางเข้าไปกอดไว้แน่นด้วยความหวังก่อนจะซุกหน้ากับอกกว้างแล้วกอดท่านอ๋องไว้ด้วยความกลัว
ร่างสองร่างที่กอดกันกลมกลิ้งหลุนๆลงเนินดินไปด้วยกัน ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่พื้นราบที่มีหญ้าเขียวขจีขึ้นปกคลุมโดยที่ร่างใหญ่นอนทาบทับร่างเล็กเอาไว้
“ท่านอ๋อง...ปล่อยข้าได้แล้วเ้าค่ะ”ฉินซู่กล่าวเสียงแ่หลังจากที่ตั้งสติได้แล้ว
“เ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม”
สายตาห่วงใยที่มองมา และลมหายใจที่เป่ารดใบหน้ากันอยู่นั้นทำให้หญิงสาวอดใจเต้นแรงขึ้นมาไม่ได้ จึงหลบสายตาของชายหนุ่มด้วยการเหลือบมองไปทางด้านข้างแทน
“ข้าไม่เป็อะไรเ้าค่ะ ท่านปล่อยข้าได้แล้วข้าอึดอัด”
จวิ้นอ๋องยอมทำตามที่นางขออย่างอ้อยอิ่งแล้วดันกายลุกขึ้นนั่งก่อนจะช่วยฉุดแขนนางให้ลุกขึ้นนั่งตามมาด้วย ซึ่งพอได้ลุกนั่งแล้วฉินซู่ก็โอดครวญอยู่ในใจทันที
อูย...จะว่าไม่เป็อะไรเลยก็ไม่ใช่เสียทีเดียวนักเพราะตอนนี้นางรู้สึกเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัวเลย
“หากเ้าอึดอัดจริง เหตุใดใบหน้าของเ้าถึงแดงระเรื่อขึ้นเช่นนี้เล่าซู่ซู่”
คำพูดเย้าหยอกกับสายตากรุ้มกริ่มของหลี่เต๋อหยวนนั้นทำให้ฉินซู่ถึงกับพูดอะไรไม่ออกเพราะจะให้นางยอมรับว่ารู้สึกเขินเขาจริงก็น่าขายหน้ายิ่งนัก
“ข้าจะกลับจวนแล้วป่านนี้ท่านยายคงเป็ห่วงข้ากับท่านอ๋องแย่แล้วล่ะ” หญิงสาวเลือกพูดเฉไฉไปเื่อื่นแทนจากนั้นก็ชิงลุกขึ้นเดินหนีไปก่อน จึงได้ยินเสียงหัวเราะจากจวิ้นอ๋องที่รีบลุกขึ้นเดินตามหลังมาพร้อมกับพูดให้นางได้หวั่นไหวว่า
“เมื่อไรเ้าจะยอมรับเสียทีนะซู่ซู่ ว่าเ้าเองก็มีใจให้ข้าเช่นกัน”
อะไรนะ! นางน่ะหรือมีใจให้เขา ฮึ...ฝันไปเถอะ นางไม่ได้ชอบจวิ้นอ๋องแม้แต่น้อยเพราะใจของนางยังคงยึดมั่นกับการบวชชีอยู่เช่นเดิมและตลอดไป!