ขณะอยู่ในชั้นเรียนการเขียนภาพเหมือนจริงจะมีนางแบบหรือไม่ก็นายแบบมานั่งวางท่าให้เราบางคนผิวผ่องบางคนผอมราวจะหักกลางหรือไม่ก็ล่ำสันเนื้อตัวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแต่ละคนอยู่ในสภาพเกือบเปลือยแม้จะอยู่ต่อหน้าพวกเราที่เป็คนแปลกหน้าก็ตามซึ่งเราจะต้องปฏิบัติต่อพวกเขาทุกคนด้วยความสุภาพ เมื่อเรา้าจะให้เขาหันไปในทิศทางใดจะใช้ปลายนิ้วแตะเพียงเบาๆพอเป็สัญญาณด้วยความรู้สึกเหมือนเราแตะก้อนดินที่ไม่ใช่มนุษย์ที่มีเืเนื้อหรือมีชีวิตจิตใจ
แต่ขณะนี้เมื่อต้องเผชิญหน้าอยู่กับนายแบบที่เป็ชายร่างพิกลพิการฉันไม่อาจหาญพอที่จะแตะต้องใบหน้าที่บิดเบี้ยวผิดรูปผิดร่างของเขาได้แต่เมื่อการออกคำสั่งไม่ได้ผลตามที่้าฉันก็วางดินสอลงพยายามกล้ำกลืนความลังเลใจลงไว้ฉันเห็นแววตระหนกในดวงตาของเขามันเหมือนแววตาของสัตว์ที่ไม่คุ้นชินกับการถูกจับเนื้อต้องตัวมาก่อนเพราะเขานิ่วหน้า เมื่อปลายนิ้วของฉันแตะลงตรงปลายคางซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างกว่าผู้ชายคนไหนๆ มันก็คือคางของคนธรรมดาๆ คนหนึ่งนอกเสียจากไรขนแข็งๆ ที่คล้ายกับเขาใช้มีดโกนที่ค่อนข้างทื่อเกินไปหน่อยเท่านั้น
ฉันก้มลงมองเมื่อจับมือที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ของเขาให้วางลงบนเข่าออกจะแปลกใจกับััที่ได้รับ มันมีทั้งความอุ่นและความนุ่มนวล ข้อนิ้วใหญ่ๆ นั้นเป็สิ่งอำพรางความนุ่มของิับนหลังมือไว้เท่านั้นมันมีความรู้สึกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในใจความรู้สึกที่เป็เสมือนแรงดึงดูดที่ทำให้ฉันอยากจะพลิกมือเขาขึ้นอยากได้ััฝ่ามือ อยากรู้ว่ามันจะทำให้เกิดความรู้สึกอย่างไรขึ้นมาบ้าง...แต่ฉันก็ไม่ได้ทำ
“เอาละค่ะคุณครอมพ์ตันคะตอนนี้จะต้องทำใจให้สบายสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้เกิดขึ้นกับตัวเองให้มากๆเลยนะคะทำเหมือนกับว่าคุณกำลังนั่งให้ใครบางคนเขียนรูปมาแล้วทั้งชีวิตได้ยิ่งดี”
เมื่อพูดจบฉันก็ถอยหลังกลับมาที่ขาตั้งขยับดินสอในมือเขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเสียงนั้นหลุดลอดออกมาจากแผงอกกว้างซึ่งทำให้ฉันอดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้
“ผมว่าคุณเรียกผมว่าลีเถอะ...”เขาบอก
“ถ้าั้แ่นี้เป็ต้นไปเราจะต้องทำงานร่วมกันวันละหลายๆชั่วโมงแล้วผมอยากให้คุณเรียกผมว่าลีมากกว่าส่วนผมก็จะเรียกคุณว่าอลิกซ์ดีกว่านะครับ”
“โอเคเลยค่ะ...แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะเตือนไว้กันลืมก็คือถ้าคุณอยากจะหยุดตอนไหนก็ลุกขึ้นยืนเลยนะคะฉันเป็ศิลปินใจร้ายไม่เคยเห็นแบบที่ตัวเองวาดเป็สิ่งมีชีวิตหรอกค่ะ”
หลังจากที่ทำงานเงียบๆต่อไปอีกสักครู่เขาก็กระแอมเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“อลิกซ์ ผมอยากขอให้คุณลืมความไร้มารยาทของผมเมื่อวานนี้นะครับ...คือผมเป็คนที่ไม่คุ้นชินกับการเข้าสังคมเลยคงจะต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยเพื่อฝึกฝนมารยาทสังคมให้ดีขึ้น”
“คุณไม่จำเป็ต้องขอโทษอะไรเลยนะคะ”
ฉันตอบออกไปรู้อยู่แก่ใจว่าตัวฉันเองต่างหากที่สมควรจะต้องกล่าวคำขอโทษต่อเขาแต่ฉันไม่อยากพูดถึงการเผชิญหน้ากันในราวป่านั่นอีกฉันจึงเสไปเสียว่า
“ที่จริงฉันต่างหากคะที่ต้องเป็ฝ่ายขอโทษกับการที่ไม่บอกให้คุณทราบล่วงหน้าว่าพ่อมาทำงานนี้ไม่ได้”
“เื่นั้นน่ะไม่สำคัญอะไรหรอกถึงยังไงก็ต้องเป็คนในตระกูลมิลเลอร์อยู่แล้วที่จะรับหน้าที่เขียนรูปให้กับคนในตระกูลครอมพ์ตัน”
“นี่ละมังคะที่เขาเรียกว่าประเพณีหรือเป็ธรรมเนียมอย่างที่คุณว่า”
หลังจากได้จิบไวน์ตอน่พักซึ่งช่วยให้เกิดความอบอุ่นขึ้นในหัวใจและสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับร่างกายได้อย่างมากแล้วฉันก็รู้ว่าการทำงานเริ่มง่ายขึ้นอัธยาศัยไมตรีที่ลีหยิบยื่นให้กับฉันเมื่อตอนเช้ามันทำให้ความเป็คนแปลกหน้าต่อกันเลือนหายไปเราทั้งสองต่างมีความรู้สึกขัดเขินด้วยกันทั้งคู่เราจึงต่างตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อขจัดอุปสรรคที่ขวางกั้นอยู่ให้หมดสิ้นไป
สองสามวันหลังจากนั้นการทำงานของเราก็เข้าสู่ความเป็ระบบมากขึ้นฉันจะรับประทานอาหารเช้าเพียงลำพังพอถึงเวลาแปดโมงก็จะเดินเข้าไปสมทบกับเขาที่ห้องกระจกซึ่งในห้องนั้นเขาได้ติดตั้งเครื่องเสียงชั้นยอดไว้ดังนั้นตลอดเวลาสี่ชั่วโมงสำหรับ่เช้าของการทำงานจึงมีเสียงเพลงไพเราะขับคลออยู่เขาเป็นายแบบที่นั่งทนมากทั้งยังมีความสามารถในการบังคับตัวเองให้นั่งนิ่งอยู่กับที่ได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด
เนื่องจากใน่เช้านั้นแสงจะดีที่สุดเราจึงอุทิศเวลาใน่นี้ทั้งหมดให้กับการทำงานหลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้วเขาก็จะขอตัวไปทำงานส่วนตัวต่อส่วนฉันก็จะอยู่เพียงลำพังต่อไปจนกว่าจะถึงเวลาอาหารค่ำซึ่งฉันจะใช้เวลา่ที่อยู่คนเดียวนี้ตกแต่งภาพที่สเก็ตช์ขึ้นไว้ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
เป็เวลานานมากแล้วที่ฉันไม่เคยเขียนรูปจากแบบที่เป็คนจริงๆหรือสิ่งมีชีวิตผลงานส่วนใหญ่ของฉันล้วนสร้างขึ้นจากจินตนาการซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียวที่จะเก็บเกี่ยวข้อมูลต่างๆที่จำเป็บ่อยครั้งที่ฉันจะเขียนรูปประเภทสวยงามรูปที่มักสะท้อนอารมณ์หรือความคิดออกมาด้วยรูปทรงหรือสีสันที่แปลกเปลี่ยนสะดุดตา
ดังนั้นฉันจึงมีความรู้สึกว่าการที่ได้กลับมาเขียนรูปคนจริงๆอีกครั้งเป็งานที่ท้าทายความสามารถอย่างยิ่ง...!
แน่นอนที่จะต้องมีศิลปินบางท่านผู้ที่ทำให้ความเปลี่ยนแปลกแตกต่างกลายมาเป็สิ่งธรรมดาๆแต่ฉันตั้งใจว่าจะทำให้สิ่งธรรมดาๆในสายตาของคนอื่นเป็สิ่งที่มีความแปลกใหม่ให้จงได้
“คุณยังเห็นบ้านไม่ทั่วเลยใช่ไหม?”
ลีเอ่ยถามขึ้นในตอนเช้าวันหนึ่งขณะยื่นถ้วยกาแฟมาให้เราจะดื่มกาแฟกันตอน่พักสิบนาทีทุกวันฉันลอบมองขณะที่เขาเดินไปรอบห้องพร้อมกับเหยียดแข้งเหยียดขาเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยขบหลังจากที่ต้องนั่งนิ่งๆไม่กระดิกตัวเลยมากว่าสองชั่วโมง
เมื่อมาถึงวันนี้ฉันผ่านขั้นตอนของแขกผู้มาเยือนกลายมาเป็ศิลปินที่จะต้องจับสังเกตทุกอิริยาบถของเขาด้วยสายตาของนักกายวิภาคไปแล้ว
ฉันเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ได้สี่วันแล้วแต่ก็ได้เห็นห้องเพียงไม่กี่ห้องที่ชั้นล่างกับห้องนอนของตัวเองเท่านั้น
“ฉันก็อยากทัวร์อยู่เหมือนกันค่ะ”ฉันจิบกาแฟก่อนจะตักน้ำตาลเติมลงไปครึ่งช้อน
“ดีงั้นหลังอาหารกลางวันผมจะพาคุณเดินชมให้รอบเลย”
“อ้าว...แล้วไม่ทำให้คุณเสียงานหรอกหรือคะ?”
“งานของผมต้องทำขณะที่ร่างกายและอารมณ์พร้อมถึงจะได้ผลงานดีที่สุดออกมาส่วนใหญ่แล้วตอนบ่ายเป็่เวลาหยุดพักผ่อนของผม”
เขาเดินกลับมานั่งในที่และท่าเดิมอย่างคุ้นชินก่อนหน้านี้เขาไม่เคยพูดเกี่ยวกับงานเขียนหนังสือของเขาเลยดังนั้น การที่เขาเอ่ยถึงขึ้นมา ทำให้ฉันออกจะดีใจอยู่บ้าง
เมื่อเสร็จจากอาหารกลางวันแล้วเราก็ออกเดินชมบ้านกันลีเป็บุคคลที่มีความอดทนสูงมากเขาปล่อยให้ฉันหยุดเพื่อชื่นชมกับงานศิลปะต่างๆทั้งที่ประดับอยู่บนฝาผนังและตามซอกมุมต่างๆ ของบ้าน
“งานเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็ของพ่อแม่แล้วก็บรรพบุรุษของผมมีบางชิ้นที่ผมซื้อหามาเพิ่มเมื่อสองสามปีหลัง”
“คุณไปหาซื้อจากงานประมูลเองเลยหรือคะ?”
“ไม่หรอกผมมีคนที่รู้จักรสนิยมของผมเขาจะเป็คนส่งรายละเอียดเกี่ยวกับภาพต่างๆมาให้ผมเลือกจากในนั้น”
เราเดินมาถึงห้องสมุดเป็ห้องที่ฉาบไว้ด้วยสีเขียวเข้มที่ผนังทุกด้านอัดแน่นด้วยหนังสือและมีบันไดเลื่อนแบบโบราณสำหรับปีนขึ้นไปหยิบหนังสือบนชั้นที่อยู่สูงจรดเพดานได้พื้นพรมสีเขียวเข้มดูดซับเสียงฝีเท้าและทำให้เราลดเสียงพูดคุยกันลงได้โดยอัตโนมัติฉันไล้ปลายนิ้วไปตามสันหนังสือปกแข็งที่รายเรียงอยู่บนชั้นอดยิ้มไม่ได้เมื่อพบงานของนักประพันธ์ที่รู้จัก
“ในห้องนี้มีหนังสือของคุณอยู่ด้วยไหมคะ...ฉันหมายถึงหนังสือที่คุณเขียนขึ้นน่ะค่ะ”
“ผมเขียนโดยใชนามปากกา”เขาบอก ก่อนจะส่งหนังสือปกแข็งที่เป็นิยายลึกลับเล่มหนึ่งชื่อ “AnotherFine Mess” ที่เขียนโดย แฮริส แบลเฟลอร์มาให้ดู
“คุณพระช่วย...นี่คุณเองหรอกหรือคะ...รู้ไหมว่าคุณเป็นักเขียนที่ฉันชื่นชอบที่สุดฉันอ่านหนังสือของคุณทุกเล่มเลยก็ว่าได้”ฉันหัวเราะอย่างตื่นเต้น กอดหนังสือเล่มนั้นไว้กับอก
“แล้วทำไมคุณถึงต้องฆ่ามอลลี่ ทริพพ์ด้วยล่ะคะ?”
“ก็หล่อนน่ารำคาญมากไปแล้วน่ะสิ”
เสียงหัวเราะของเขาก้องกังวานออกมาจากในทรวงอกฉันส่งหนังสือคืนให้แต่เขากลับส่ายหน้าซึ่งในท่ามกลางแสงที่ค่อนข้างสลัวภายในห้องสมุดมันมองดูคล้ายกับสัตว์ใหญ่ที่กำลังส่ายศีรษะอยู่ไปมา
“ผมพูดเล่นน่ะ...ที่ผมต้องฆ่ามอลลี่ไม่ใช่เพราะหล่อนเป็ผู้หญิงที่ยุ่งจุ้นจ้านเกินไปแต่เป็เพราะใครก็ตามที่เป็ผู้ร่วมงานกับไทเลอร์เบนท์จะต้องจบชีวิตด้วยการตายทุกคนถ้าผมเก็บหล่อนไว้อาจทำให้เขาทั้งสองคนต้องพบรักแล้วก็อาจถึงขั้นร่วมชีวิตกันก็ได้ผมเขียนให้ไทเลอร์ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังมาั้แ่ต้นแล้วนี่”
ฉันยื่นหนังสือคืนให้เขาอีกครั้งแต่เขาก็ยังคืนกลับมา...
“เก็บไว้เถอะผมอยากให้คุณมีไว้สักเล่มแต่...หรือว่าคุณมีอยู่แล้ว?”
“ไม่มีหรอกค่ะ...”ฉันพลิกเปิดหน้าแรกขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นขอลายเซ็นด้วยได้ไหมคะ?” สีหน้าของเขาบอกความปลื้มอย่างแปลกๆ
“ผมไม่เคยทำอะไรพรรค์นั้นเลยนะ”
คำพูดประโยคนั้นของเขาค่อยๆซึมซาบเข้าไปในสมองฉันช้าๆ มันบ่บอกให้รู้ว่าลี ครอมพ์ตันเป็บุคคลที่มีชีวิตโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง
“ถ้าอย่างนั้น...” เขาพูดช้าๆ
“ให้ผมคิดหาคำอะไรที่เหมาะก่อนดีกว่า แล้วผมจะมอบให้ตอนคุณกลับ”