“หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ท่ามกลางูเาสูงทุกเช้าที่พระอาทิตย์ขึ้นจะมีหมอกปกคลุมหนาทั่วทั้งหมู่บ้านและหลังจากหมอกจางก็จะมีคนในหมู่บ้านหายไป 1 คน ชาวบ้านเรียกสิ่งนี้ว่า ‘คำสาปแห่งหมอก’นานวันเข้าคนในหมู่บ้านก็เริ่มหาวิธีที่จะรอดพ้นจากคำสาปนี้บ้างก็หนีออกจากหมู่บ้านไป แต่ก็ไม่เป็ผลเพราะยิ่งหนีก็จะยิ่งพบเจอกับคำสาปนี้เร็วกว่าเดิม”
ชายหนุ่มปากกระจับหยุดหายใจเล็กน้อยก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงใส “จนกระทั่งมีร่างทรงคนหนึ่งมาเยือนที่หมู่บ้านแห่งนี้เขาเรียกตนเองว่าเป็ร่างทรงของ ‘เทพผิงหยู’ และสาเหตุที่เขามายังพื้นที่แห่งนี้เป็เพราะ้าช่วยปลดปล่อยชาวบ้านให้พ้นจากคำสาปร้ายของปีศาจที่กลืนกินหมู่บ้านแห่งนี้”
เส้นผมสีดำทรงTwoBlock ที่เซ็ตมาอย่างดีของจินเสียทรงหลังจากลมพัดผ่านหน้าต่างไม้สีแดงของร้านอาหารทำให้บรรยากาศเย็นะเืมากขึ้นกว่าเดิมก่อนที่จินจะเล่าต่อด้วยแววตาที่เปล่งประกาย“จากนั้นร่างทรงเทพผิงหยูก็ได้ช่วยเหลือชาวบ้านให้พ้นจากคำสาปแห่งหมอกจนกลายมาเป็ ‘หมู่บ้านสบหมอก’ในปัจจุบันที่เราเที่ยวอยู่นี่ไง”
เสียงกระทบของบานพับหน้าต่างและเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดและเย็นะเืจนเพื่อนร่วมโต๊ะทุกคนต่างรู้สึกขนลุกซู่ระหว่างการรออาหารเช้าในร้านอาหาร ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากอ่างเก็บน้ำมากนัก หลังจากที่ทุกคนเริ่มหยุดจดจ่อกับตำนานผีแห่งหมู่บ้านสบหมอกแห่งนี้เสียงบรรยากาศภายนอกอันแสนพลุกพล่านก็ได้กลับคืนมาอย่างปกติซึ่งโต๊ะของพวกเขาตั้งอยู่ติดกับหน้าต่างที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์รอบนอก รวมถึงอ่างเก็บน้ำที่พวกเขาได้ล่องเรือชมวิวก่อนหน้านี้ด้วย
“คงไม่ใช่ผีตนเดียวกันกับที่เราเจอตอนล่องเรือนะ”ปัญญ์ หญิงสาวร่วมโต๊ะอาหารผมตรงยาวถึงกลางหลังสีน้ำตาลเข้มพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาของเธอบ่งบอกถึงความหวาดกลัวอย่างชัดเจน
ดวงตากลมเล็กของชายหนุ่มร่วมโต๊ะทรงผมCommahair เบิกโพรง ด้วยความตื่นตระหนก ขัดกับนิสัยอบอุ่นของเขา “พวกนายไปเจออะไรกันมา!”
จินตอบกลับคำถามของเปาโดยการเล่าเหตุการณ์ที่ตนกับปัญญ์พบเจอระหว่างการล่องเรือขณะที่เพื่อนร่วมโต๊ะคนอื่นเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจจนไม่ได้สนใจอาหารที่เพิ่งมาเสิร์ฟ ถึงแม้จะมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจก็ตาม
บรรยากาศบนโต๊ะเงียบสงัดจนเสียงรอบข้างแทรกซึมเข้ามาทั้ง เสียงพูดคุยจากลูกค้ารายอื่นรวมถึงเสียงกู่เจิงที่ร้านอาหารเปิดคลอเบาๆ ไม่นานนัก‘กฤษฎิ์’ ชายหนุ่มผิวสองสีทรงผมรองทรงสูงสั้นรูปร่างกำยำไม่สามารถต้านทานความหิวและกลิ่นหอมอันแสนเย้ายวนจากอาหารซึ่งวางอยู่ตรงหน้าลงได้ จึงหยิบมารับประทานประเดิมเป็คนแรกภายใต้ความเงียบส่งผลให้เพื่อนที่เหลือหยิบอาหารของตนมารับประทานตาม
“งั้นก็แสดงว่ายันต์ของเปาก็สามารถใช้ไล่ผีได้สิ”มิกกี้ ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-เยอรมันสวมแว่น ดวงตากลมโตของเขาเบิกโพลงเล็กน้อยเนื่องจากตรงกับเื่ที่เขาสนใจ นั่นคือ สิ่งประดิษฐ์ที่สามารถใช้ไล่ผีได้
จินที่แอบสังเกตแววตาของมิกกี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนของเขานั้นจะทำเช่นไรต่อ และเขาต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อไปกระตุ้นต่อมความใคร่รู้ของมิกกี้ จึงรีบพูดขึ้นแลทำทีว่ากำลังครุ่นคิด“จริงๆ เราว่าใช้ได้นะ หลังจากที่เรานำยันต์ไปใกล้ ผีก็หายไปเลย”
หลังจากที่เปาได้ยินดังนั้นเขาแสดงสีหน้าครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “เราว่า เดี๋ยวเราจะปรับปรุงให้ยันต์มีประสิทธิภาพมากกว่านี้อีกหน่อย”
ติณณ์หนุ่มน้อยใบหน้าหวาน ซึ่งเป็น้องชายของจินหยิบยันต์คุ้มภัยของเปาขึ้นมาดูด้วยความสงสัยจากกระเป๋ากางเกงของตนกฤษฎิ์ที่เห็นว่าบทสนทนาเคร่งเครียดจนเกินไปจึงพูดประโยคหนึ่งเพื่อลดความตึงเครียดลง “ถ้าเป็เราก็คงต่อยผีหน้าคว่ำไปแล้ว”
มิกกี้ได้ยินดังนั้นจึงพูดแกมประชดว่า“คร้าบ พ่อสายสืบ พ่อตำรวจคนเก่ง”ทำให้กฤษฎิ์พูดสวนกลับว่า “ใครจะเป็เหมือนคุณล่ะคร้าบเ้าพ่อสายไอที ที่ชอบประดิษฐ์ของที่ไม่มีประโยชน์”
ดวงตาของมิกกี้เบิกโพรงขึ้นอีกครั้งด้วยความโกรธเกรี้ยว“อ้าว..”และแล้วพวกเขาทั้งคู่ก็เปิดบทสนทนาเชิงหาเื่กันซึ่งเป็เื่ปกติของพวกเขาทั้งคู่ที่เป็คู่กัดกันมาั้แ่สมัยเรียน โดยมีเปาเป็ดั่งกรรมการที่คอยห้ามปราม
ขณะที่ฟากหนึ่งของโต๊ะกำลังทะเลาะกันอยู่ส่วนอีกฟากหนึ่งก็กำลังพูดคุยกันอย่างใจเย็น ปัญญ์ที่เริ่มคลายความหวาดกลัวลงแล้วหันมาพูดกับติณณ์ว่า “พวกเราไปร้านขายของฝากใจกลางหมู่บ้านนี้กันไหม?พี่เห็นร้านนี้ั้แ่ตอนเข้ามาที่หมู่บ้านแล้ว พี่ว่าจะซื้อเครื่องรางป้องกันผี สักหน่อย”
“ได้ครับ จากที่พี่เล่า ผมก็ว่าจะซื้อเครื่องรางเหมือนกัน” ติณณ์ตอบกลับด้วยความนอบน้อม
จินคอยเฝ้ามองปัญญ์ด้วยความห่วงใยจนดวงตาของทั้งคู่ได้สบตากันซึ่งในวินาทีนั้นความรู้สึกนับพันคำต่างถูกส่งผ่านดวงตากลมของทั้งคู่ตรงเข้าสู่หัวใจของกันและกันจนความกังวลของปัญญ์พลันมลายหายไปเพียงเพราะเธอรู้ว่ายังมีจินที่จะยืนเคียงข้างเธอเสมอและนับจากวินาทีนั้นเป็ต้นมา ทั้งคู่ก็เริ่มสื่อสารภาษาใจกันผ่านทางสายตาก่อเกิดเป็ความลับเล็กๆ ที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางกลุ่มเพื่อนโดยไม่มีใครรู้ตัว
“พี่ว่าซื้อ แหวนหางช้าง ก็ดี มีสรรพคุณป้องกันผีหรือปีศาจได้ดีเลยล่ะ” จินเสนอความคิดเห็น
“จริง! ตามที่จินพูดเลย” เปาหันมาเสริมบทสนทนาขณะห้ามปรามทำให้มิกกี้และกฤษฎิ์พักรบอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่กฤษฎิ์จะถามว่า “จะไปไหนกันต่อหรอ?”
“พวกนายเนี่ย ไม่ได้ฟังกันเลยสินะ” ปัญญ์พูดด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายใจแต่ก็ถูกมิกกี้โต้กลับมาว่า “ก็ดูคุณสายสืบกฤษดินัยสิครับด่าผมไม่หยุด จะให้ผมทำไง”
“อย่ามาโยนความผิดอย่างนี้สิคร้าบ” กฤษฎิ์พูดย้อนก่อนปัญญ์แทรกด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหงุดหงิด “ก็หัดแยกประสาทให้ได้อย่างเปาซะสิ” จนทำให้จินต้องรีบห้ามปรามก่อนที่สังเวียนใหม่จะเริ่มต้นขึ้น “เอาล่ะๆ คือพวกเราจะไปตลาดเช้ากัน แล้วต่อด้วยร้านขายของฝาก”
“ร้านขายของฝากมีอะไร” กฤษฎิ์ถามด้วยความสงสัย
“ก็มีพวกของพื้นเมืองประจำหมู่บ้าน สินค้ายอดฮิตที่ซื้อได้ในหมู่บ้านสบหมอก” เปาตอบ โดยมีปัญญ์เสริมขึ้นว่า “มีเครื่องรางวัตถุมงคลที่ชาวบ้านหามาได้จากเขาด้วย”
“เครื่องรางงั้นหรอ? เราไม่ค่อยสนใจอ่ะ ขอบายละกันไปแค่ตลาดเช้าพอ” มิกกี้พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนที่จินจะพูดต่อด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย “แล้วแต่เลยเอาที่ทุกคนสะดวก”
ด้วยความที่ร้านอาหารแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอ่างเก็บน้ำมากนักส่งผลให้ยังเกิดหมอกจางๆ ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ แสงแดดยามเช้าอ่อนๆตัดผ่านสายหมอก สาดส่องผ่านหน้าต่างไม้สีเขียวแก่ที่ถูกเปิดไว้เข้ามาในร้านเงาต้นไม้ที่ถูกปลูกไว้ด้านนอกทอดทับลงบนโต๊ะกลมไม้สีอ่อนที่พวกเขานั่ง
ลมจากนอกหน้าต่างพัดเข้ามายังด้านในร้านอาหารผ่านโต๊ะของพวกเขามิกกี้ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างหยุดชะงักและได้หันออกไปมองนอกหน้าต่างมองตรงไปยังกลางอ่างเก็บน้ำที่มีหมอกปกคลุมหนาด้วยความที่เหมือนมีอะไรบางอย่างจ้องมองพวกเขาอยู่...
กฤษฎิ์ที่สังเกตเห็นความผิดปกติของมิกกี้จึงกล่าวขึ้นว่า “มีอะไรรึเปล่า” พร้อมมองตรงไปยังอ่างเก็บน้ำเช่นเดียวกับมิกกี้ทำเอามิกกี้ถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย รีบหันหน้ากลับ แล้วกล่าวว่า “ไม่มีอะไร” กลบเกลื่อนความรู้สึกแคลงใจอยู่ภายใน
จินแอบสังเกตเห็นท่าทางของมิกกี้จึงหันหน้าไปยังอ่างเก็บน้ำ พยายามมองและจับสัญญาณของิญญาร้าย แล้วก็พบว่า มีสัญญาณของิญญาจางๆแอบซ่อนอยู่ก่อนจะรีบหายวับไปทันทีที่จินเริ่มััได้
‘อะไรกัน! เราฆ่าิญญาร้ายตนนั้นไปแล้วไม่ใช่หรอแต่ทำไมถึงยังไม่ตายล่ะ’ จินคิดด้วยสีหน้าที่เริ่มเป็กังวลถึงความปลอดภัยของกลุ่มเพื่อนของเขาแต่เขาก็แสดงสีหน้านั้นได้ไม่นาน เพราะไม่้าให้ปัญญ์เกิดความวิตกกังวลขึ้นอีกครั้ง
“เช็คบิลกันเถอะ เดี๋ยวพวกเราจะไปตลาดเช้ากันไม่ใช่หรอ?” จินพูดหลังจากที่เล็งเห็นแล้วว่า เพื่อนทุกคนทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะหันมาสบตากับปัญญ์แล้วพูดว่า“ร้านขายของฝากอยู่ติดกับตลาดเช้าด้วยนะ” ทำให้ปัญญ์รีบตอบรับทันควันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ดีเลย!จะได้ไม่ต้องเดินไกล”
ตลาดเช้าแห่งนี้ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านสบหมอกมีลักษณะคล้ายคลึงกับเยาวราชที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพถนนแคบสองข้างเต็มไปด้วยแผงลอยหลากสีสัน เรียงรายกันเต็มไปหมดราวกับเป็์ของนักกิน เริ่มั้แ่ข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ย่างควันตลบอบอวลไปจนถึงขนมไข่ที่วางเรียงกันเป็ระเบียบ
กลิ่นหอมของอาหารดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมถึงเพื่อนของจินที่รับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วเข้ามาเดินชมด้วยความตื่นเต้นนักท่องเที่ยวบางคู่เดินจูงมือกันชิมขนมหวานท้องถิ่นที่พ่อค้าแม่ค้าขายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มส่วนนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งนั่งลงบนม้านั่งไม้ริมถนนลิ้มรสความหอมหวานของน้ำขิงร้อน พลางพูดคุยกับคนท้องถิ่นด้วยท่าทางสนุกสนาน
“ตลาดเช้านี่ โคตรดี”กฤษฎิ์พูดพลางถือถุงหมูปิ้งไว้ในมือขณะที่สายตาของเขานั้นมองไปยังปาท่องโก๋ร้านถัดไป
มิกกี้พูดสวนขณะที่เขากำลังต่อแถวซื้อน้ำจากรถเข็นกาแฟโบราณโดยมีเปาและติณณ์ยืนต่อท้ายแถว “ใครจะเป็เหมือนคุณละครับที่จอดั้แ่ร้านแรก”
จินที่แอบสังเกตสีหน้าของปัญญ์ั้แ่เดินมาถึงตลาดเช้าถึงกับคลายความเป็ห่วงลง เนื่องจากใบหน้าของหญิงสาวนั้นเบิกบานดวงตาของเธอเปล่งประกายเมื่อได้เห็นกลุ่มอาหารชวนรับประทานอันหลากหลายอยู่ข้างหน้าจนทำให้คิดได้ว่า ‘เธอลืมเื่ระทึกที่พบเจอบนเรือจนหมดสิ้นแล้ว’
เพื่อความแเีจินจึงทำทีเดินตามปัญญ์ทั้งที่ภายในหัวของเขานั้นกำลังคิดทบทวนถึงสิ่งที่เขารับรู้จากชาติก่อน
จินนึกย้อนกลับไปว่าเหตุผลที่เขาได้รับเลือกจากกลุ่มเพื่อนที่เหลืออยู่ทั้งหมด 100 คนให้ย้อนเวลากลับมา อาจเป็เพราะเขามีเศษเสี้ยวของสัญชาตญาณดิบในการเอาตัวรอดซึ่งเป็ความสามารถเฉพาะตัวของสัตว์นรกก็เป็ได้
มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมความสามารถเฉพาะตัว3อย่าง รวมกันเป็ทักษะและลักษณะนิสัยเฉพาะตัวความสามารถเหล่านี้แบ่งเป็หลายประเภท เช่น เทพ มนุษย์ ปีศาจ และสัตว์นรกโดยมนุษย์หนึ่งคนสามารถมีความเฉพาะตัวผสมกันได้ เหมือนองค์ประกอบน้ำอย่าง H2O เช่น เทพ รวมกับมนุษย์และปีศาจ หรือเทพผสมกับมนุษย์และสัตว์นรก ซึ่งมนุษย์นั้นทำหน้าที่เป็ตัวเชื่อมระหว่างเทพกับปีศาจหรือเทพกับสัตว์นรกหรือปีศาจกับสัตว์นรกนอกจากนี้ยังมีคนส่วนน้อยที่มีความเฉพาะตัวประเภทเดียวกันครบทั้ง3 อย่างอีกด้วย
อย่างไรก็ตามท่ามกลางประชากรโลกนับหมื่นล้านคน กลับมีมนุษย์เพียง 0.00001%เท่านั้นที่มีสภาวะของเทพ ปีศาจ และสัตว์นรกหลอมรวมอยู่ครบโดยปราศจากมนุษย์เป็ตัวเชื่อม ซึ่งจินคือหนึ่งในตัวตนเหนือกฎเกณฑ์เ่าั้
ความพิเศษของบุคคลประเภทนี้คือ การก้าวข้ามขีดจำกัดทั้งทางกายภาพและจิติญญาไปสู่ระดับที่เหนืุ์จะคาดเดาได้แต่ผลลัพธ์นั้นกลับเป็ดาบสองคมเพราะความเก่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลังเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘คุณลักษณะเฉพาะ’ของทั้งสามสภาวะที่ขัดแย้งกันมาเชื่อมโยงและร้อยเรียงให้เป็หนึ่งเดียวได้อย่างสมบูรณ์
ในห้วงแห่งกาลเวลาทุก405,000ปี จะมีการประลองครั้งใหญ่จัดขึ้นเพื่อ่ชิงตำแหน่งผู้ปกครองจักรวาลทั้ง 10 มิติโดยการประลองนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มอำนาจสำคัญ 4 ฝ่าย คือ เทพมนุษย์ ปีศาจ และสัตว์นรก ซึ่งลานประลองสำหรับการแข่งขันรอบนี้ คือ โลกมนุษย์
อย่างไรก็ตามเทพ ปีศาจ และสัตว์นรก ไม่อาจลงมาแข่งด้วยตนเองได้ เนื่องจากพวกเขา 1 ตนมีพลังมากเกินพอที่จะพังทลายสนามประลอง อย่าง โลกมนุษย์ ลงได้ในพริบตาเดียวจึงเป็เหตุให้พวกเขาเ่าั้จำเป็ต้องเลือก ‘ร่างอวตาร’ ที่มีเศษเสี้ยวความเฉพาะตัวของตนลงแข่งขัน เช่นเทพแห่งการต่อสู้อาจจะเลือกมนุษย์ที่มีความเฉพาะตัวของเทพแห่งการต่อสู้ครบทั้ง 3อย่างหรือเลือกมนุษย์ที่มีความเฉพาะตัวของเทพเพียงบางส่วนก็ได้เช่นเดียวกัน
เมื่อพวกเขาเลือกร่างอวตารที่เหมาะสมแล้วมนุษย์คนนั้นจะได้รับอนุญาตให้ใช้พลังบางส่วนหรือคุณสมบัติพิเศษของเทพ ปีศาจหรือสัตว์นรกตนนั้นๆที่เลือกเขาเป็ร่างอวตารได้ และสามารถติดต่อสื่อสารกับเทพปีศาจ หรือสัตว์นรกตนนั้นๆได้อีกด้วย
ครั้นหมู่บ้านสบหมอกในชาติที่แล้วเคยเกิดเหตุการณ์ประหลาดชาวบ้านรวมถึงนักท่องเที่ยวทั่วทั้งหมู่บ้านเข้าสู่สภาวะโคม่าไม่รู้สึกตัวพร้อมกันเป็เวลา 3 วัน 3 คืน หลายคนจึงเรียกคนที่เป็โรคนี้ว่า ‘โรคหลับใหล’แต่แปลกที่เมื่อผู้ป่วยตื่นขึ้นมายังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถใช้พลังที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปใช้ได้ นั่นคือ พลังวิเศษ