กัมปนาท

    โมนมารา

         นับตั้งแต่วันนั้น อรแทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลย โลกของเธอถูกจำกัดให้อยู่เพียงในรั้วหมู่บ้านที่แสนคุ้นตา แต่แปรเปลี่ยนเป็นดั่งกรงขังเงียบ ๆ ที่ซุกซ่อนกรงเล็บไว้ในเงามืด อย่างมากสุด เธอก็เพียงแค่เดินไปที่เรือนหลังเล็ก ที่เพื่อน ๆ รวมตัวกันเพื่อทำรายงาน เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย ยังคงมีอยู่บ้างในยามที่เธอแวะเข้าไป แต่ในสายตาของอร ทุกอย่างกลับพร่าเลือน เธอไม่อาจมีส่วนร่วมกับเสียงเหล่านั้นได้เต็มหัวใจ บางครั้งเธอก็เดินไปที่โรงครัวของหมู่บ้าน เพื่อร่วมกินข้าวกับทุกคน โรงครัวหลังนั้นยังคงอบอุ่นเช่นเคย กลิ่นกับข้าวลอยคลุ้ง เสียงหัวเราะของพวกเด็กเล็กที่วิ่งไล่กันไปรอบ ๆ      นอกเหนือจากนั้น เธอก็กลับมาปฏิบัติหน้าที่ 'ลูกที่ดี' ของพ่อท่านอยู่ที่บ้าน เช่นที่ได้รับคำสั่งไว้อย่างชัดเจน เช่นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในทุก ๆ การกระทำของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการกวาดบ้าน ตักน้ำ ซักผ้า หรือแม้แต่การนั่งเขียนอักขระฝึกจิต ในทุกจังหวะของลมหายใจ มีคำปุ่นคอยจับตามองอยู่ตลอดเวลา
         ไม่ว่าอรจะเดินไปมุมใดในบ้าน หันไปทางไหน ไม่ว่าจะยามเช้า แดดแรงจัด หรือยามค่ำที่ลมหนาวพัดหวิว ก็จะพบร่างของกุมารน้อยผู้นั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
     

         เฉกเช่นทุกคืนที่อรจะมานั่งรับลมเย็นก่อนเข้านอน เธอชอบมุมหน้าชานเรือนที่เบื้องหน้าคือทางเดินแคบ ๆ ลัดเลาะออกสู่ชายป่า สายลมยามค่ำกรุ่นกลิ่นหญ้าชื้นและกลิ่นธูปเก่าที่ลอยคลุ้งมาจากห้องพระซึ่งอยู่ในตัวบ้าน ในบรรยากาศอันเปี่ยมด้วยความนิ่งเงียบเช่นนี้เอง ที่ร่างของ ‘ยา’ มักจะปรากฏขึ้นทุกคืน
         ร่างของยายังคงเดินหายเข้าไปในป่า ทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยความนิ่งเงียบ ไม่เร่งรีบ อย่างที่อรไม่เคยเข้าใจว่ามันคืออะไร และในทุกครั้งที่อรทำท่าจะวิ่งตามไป ร่างของกุมารน้อยคำปุ่น ก็มักจะปรากฏตัวดักทางขึ้นทุกครั้ง

     

    “เดี๋ยวข่อยไปหาเพิ่นให้เอื้อยเอง เอื้อยขึ้นไปนอนเถาะ เดี๋ยวพ่อสิโกรธเอา”

         ประโยคตัดจบของคำปุ่นมักเอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งอย่างไม่เคยเป็นแบบนี้กับเธอมาก่อน พร้อมกับใบหน้าไร้อารมณ์ รอยยิ้มที่แฝงความเอ็นดูแต่กลับไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย กุมารน้อยจะยืนอยู่นิ่ง ๆ จ้องหน้าอร รอจนกระทั่งเธอถอนใจ ถอยกลับเข้าเรือน แล้วทำท่าหายวับไปดูยาในป่าลึกทุกครั้ง เหมือนบทละครที่ถูกเล่นซ้ำไม่รู้จักจบ

         ทุกเช้า เธอก็มักเจอยาในสภาพร่างกายปกติในทุกครั้ง ไม่มีบาดแผล ไม่มีร่องรอย ไม่มีแม้แต่รอยอ่อนเพลียที่ควรจะมีหากต้องออกไปเผชิญภัยกลางป่าทุกค่ำคืน
         อรได้แต่ยิ้มตอบ ไม่กล้าถาม ไม่กล้าพูด และไม่กล้าแม้แต่จะจ้องตานานเกินไป
         เธอคิดว่าคำปุ่นคงทำหน้าที่แทนเธอแล้ว บางครั้ง เธอก็อยากจะเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ว่าเด็กน้อยตนนั้นกำลังปกป้องเพื่อนเธอจากสิ่งที่อรไม่อาจเข้าถึง ว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ช่วยเหลือ ไม่ใช่หนึ่งในตัวแปรของความผิดปกติ แต่ในใจก็ยังคงวิตกกังวลอยู่เช่นเคย เธอไม่รู้ว่า...ยาต้องเจอกับอะไรในยามค่ำ ยิ่งคืนผ่านไป ความเงียบก็ยิ่งกลืนกิน จนกระทั่งอรรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดเข้าไปในวังวนซ้ำ ๆ ที่ไม่สามารถหยุดมันได้
     


         ก้านพลูเมื่อรู้ว่าเพื่อนเธอถูกกักบริเวณ จึงมาอยู่กับอรไม่ห่างเช่นเมื่อก่อน ราวกับก่อนหน้านี้ไม่เคยหลบหน้าหลบตา
    หญิงสาวผู้เคยอารมณ์เปราะบาง ยามนี้กลับมานั่งขัดสมาธิอยู่ข้างชานเงียบ ๆ เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ กระดาษรายงานแผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกเธอขีดเขียนด้วยลายมือเรียบร้อย ราวกับทุกอย่างกลับคืนสู่ความปกติ
         อรจ้องก้านพลูอยู่เงียบ ๆ พอสมควร จ้องอย่างพินิจพิเคราะห์ จ้องราวกับกำลังพยายามจับพิรุธอะไรบางอย่าง

    "ยาเป็นยังไงบ้าง?" อรเอ่ยถามขึ้นในที่สุด น้ำเสียงเธอเบาและเรียบ แต่เต็มไปด้วยความกังวลที่ยากจะซ่อน
    ก้านพลูไม่เงยหน้าขึ้นจากรายงาน ยังคงเขียนต่อ ก่อนจะตอบกลับมาอย่างง่ายดาย "ก็ปกตินะ เหมือนเดิม"
    อรนิ่งเงียบ ประโยคตอบกลับนั้นไม่มีอะไรผิด แต่มันก็ไม่ทำให้ความกังวลในใจเธอลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
    "เหมือนเดิม?" อรถามย้ำอีกครั้ง ครั้งนี้น้ำเสียงหนักขึ้น ราวกับต้องการเจาะลึกลงไปใต้คำตอบนั้น เธอพยายามหาแววตาโกหก แต่ก็พบเพียงดวงตาเรียบเฉยที่ไม่ยี่หระของก้านพลู
    "มึงเคยเห็นยาเป็นแบบไหน ก็เป็นเหมือนเดิมแบบนั้นแหละ"
    "ได้มีอาการผิดปกติอะไรบ้างหรือเปล่า?" อรถามต่อ
         เธอไม่อยากละเลยความรู้สึกในใจตัวเอง ความรู้สึกที่บอกว่า บางสิ่ง ยังไม่ปกติ ยังแปลก ยังผิดฝังอยู่ในเงามืดของทุกค่ำคืนที่ผ่านมา
    "ยัยนั่นเคยเป็นปกติด้วยหรอ?" ก้านพลูถามย้ำกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา เธอไม่แม้แต่จะหันมามอง
    คำพูดนั้นไม่เพียงแต่เป็นคำย้อนกลับธรรมดา หากยังเป็นสัญญาณ ว่าเธอไม่ต้องการให้บทสนทนาเรื่องยาดำเนินต่ออีก
         นี่เป็นข้อดีเสียด้วยซ้ำที่อรถูกพ่อท่านกักบริเวณไม่ให้ไปไหนไกล รวมถึงระงับพฤติกรรมต่าง ๆ ของเธอ มันทำให้ก้านพลูสบายใจได้ว่า ต่อจากนี้ จะไม่มีใครมาทำอะไรอรได้ และอรจะไม่เป็นอะไร
         ช่วงเวลาผ่านพ้นไปวันแล้ววันเล่า กิจวัตรประจำวันอันน่าเบื่อยังคงดำเนินต่อไป แสงแดดคลี่ตัวลงบนหลังคาเรือนเสียงไก่ขันยามรุ่งอรุณยังคงเดิม เสียงคนหัวเราะเบา ๆ จากโรงครัวยังคงมีบ้างบางวัน และอร…ก็ยังคงนั่งท่องวิชาจนไม่รู้ว่าจะท่องอะไรไปมากกว่านี้แล้วเสียด้วยซ้ำ เธอฝึกมนต์ ฝึกวิชา ฝึกความอดทน
         หลังจากคืนนั้น ที่นอกจากยายังคงหายเข้าไปในป่าลึกยามดึก ดูเหมือนว่าหมู่บ้านจะสงบมากขึ้น เสียงกรีดร้อง โหยหวน หรือความน่ากลัวค่อย ๆ เลือนหายไป มันเงียบ มันนิ่ง มันเรียบ ก้านพลูที่ดูกลับมาเป็นปกติ ไม่หลบตาหลบเธอเช่นคราวก่อน
         อรควรจะรู้สึกดี…แต่กลับรู้สึกว่าทุกอย่าง เรียบเกินไป มันไม่มีแม้แต่สิ่งเล็ก ๆ ให้สะดุดใจ ไม่มีความแปลก ไม่มีเรื่องราว ทุกอย่างเป็นปกติดี และในความนิ่งสงบของสิ่งแวดล้อม ในเสียงลมที่พัดผ่านหน้าต่างบานเดิม ในแสงแดดที่ลอดช่องไม้ในมุมเดิมของห้อง อรเริ่มรู้สึก

    มันปกติจนน่ากลัว…

    "แม่หมอจ๊ะ แม่หมอ!"
         ครู่หนึ่ง เสียงของ 'ป้าดี' ป้าในหมู่บ้านวิ่งแจ้นมาอย่างหน้าตาตื่น เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก ดวงตาเบิกโพลงคล้ายเห็นภาพสยองติดตา เธอวิ่งลัดเลาะตามทางดินแดงมาจนถึงใต้ชายคาบ้าน เห็นอรที่นั่งอยู่กับก้านพลู ก็รีบพุ่งเข้าไปหา ราวกับเป็นฟางเส้นสุดท้าย อรหันขวับมาในทันที แววตาเปลี่ยนจากเหม่อลอยเป็นตื่นตัวภายในเสี้ยววินาทีเดียว
    เสียงของอรขรึมต่ำ แต่หนักแน่น ราวกับคนที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกอย่างที่อาจรออยู่เบื้องหน้า
    "ซ่อย....ซ่อย ลูกข่อยแหน่จะแม่หมอ" ป้าดีพูดพลางหอบหายใจแฮ่ก มือยันเข่าราวกับวิ่งมาสุดแรง
    อรขมวดคิ้ว ริมฝีปากขยับเอ่ยชื่อที่อยู่ในใจทันที "เดือนบ่!" คำถามเหมือนมีลมเย็นวาบตีขึ้นมาจากใต้ถุน
    "จ๊ะ...."
    คำตอบที่หลุดออกมาพร้อมเสียงสะอื้นเบา ๆ เหมือนกระซิบให้ลมหายใจของอรต้องสะดุด ดวงตาเธอแข็งกร้าวขึ้นทันควัน     จบประโยค อรก็รีบวิ่งไปที่บ้านของป้าดีทันที ฝ่าไหล่ป้าดีไปโดยไม่รอแม้แต่วินาทีเดียว ฝีเท้าของเธอกระทบพื้นดิน เธอไม่ถามอะไรไปมากกว่านั้น ไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเธอรู้ได้ทันทีว่าต้องเป็น มัน แน่ ๆ

    มัน...ที่เพิ่งสงบไปไม่กี่วัน
    มัน...ที่ไม่เคยจากไปจริง ๆ
    มัน...ที่รอจังหวะจะกลับมาเสมอ
    มัน...ที่เคยจ้องมองเธอผ่านแววตาแดงฉานนั้น

         เดือน เด็กสาวตัวน้อย ลูกสาวคนสวยของป้าดี วัยแตกสาว ร่างกายที่ใครต่อใครต่างหมายปอง แม้แต่ผีสาง และผีตนเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวอรมีเพียงแค่มันตัวเดียวเท่านั้น ในหัวใจเธอมีชื่อของมันชัดเจน 
    “อร….เดี๋ยว!…..” เสียงเรียกของเพื่อนดังแว่วอยู่ด้านหลัง แผ่วเบา สั่นเครือ เหมือนคนที่ไม่กล้าจะวิ่งตามมา อรไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามอง เธอปล่อยให้เสียงนั้นลอยตามลมไป ปล่อยให้ก้านพลูยืนนิ่งอยู่บนบ้าน
    ลำตัวสั่นเทาอยู่คนเดียว….
     

     

         ผิดคาด เมื่อทั้ง ๒ คนวิ่งมาถึงบ้านป้าดี จากที่คิดไว้ว่าเดือนจะต้องอาละวาด หรือไม่ก็คงนอนทุกข์ทรมานเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับคนอื่น ๆ แต่สิ่งที่ได้พบกลับตรงกันข้าม
    เงียบ…
    เงียบเฉียบ เงียบเสียจนแม้แต่เสียงฝีเท้าของทั้งสองคนที่วิ่งมาเต็มกำลังก็ดังเกินความจำเป็น
    เงียบเสียจนชาวบ้านใกล้เรือนเคียงไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่ามีเหตุการณ์อย่างที่ป้าดีวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกเธอ
    เงียบจนน่าวิตก
         อรชะงักอยู่หน้าบ้าน หยุดยืนโดยไม่พูดอะไร หายใจเข้าเงียบ ๆ มองแปลนบ้านด้วยสายตาที่พินิจพิจารณา ใจเธอเต้นแรง แต่ยังคงสงบเยือกเย็นจากภายนอก
         เธอก้าวเท้าขึ้นเรือนไปอย่างช้า ๆ ขณะที่ป้าดีตามมาด้านหลัง สายตากวาดมองอย่างระแวดระวังในทุกมุมที่แสงลอดผ่าน บ้านหลังเล็กที่ถูกสร้างด้วยไม้ไผ่ ยกพื้นขึ้นจากดินเพียงเล็กน้อย หลังคามุงจากที่เริ่มเก่าจากลมฝน ภายในมีเพียงเสื่อผืนบาง หม้อข้าว หม้อแกง และตั่งไม้เตี้ย ๆ
         บรรยากาศตอนสาย แต่ภายในกลับมืดกว่าที่ควรจะเป็น แสงอาทิตย์สาดเข้ามาจากช่องไม้ระหว่างฝากระดาน ส่องเป็นลำเส้นเฉียง ผงฝุ่นลอยล่องในแสงนั้นเงียบงันเหมือนมันลอยอยู่ในกาลเวลาที่หยุดนิ่ง ภายในตัวบ้านเงียบสงบ ไม่มีแม้แต่เสียงลมพัด 
         อรก้าวเข้าไปอีกสองก้าว แต่กลับไม่พบร่างของเดือนอยู่ภายในตัวบ้าน ไม่แม้แต่ร่องรอยของความชุลมุน ข้าวของทุกอย่างอยู่กับที่ เรียบร้อยเกินไป คล้ายไม่มีใครเคยอยู่ที่นี่
         เมื่อเธอหันหลังกลับมาเพื่อที่จะถามป้าดีว่าเกิดอะไรขึ้น กลับกลายเป็นว่า ป้าดีที่เมื่อครู่นี้วิ่งหน้าตาตื่นมาขอความช่วยเหลือ กลับยืนแน่นิ่งอยู่ในมุมมืดของบ้าน ยืนยิ้ม ยิ้มกว้างเกินมนุษย์ มันน่ากลัวจนน่าขนลุก
         ริมฝีปากของป้าดีแสยะจนเกินธรรมชาติ ดวงตาเบิกโพลง สบสายตามายังอรในเงามืดใต้ชายคา สายตานั้นเย็นเยียบ
    เย็นจนรู้สึกว่ารอบตัวพลันเงียบลงอีกครั้ง
    “แม่หมอคึดไตร่ตรองให้มันดีๆ แนเด้อ ก่อนสิวิ่งตามไผมา” เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า เย้ยหยัน น้ำเสียงนั้น…คุ้น ไม่ใช่ของป้าดี แต่เป็นเสียงที่เธอจำได้ดี
    “มึงอีกแล้วบ่?” อรเค้นเสียงลอดไรฟัน ใจเต้นแรง มือที่แนบข้างตัวเริ่มสั่นเล็กน้อย แต่เธอพยายามควบคุมไว้ให้มั่นคงที่สุด
    “ฮึ ฮึ…” 
         เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ดังออกจากปากของร่างที่เคยเป็นป้าดี ช่างตัดกับท่าทางจริงใจที่ป้าดีเคยมีอย่างสิ้นเชิง ร่างนั้นยังยืนอยู่ในมุมอับของแสง เสมือนหลบเลี่ยงไม่ให้ความจริงเผยชัด 
    “เดือนอยู่ไส” อรเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น พยายามข่มอารมณ์โกรธไม่ให้พุ่งพล่าน เธอรู้ดี หากโกรธจนขาดสติ อาคมจะรวน
    และผีร้ายตรงหน้าก็จะได้ใจ
    “แล้วแม่หมอคึดว่าจังได๋ล่ะ?”  เสียงแหบพร่าเจือขำในลำคอ มันยียวน กวนประสาท มั่นใจในอำนาจของมันเอง ท่าทางนั้นยังคงไม่เปลี่ยน แม้จะอยู่เบื้องหน้าของแม่หมอที่ครอบครองอาคมแรงกล้าแห่งหมู่บ้าน มันกลับไม่ไหวติง ยังคงยืนตรงนั้นในเงามืด โดยใช้ร่างของป้าดีเป็นเพียงเปลือกพูดจาโต้ตอบ 
    “เป็นแม่หมอคือจังได๋ บ่ฮู้จักเบิ่งจักอย่าง ว่าเด็กหายไปแล้วกี่คน” น้ำเสียงของมันแข็งกร้าวขึ้น คำพูดแฝงความจริงที่อรไม่อยากได้ยิน ใจเธอเริ่มสั่น เด็กหลายคนในหมู่บ้านเริ่มหายตัวไป แบบไร้ร่องรอย 
    “มึงว่าสิว่าอิหยัง!” เสียงอรตวาดลั่น เสียงที่พยายามกดเก็บอารมณ์ตลอดหลุดออกมาในที่สุด แรงอาคมในตัวพลันสั่นสะเทือน
         คำพูดของมันทำเอาใจของอรหล่นวาบ มือเท้าเย็นเฉียบ เธอแทบยืนไม่อยู่ หัวใจเต้นโครมคราม ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวแต่เพราะมันตรงกับสิ่งที่เธอเฝ้ากลัวที่สุด คำพูดนั้น…ไม่ใช่แค่ลมปากของผี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อรไม่ได้มาวนเวียนอยู่ในระแวกชาวบ้านมากนัก เธอเพียงแต่อยู่ในบริเวณบ้าน เรียนกับพ่อท่าน ซ้อมอาคม ท่องตำรา เช้าเย็นมีแต่คาถา ไม้เท้า และเครื่องราง
         เธอไม่รู้เลยว่า ในขณะที่เธอกำลังร่ายมนต์ มีเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านกำลังหายไปทีละคน ทีละคน และที่น่าหวาดกลัวกว่านั้นคือ ไม่มีใครมาขอความช่วยเหลือจากเธอ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เดินขึ้นเรือน ไม่มีเสียงร่ำไห้ ไม่มีการบอกข่าวร้าย
    มันเงียบ...เงียบเกินไป ราวกับทุกคนถูกปิดปากไว้ด้วยความกลัว 
    “ข่อยแดกมันเหมิดแล้วล่ะแม่หมอ”
         เสียงของมันเอ่ยอย่างราบเรียบ แต่ทุกรอยถ้อยคำเหมือนปลายมีดเสียบทะลุเนื้อ ร่างของอรชาวาบไปทั้งตัว เรื่องที่อรได้คิดไว้ในใจลึก ๆ เรื่องที่เธอได้แต่ภาวนาไม่ให้เป็นจริง บัดนี้ กลับกลายเป็นว่า มันเกิดขึ้นจริง
    “ทั้งน้องเดือนของแม่หมอ น้องฝ้าย น้องแพง…ยังสิเอาไผอีกบ้? ฮึ ฮึ”
         เสียงหัวเราะของมันแหบพร่า มันหัวเราะเหมือนคนที่รู้ทุกอย่าง เหมือนสัมภเวสีไม่มีวันรู้สึกผิด ชื่อเหล่านั้น...
    คือชื่อของเด็กสาววัยคราวเดียวกันในหมู่บ้าน
    เด็กสาวที่เคยนั่งหัวเราะในตลาด
    เด็กสาวที่เคยถือหม้อข้าวเดินไปวัด
         เด็กสาวที่กำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อนาคตว่าที่ข้าราชการ คนงานเมืองกรุง พยาบาล หรือประกอบอาชีพหาเลี้ยงชีพต่าง ๆ พวกเธอ คือความหวังของครอบครัว คือแรงใจของพ่อแม่ที่ปั้นปลายชีวิตรอให้ลูกกลับมาดูแล บัดนี้…กลับกลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายของอิผีห่านั่น ผีที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผีที่ยืมร่างของป้าดีมาพูดจาเยาะเย้ย
         เลือดในตัวอรพลันเดือดพล่าน ดวงตาพร่าไปด้วยม่านน้ำตา เต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธ เธอโกรธที่เธอปล่อยให้ทุกอย่างเลยเถิดมาถึงขนาดนี้โดยไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
         สติของอรหลุดลอย ภาพตรงหน้าเบลอมัวด้วยม่านอารมณ์….อารมณ์โกรธวิ่งพล่านขึ้นทั่วศีรษะเหมือนคลื่นเพลิงที่ไหลย้อนกลับจากปลายเท้าสู่ขมับ มันไม่ใช่เพียงแค่ความไม่พอใจ ไม่ใช่แค่การถูกยั่วยุด้วยคำพูด แต่คือความเจ็บลึกของคนที่แบกภาระหมู่บ้านเอาไว้ ความเสียใจปนกับความโกรธได้ผสานเป็นพายุร้ายที่โหมกระหน่ำในอก
         ร่างของแม่หมออรก้าวพรวดเข้าไปหา มือสองข้างเหวี่ยงขึ้นคว้าบ่าแล้วตะปบเข้าที่ลำคอของป้าดีอย่างรุนแรง มือทั้งสองแน่นเสียจนเห็นเส้นเลือดปูดที่หลังมือ เธอบีบแน่นโดยไม่สนใจเสียด้วยซ้ำว่า ร่างนั้นคือป้าดี หญิงชราคนหนึ่งที่เคยตักข้าวเหนียวให้เธอกิน คนที่เคยสอนเธอสานปลาตะเพียนจากใบตองเมื่อยังเด็ก แต่วันนี้…ร่างนั้นกลับกลายเป็นร่างสิงของผีร้าย อรวิโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ
    “ฮึ ฮึ…แค่ก แค่ก” เสียงหัวเราะของผีร้ายยังไม่จางหาย หัวเราะไปพลางขาดห้วงไปด้วยเสียงหอบขาดอากาศหายใจ
    เสียงแหบต่ำของมันคลอไปกับเสียงสำลักของป้าดี จนยากจะแยกออกว่าเสียงใดเป็นของใคร
         อรกำลังโกรธอย่างเลือดขึ้นหน้า สายตาเธอแดงกร่ำ หูอื้ออึง สมองไม่รับรู้อะไรอีกแล้วนอกจาก ความเจ็บปวด 
         …แต่แล้ว ท่ามกลางเสียงวูบวาบในหัว จู่ ๆ ก็มีมือคู่นึง สัมผัสลงเบา ๆ ที่ไหล่ของอร เบาเพียงนิดเดียว แต่มันเหมือนกระแสเย็นไหลผ่านแผ่นหลัง อรชะงัก หายใจขาดช่วงเหมือนคนสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย 

    “ไป!”

         เสียงเจ้าของมือนั่นดังขึ้นข้างหลังเธอ ชัดเจน หนักแน่น ไม่ใช่เสียงร้อง ไม่ใช่เสียงตะคอก แต่เป็นคำสั่งที่ทรงพลังดั่งเสียงอาคม 
         ทันใดนั้น วิญญาณของผีร้ายก็ถูกผลักกระเด็นออกมาจากร่างของป้าดีอย่างรุนแรง เหมือนหมอกดำทะลักออกจากปากและดวงตา จ้องมองมาที่เจ้าของเสียงนั้นด้วยแววตาไม่พอใจและเปี่ยมไปด้วยความโกรธ ก่อนที่ดวงวิญญาณดำมืดนั้น
    จะค่อย ๆ สลายไป ราวกับเถ้าควันของสัมภเวสีบาปหนา เหลือไว้เพียงกลิ่นเหม็นไหม้ของเนื้อเน่า 
         อรรู้สึกตัวเต็มตื่น เธอรีบประคองร่างของป้าดีที่อ่อนเพลียลงนั่งพิงผนังบ้านอย่างทะนุถนอม สองมือที่เมื่อครู่เคยบีบแน่นด้วยโทสะ บัดนี้กลายเป็นสองมือที่สั่นเทาและสั่นไหวด้วยความเสียใจ
         เธอเงยหน้าขึ้น มองหาเจ้าของเสียงเมื่อครู่… แล้วก็ทำเอาเธอคาดไม่ถึง เพราะนั่นคือ ยา กำลังยืนนิ่งอยู่ใต้ชายคาบ้านแสงแดดที่ส่องลอดหลังคาไม้ไผ่พาดเงาเลื่อมพรายลงบนใบหน้าของเธอ ริมฝีปากไม่ขยับ ดวงตานิ่งสนิท ร่างไม่ไหวติง          สายลมบางเบาพัดพริ้วใบตองแห้งที่มุงหลังคา แต่ตัวของยา กลับไม่ขยับแม้แต่ปลายผม เธอไม่เอ่ยคำใด ไม่แม้แต่แสดงสีหน้าใด ๆ บนใบหน้าเรียบเฉยนั้น เธอยืนนิ่ง… ก่อนค่อย ๆ ยกเท้าก้าวออกจากตัวบ้าน มายืนรออยู่อย่างเงียบ ๆ หน้าประตูบ้าน ราวกับกำลังรอให้อรเดินเข้าไปหาอีกครั้ง 
         อรยังไม่ได้ลุกตามไปทันที เธอหันกลับไปจัดแจงที่นอนให้ป้าดีอย่างดิบดี ค่อย ๆ เรียงหมอน เรียงผ้าห่มให้แนบสนิทกับร่างที่สั่นไหว เสียงหายใจอ่อนล้าของป้าดี ยังคงดังระเรื่อในบรรยากาศเงียบงันนั้น เมื่อแน่ใจว่าป้าดีปลอดภัยแล้ว
    อรจึงลุกขึ้น สูดหายใจลึก ก่อนจะเดินเข้าไปหายาที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน
         เงาร่างของยา ถูกตัดด้วยแสงแดดที่ส่องเฉียงจากยอดไม้ ใบหน้าของเธอครึ่งหนึ่งอยู่ในเงา อีกครึ่งหนึ่งสะท้อนประกายจาง ๆ ของอาทิตย์ยามสาย เส้นผมที่ปลิวเบา ๆ ไปตามลม
         นานเพียงใดแล้ว ที่พวกเธอทั้งสองไม่ได้เจอหน้าเจอตากัน ต่างฝ่ายต่างยืนนิ่ง สองตาผสานมองกัน โดยไม่มีเสียงใดมาแทรกแซง ไม่มีคำถาม ไม่มีคำทักทาย มีเพียงความเงียบ ที่คล้ายกำลังเล่าเรื่องบางอย่างแทนคำพูดทั้งหมด.

    คล้ายกับเรื่องกัมปนาท ที่คุณอ่าน