หลี่ชางกงได้พูดว่าเผ่าปีศาจได้เข้ามาในทวีปหยุนเซียวได้แล้วนั้น สำหรับตัวของฉินจุนเขาคิดว่ามันไม่ใช่เื่แปลกอะไรเพราะไม่เช่นนั้นในอดีตเขาก็คงไม่ได้เจอเผ่าปีศาจตอนเดินทางกับหลี่ชางกงหรอก
"มันน่ากังวลขนาดนั้นเลยลยหรอ ในอดีตตัวของท่านก็เคยพาข้าไปเจอกับเผ่าปีศาจมาแล้วไม่ใช่หรือ" ฉินจุนพูดกลับไป
"มันต่างกันน่ะสิ" หลี่ชางกงยกน้ำชาขึ้นดื่มแล้วพูดออกมา
"ต่างกัน? ต่างกันอย่างไงรึ" ฉินจุนถามอย่างสงสัย
"ข้าเคยเล่าให้เ้าฟังแล้วใช่หรือไม่ ว่าในโลกนิรันดร์ที่มีหนึ่งร้อยทวีปแห่งนี้นั้นเคยมีสี่เผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันน่ะ" หลี่ชางกงเท้าความถึงอดีตที่คุยได้พูดบอกกับฉินจุน
"ใช่ท่านเคยบอกข้าแล้ว ข้าจำได้เพราะตอนที่ข้ารู้ครั้งแรกทำข้าใไม่น้อย" ฉินจุนย้อนนึกถึงตอนนั้น
"เมื่อครั้งอดีตที่เผ่ามนุษย์และเผ่าสัตว์อสูรได้ร่วมกันขับไล่เผ่าปีศาจและเผ่ามารนั้น บรรพบุรุษของเผ่ามนุษย์และเผ่าสัตว์อสูรผู้ทรงพลังได้ร่วมมือกันวางค่ายกลป้องกันไว้ในทุกทวีปบนโลกนิรันดร์แห่งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เผ่าปีศาจและเผ่ามารผู้ทรงพลังได้เข้ามาโดยง่าย และบรรพบุรุษเผ่ามนุษย์นั้นได้ใช้พลังตบะตัวเองทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑ์บางอย่างทำให้เผ่าปีศาจและเผ่ามารเมื่อเข้ามาในโลกนิรันดร์แห่งนี้จะถูกกดพลังบ่มเพาะลงหนึ่งระดับใหญ่นั้นเอง การเปลี่ยนกฏเกณฑ์ครั้งนั้นเผ่ามนุษย์ต้องสังเวยยอดฝีมือไปหลายหมื่นคนเลยทีเดียว" หลี่ชางกงพูดถึงประวัตศาสตร์อันเก่าแก่ของโลกนิรันดร์ให้ฉินจุนฟัง
"เื่นี้...มันใหญ่จริงๆด้วย" ฉินจุนพูดออกมา
"งั้นแปลว่าที่เผ่าปีศาจมันอ่อนแอกว่าที่ควรจะเป็เมื่อมาที่โลกนิรันดร์แห่งนี้ เพราะว่าการเสียสละครั้งงั้นสินะ" ฉินจุนพูดออกมา
"ใช่แล้ว เพราะการเสียสละของบรรพบุรุษเ่าั้ ทำให้พวกเรายังไม่โดนเผ่าปีศาจและเผ่ามารทำลายไงล่ะ" หลี่ชางกงพูดด่วยเสียงราบเรียบ
"ข้าก็ว่าแล้วเชียว เผ่าปีศาจและเผ่ามารนั้นทั้งๆที่เคยอาศัยอยู่ในโลกนิรันดร์แท้ทำไมถึงโดนพลังของกฎเกณฑ์กดพลังบ่มเพาะด้วย วันนี้ดูเหมือนจะได้รับคำตอบแล้ว" ความสงสัยของฉินจุนหนึ่งเื่ได้หายไปแล้ว แต่ก็มีความสงสัยใหม่ผุดขึ้นมาเช่นกัน
"งั้นถ้ากฎเกณฑ์ของโลกมันเปลี่ยนแปลงได้แบบนี้มันอันตรายหรอ เพราะถ้าใครอยากจะยิ่งใหญ่ก็แค่เข้าไปเปลี่ยนแปลงมันเสีย" ฉินจุนถามอย่างสงสัย
"มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เ้าคิดหรอกนะ การจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์นั้นเ้าจะต้องมีพลังตบะอยู่ในระดับนักบุญศักดิ์สิทธิ์เป็อย่างน้อยและจะต้องมีจำนวนมากด้วยและที่สำคัญคนที่เข้าไปเพื่อสละพลังตบะจะตายในทันทีแบบมันมีเงื่อนไขดวงิญญาจะถูกทำลายสลายหายไปตลอดกาลยังไงล่ะ" หลี่ชางกงตอบคำถามของฉินจุน
"แบบนี้นี่เอง เพราะฉะนั้นคงไม่มีใครคิดอุตริไปเปลี่ยนกฎเกณฑ์สินะ เงื่อนไขการจะไปเปลี่ยนก็ยากจะหาคนระดับนักบุญศักดิ์สิทธิ์เป็หมื่นคนมาจากที่ไหนแถมเมื่อเข้าไปเพื่อสละตบะของตัวเองจะทำให้ถูกทำลายดวงิญญาอีกต่างหาก มันคงต้องจับผู้าุโของกองกำลังระดับศักดิ์สิทธิ์หมดเลยมั้งถึงจะครบเนี่ย" ฉินจุนพูดความคิดของตนออกมา
"ข้าก็คิดเช่นเดียวกับเ้านี้แหละ แต่ข้าก็ยังรู้สึกไม่สบายใจแปลกๆยู่ดี" หลี่ชางกงพูดขึ้น
"ความรู้สึกท่านส่วนใหญ่จะแม่นซะด้วยสิ ถ้าท่านไม่ได้เป็รองเ้าสำนักของนิการไท่ไป๋ข้าคงนึกว่าท่านมาจากศาลากลไก์เป็แน่" ฉินจุนพูดติดตลกออกมา
"ฮ่าๆๆ ข้าคิดว่าข้าคงต้องเอาดีในด้านการทำนายบ้างแล้วสิ" หลี่ชางกงเองก็พูดอะไรตลกๆออกมาเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเครียดเกินไป
"แล้วเผ่าปีศาจมันเข้ามาเยอะไหมล่ะ" ฉินจุนกลับไปพูดเื่เดิม
"ก็ไม่มากไม่น้อยเราคาดการณ์กันำว้ว่านะจะราวๆร้อยตน" หลี่ชางกงตอบกลับ
"ร้อยหรอ ก็ไม่มากไม่น้อยจริงๆนั้นแหละ แต่ถ้ารวมพวกมนุษย์ที่รวมเมื่อกับมันด้วยแล้ว...เฮ้อแค่คิดก็เหนื่อยแล้วสิ ไม่รู้ด้วยว่าสามกองกำลังระดับศักดิ์สิทธิ์ของทวีปหยุนเซียวมีคนของพวกมันบ้างรึเปล่าด้วย" ฉินจุนกล่าวออกมา
"จริงของเ้า" หลี่ชางกงเองก็คิดแบบเดียวกัน
"แล้วศาลากลไก์ล่ะว่าไง?" ฉินจุนถาม
"ดูเหมือนว่าที่สาขานี้จะสามารถทำนายได้เพียงเท่านี้ ถ้าอยากรู้อะไรคงต้องไปที่สาขาหลักบนเกาะเบิกชะตาถึงจะรู้อะไรเพิ่มเติม" หลี่ชางกงกล่าวบอก
"เฮ้อ ยุ่งยากจริง" ฉินจุนถอนหายใจออกมา
หลังจากนั้นฉินจุนก็ได้พูดคุยเื่ต่างๆมากมายกับหลี่ชางกงอย่างยาวนาน พวกเขาพูดคุยกันนานกว่าสองชั่วยามกันเลยทีเดียว และหลังจากนั้นหลี่ชางกงก็ได้จากไปพร้อมกับศิษย์ทั้งสามของเขา
พอส่งหลี่ชางกงแล้วนั้น ฉินจูนก็ได้นึกถึงศาลากลไก์ขึ้นมา
ศาลากลไก์คือกองกำลังที่ไม่ถูกจัดระดับอยู่ในกองกำลังไหน พวกเขาคือกองกำลังอิสระก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่นั้นพวกเขายังเป็ผู้ขายข้อมูลและทำนายโชคชะตาอีกด้วยและยังเป็ผู้ที่เปรียบเสมือนคนจัดอันดับอีกด้วย
กองกำลังไหนอยู่ระดับไหนศาลากลไก์นี่แหละที่เป็ผู้จัดมันขึ้นมารวมถึงฉายาของคนต่างๆด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นฉายาาาสยบฟ้าของฉินจุนนั้นจริงอยู่ที่คนในทวีปหยุนเซียวเป็ผู้เรียกเขาแบบนี้ แต่ถ้าไม่ได้รับการรับรองของศาลากลไก์มันก็จะไม่ได้โด่งดังเช่นนี้
ถามว่าแล้วถ้าคนที่ใช้ดาบตั้งฉายาให้ตัวเองล่ะจะทำยังไง มันก็ทำได้แหละไม่ได้ผิดอะไรแต่ใครเล่าจะรู้จักและอีกอย่างเผลอๆฉายาที่ตัวเองตั้งดันไปตรงกับที่ศาลากลไก์ตั้งให้คนอื่นพอดีถามว่าผู้คนจะคิดว่าใครเล่าที่เป็เ้าของฉายาตัวจริง แน่นอนว่ามันก็ต้องเป็คนที่ศาลากลไก์เป็ผู้ตั้งให้อยู่แล้ว
ฉินจุนคิดว่าศาลากลไก์เปรียบเสมือนยูเนสโกบ้านเขานั้นแหละที่ทำหน้าที่ในการรับรองอะไรต่างๆ แต่พวกเขาก็มีอำนาจมากแม้แต่กองกำลังระดับศักดิ์สิทธิ์ยังให้ความเคารพกันเลยทีเดียว
ว่ากันว่าเ้าศาลามีวิชาที่สามารถมองเห็นความลับของ์ได้ ในอดีตมีแต่คนคิดอยากจะแย่งชิงวิชานี้กันทั้งสิ้นแต่ก็ล้มเหลวกันทุกคน วิชาที่เ้าศาลาใช้นั้นมันมีความพิเศษอย่างมากวิชานี้นั้นจะใช้ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น นั้นหมายความว่ามีเพียงเ้าศาลาในแต่ละรุ่นเท่านั้นที่ใช้ได้
แต่มันก็ไม่ได้มีเพียงข้อดีที่สามารถมองเห็นความลับของ์ที่แม้แต่เซียนยังทำไม่ได้เท่านั้น มันยังมีข้อเสียด้วยเช่นกันนั้นก็คือคนที่เป็เ้าศาลานั้นจะไม่สามารถออกจากศาลากลไก์ได้นั่นเองเพราะว่าการมองเห็นความลับของ์ของเ้าศาลาทำให้เกิดการสะท้อนของ์ แต่ก็ยังโชคดีที่ว่าศาลากลไก์นั้นมีค่ายกันในการป้องกันการสะท้อนของ์ได้
การที่จะให้ศาลากลไก์ทำนายอะไรให้นั้นพวกเขาต้องจ่ายบางอย่างเป็การแลกเปลี่ยน และแต่ละอย่างของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เมื่อบอกสิ่งที่อยากรู้หรืออยากจะให้ทำนายแล้วนั้นศาลากลไก์ก็จะดูว่าต้องจ่ายเท่าไรและอะไรบ้างในการทำนายเื่นี้ บ้างก็เป็เงินทอง บ้างก็เป็อาวุธ บ้างก็เป็สมบัติ บ้างก็เป็สมุนไพร หรือบ้างก็เป็ชีวิตคน แน่นอนว่าศาลากลไก์ก็ไม่อาจบอกได้ว่าต้องจ่ายสิ่งใดบ้างกับการทำนายที่คน้ารู้ พวกเขาจะรู้ก็ต่อเมื่อมีคนมาของการทำนายนั่นเอง