เวลาผ่านไปเหมือนสายน้ำ หนึ่งเดือนผ่านไปจางเหว่ยกับเทียนหลง เข้าเมืองไปขายสมุนไพรอีกหลายครั้งชาวเมืองเริ่มคุ้นหน้าตาของเทียนหลง ทุกๆเช้าเพื่อยืดเส้นยืดสายและปรับร่างกายเทียนหลง มักออกแรงเบาๆ เป็การบริหารร่างกาย โดยการทำงานบ้าน ทำอาหาร เก็บล้างรวมถึง ผ่าฟืน
่นี้อากาศกำลังเริ่มหนาวขึ้นทุกบ้านต้องรีบเก็บสะสมฟืน ปู่จาง บอกว่าอีกหนึ่งเดือนเมืองสุ่ยจะเข้าสู่หน้าหนาวอย่างสมบูรณ์ ยามเช้าหมอกหนาเริ่มคลุมบึงผิวน้ำแผ่ไอเย็นยะเหยือก บนทะเลสาบบางมุมที่น้ำนิ่ง ถึงกับเริ่มเห็นแผ่นน้ำแข็งบางๆ ลอยเกาะบนผิวน้ำ ไม้ฟืนก็ไม่ต้องไปหาไกลจากที่ไหน ทางน้อยหลังบ้านมีป่าสนขนาดหลายสิบไร่ ต้นสนล้มกิ่งไม้หัก มีมากมายไม่กลัวขาดแคลนฟืนดิบแต่อย่างไร
เมื่อเทียนหลงแสดงฝีมือทำอาหารปู่จางถึงกับตะลึงอ้าปากไม่ขึ้นนอกจากความสามารถเกินอายุแล้ว รสชาตินั้นทำเอาจางเหว่ยถึงกับเอาแต่ก้มหน้า พุ้ยข้าวกับอาหารจานต่างๆ ที่เทียนหลงทำขึ้นทั้งย่าง..ผัด..ทอด..ต้ม..ตุ๋น.. น่าจะเรียกว่า...ฟาดเรียบในพริบตาเนื่องจากวัตถุดิบสดใหม่ ปลาสด หาได้จากทะเลสาบหน้าบ้าน ผักต่างๆแรกๆ ก็ซื้อหาจากตลาดที่เหลือจากทำกับข้าว ถ้าปลูกได้เทียนหลงจะนำมาปลูกไว้ ที่ข้างลานตากสมุนไพร นอกจากนั้นเมนูอาหารในหนึ่งเดือน แทบไม่เคยซ้ำ อาหารบางชนิด ปู่จางถึงกับพึ่งเคยกินเป็ครั้งแรกในชิวิต ที่พิสดารยิ่งกว่าเทียนหลงถึงกับนำสมุนไพรบางชนิด มาประกอบอาหารผสมกับเนื้อสัตว์วิเศษที่ป้าฟางจื่อชอบให้มาบ่อยๆ นอกจากร่างกายได้รับประโยชน์แล้วยังมีรสชาติดีจนไม่อาจหยุดกิน บางเมนูที่วัตถุดิบ ประกอบจากสมุนไพรเสริมหยางยังทำไปฝากบ้านป้าฟางจื่ออยู่บ่อยครั้ง
ชีวิตเรียบง่าย ่เช้าฝึกวิถีัขนด่บ่ายเรียนวิชาสมุนไพร เป็กิจวัตรประจำวันวิชาสมุนไพรของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วถึงกับเริ่มทำโอสถผสมสำหรับต้มอย่างง่ายๆได้แล้ว ปู่จางดีใจร่ำๆจะเริ่มถ่ายทอดวิชาแพทย์เบื้องต้นให้ก่อนกำหนด กลับเป็ วิถีัขนดยังไร้ความก้าวหน้าโดยสิ้นเชิง ตั้งใจผนึกลมปราณเท่าใด ก็ไม่สามารถผนึกให้เกิดพลังไม่สามารถชักนำพลังวัตรให้โคจรตามเคล็ดวิชาได้แม้แต่ครั้งเดียว
ร่างกายของเทียนหลงนับวันมีแต่แข็งแรงขึ้น ตอนแรกเขายังรู้สึกหนาวอยู่บ้างั้แ่เริ่มออกแรงทำงานบ้าน โดยการผ่าฝืนตอนเช้ามืดขณะเหวี่ยงขวานผ่าฟืนเขาประสานจังหวะลมหายใจตามวิถีัขนด เพียงตวัดขวานเบาๆถึงกับสามารถตัดท่อนฟืนขนาดใหญ่ขาดกระจาย ฟืนบางท่อนขนาดใหญ่พอๆกับตัวเขาออกแรงเพียงน้อยนิดฟืนใหญ่ท่อนนั้น ก็กลายเป็ท่อนเล็กท่อนน้อยฟืนกองพะเนินสูงท่วมหัว เขาใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจก็ผ่าเสร็จ หากใครมาเห็นเข้าคงตกตะลึงตาถลนเด็กน้อยอายุห้าขวบ ทำงานที่ผู้ใหญ่ต้องใช้เวลาทั้งวัน เสร็จภายในเวลาไม่กี่นาที
เช้านี้เทียนหลง ติดตามจางเหว่ยไปหาสมุนไพร หลังจากข้ามทะเลสาบ เข้าป่าก็เริ่มเดินไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆมุ่งตรงสู่ ยอดเขาอินทรีกำสรวล แนวชายป่าขึ้นเต็มไปด้วยไผ่ชนิดต่างๆ ระหว่างทางจางเหว่ยสอนให้เก็บเห็ดสมุนไพรหลายชนิด ที่ขึ้นแซมตามโคนต้นไผ่ เดินเข้าป่าลึกเข้าไปราวสองกิโลเมตร สภาพป่าก็เปลี่ยนไป จากป่าไผ่กลายเป็แนวป่าโปร่ง ในแนวป่านี้มีต้นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มากมายหลายชนิด ทั้งตระกูลเต็งรังต้นก่อและมีหลายชนิดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ใบไม้แห้งร่วงหล่นสุมโคนต้นจนสูงหลายนิ้วใต้นั้นมีสมุนไพรขึ้นเป็จำนวนมากแต่ ปู่จาง กับชี้แนะให้ดูผลกับเปลือกไม้เป็หลักแล้วอธิบายว่าป่า่นี้ ต้นไม้ใหญ่มักมีการพลัดผิว เปลือกไม้และผลไม้หลายร้อยชนิดจัดเป็สมุนไพรชั้นยอด เป็ที่้าในการเข้าเครื่องยาต้ม สมุนไพรบางชนิดยางมีกลิ่นหอมบางชนิดต้องโค่นต้นเพื่อเอาแก่นไม้มาทำยา
ยิ่งลึกเข้าไป ป่าไม้เริ่มหนาแน่นขึ้นสภาพป่าเริ่มเปลี่ยนไปเป็ป่าดึกดำบรรพ์ ป่ามืดครึ้มขึ้น ทางเดินเริ่มหายไปกลายเป็ด่านสัตว์ หรือไม่ก็ต้องปีนเนินเขาสูงชันต้นไม้บางต้นมีขนาดหลายคนโอบ ปู่จาง บอกว่าในส่วนลึกของเทือกเขา ต้นไม้บางต้น ร้อยคนยังโอบไม่มิดแต่น่าแปลก เมื่อเข้ามาลึกขึ้นต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นต้นสมุนไพรกลับมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับป่าโปร่งที่ผ่านมา
พวกเขาพบ หญ้าเขากวาง ต้นเจ็ดลมปราณเถาวัลย์ทมิฬ มีสมุนไพรมากมายแต่ ปู่จาง ไม่ได้เก็บหมดแต่เลือกเก็บเฉพาะที่มีอายุมากกว่า ห้าหรือ สิบปีเท่านั้น เก็บไปเก็บมาได้จำนวนน้อยกว่าที่คิดมากเพราะสมุนไพรคุณภาพดีอายุมาก ส่วนใหญ่เติบโตอยู่ในป่าลึก
สำหรับสมุนไพรวิเศษ หรือ สมุนไพรหายากต้องเดินป่าลึกไปค้นหา ใช้เวลาไม่น้อยกว่า ห้าวันนั้นหมายถึงต้องค้างในป่าอย่างต่ำ สิบห้าวัน ปู่จางเองก็นานๆเข้าไปสักครั้งต้องรู้ตำแหน่งจากที่เคยเห็นในครั้งก่อน ถึงจะรับใบสั่งสมุนไพรเข้าไปเก็บการเข้าป่าไปลึกขนาดนั้น ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพราะนอกจากอันตรายจากภูมิประเทศตามธรรมชาติแล้ว อันตรายจากสัตว์ดุร้ายก็มีไม่น้อย
เดินมาครึ่งวันโดยใช้ยอดเขาอินทรีกำสรวลเป็หมายข้ามลำธารมาหลายสาย จนมาเจอน้ำตกขนาดกลาง สูงสิบกว่าเมตร แห่งหนึ่งขวางหน้าหมดทางไปต่อ นอกจากฝ่าน้ำตกขึ้นไป เหนือน้ำตกเป็หุบเขากว้างหลายร้อยเมตรภายในป่าหนาทึบ มีหมอกปกคลุม ตัวหุบทอดยาวเลี้ยวอ้อมขึ้นไปทางทิศเหนือมองไม่เห็นก้นหุบเขา ไม่รู้ว่าลึกเท่าไหร่
จางเหว่ย หยุดเดิน “วันนี้เราจะมาแค่นี้พักสักครู่แล้วกลับ” ตลอดทางที่เดินเข้ามาปู่จาง เดินแบบสบายๆ ข้ามก้อนหิน ขึ้นเนินเขา ราวกับเดินอยู่บนที่ราบไม่มีเหงื่อให้เห็นสักหยด ลมหายใจเรียบนิ่ง กลับเป็เทียนหลงที่มีเหงื่อ..ออกท่วมตัว หายใจฟืดฟาด ถึงแม้จะไม่เหนื่อยมากนักแต่สภาพไม่ต่างกับคนที่วิ่งมาหลายกิโล เทียนหลงมองปู่จางอย่างนับถือ
เห็นสายตาของ เทียนหลง ปู่จาง หัวเราะ “อย่าสงสัยไปข้ามีพลังวัตรอยู่หลายปี วิชาตัวเบาก็พอดูได้ กลับเป็เ้าไม่สามารถเร่งพลังเดินลมปราณ ไม่มีวิชาตัวเบาถึงกับเดินทางมากับข้าโดยไม่ถูกทิ้งห่างนับว่ายอดเยี่ยมแล้ว ข้ายังอดสงสัยไม่ได้ว่าบนตัวเ้ามีความลับอีกมากแค่ไหนซ่อนอยู่ วันนั้นที่เหลาสุรา นอกจากความเร็วของมีดนั้นยังมีพลังที่ผนึกอยู่ภายในเ้าไฉนถึงกับปัดมันกระเด็นด้วยจานกระเบื้องได้ ทั้งๆที่เ้าไม่สามารถโคจรพลังวัตรเดินลมปราณก็ไม่ได้ นอกจากนั้น ทวงท่าการปัดมีดสั้นของเ้าทั้งแม่นยำเป็ธรรมชาติ ราวกับฝึกปรือรับอาวุธลับมาอย่างน้อยสามสิบปีนี่ช่างยากที่จะเชื่อได้จริงๆ ว่าเ้าอายุเพียงห้าปี และไร้วรยุทธ์”
ปู่จางพูดพลางชี้ไปที่หุบเขาเหนือน้ำตกเบื้องหน้า “ป่าด้านหน้าเหนือน้ำตกนี้และป่าที่อยู่ในส่วนลึกเข้าไป ชาวบ้านเรียกมันว่า หุบพนากินคน เป็เขตป่าต้องห้ามไม่มีชาวบ้านล่วงล้ำเข้าไปโดยไม่จำเป็ จากขอบป่าด้านนอกมาถึงน้ำตกนี้ลึกถึง สิบกิโลเมตรรัศมีชายป่ารอบนอกอุดมสมบูรณ์เพียงพอต่อการทำมาหากิน ไม่มีชาวบ้านคนใดอยากเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงเท่าที่ข้ารู้ ละแวกนี้มีเพียง สองคนที่เคยเข้าไปคือ ข้า กับ ฟางโหว”
พูดยังไม่ทันขาดคำ “ฟุ่บ…..” เงาร่างใหญ่โตราวกับโอ่งัพุ่งเข้าใส่เทียนหลง กลิ่นสาบบวกแรงกดดันมหาศาลทะลักทลายถาโถมเข้ามาพร้อมกับเงาเขี้ยวและกรงเล็บวาววับ เงาแห่งความตายพุ่งเข้ามา อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยชั่วเสี้ยววินาทีนั้น เทียนหลง ตกตะลึงตัวแข็งทื่อ ปรกติเขาไม่เคยกลัวสัตว์ร้ายไม่ว่าหมาป่าหรือเสือ ขนาดเจอหมีควายในป่าโลกเก่า ยังกล้าวิ่งเข้าใส่ แต่ตอนน่างกายของเขาเป็เด็กไร้เรี่ยวแรงที่จะปกป้องตัวเอง
จางเหว่ย ตวาด “บังอาจ..” ภายใต้การสะบัดฝ่ามือเบาๆเพียงครั้งเดียว ได้ยินเสียง ตูม! สนั่นหวั่นไหวพร้อมกับเงาร่างนั้นปลิวข้ามเทียนหลงกระเด็นไปห้าเมตร เสียงกระแทกพื้นดัง ..พลั๊ก.. แน่นิ่งไปในทันที มองไปที่แท้เป็หมาป่าขนาดใหญ่ ส่วนหัวของมันแตกออก มันสมองเยิ้มขาวทะลักเืไหลท่วมผ่านเขี้ยวยาวหลายนิ้ว นอนคว่ำตายสนิทไม่ไหวติง สี่ขาหมอบราบกับพื้นลำตัวสีเทากลืนกันกับก้อนหิน สันหลังมีแนวสีเงิน ขนาดหมอบตายสันหลังยังสูงเท่าศีรษะเทียนหลงลักษณะนี้แสดงว่าขาดใจตายก่อนตกถึงพื้นเสียอีก
เทียนหลง ยังตกตะลึงอยู่การจู่โจมเมื่อกี้ มัน..ไว..เกินไป เงียบ...เกินไป ไม่มีเสียงคำรามขู่ไม่ได้กลิ่นหรือสำเนียงเตือนใดๆ ล่วงหน้า ความดิบเถื่อนของอันตรายเงาของความตายที่เฉียดผ่าน ยังทำให้เขาใจหายวาบขนลุกซู่ จนผ่านไปได้ชั่วครู่ค่อยรู้สึกตัว เขาหน้าดำมืด เมื่อครู่ เขาไม่มีความสามารถในการป้องกันตัวโดยสิ้นเชิง หาก...ไม่มี ปู่จาง...จะเกิดอะไรขึ้น!
ถามเสียงสั่นๆว่า “ท่าน..ปู่เห็น..มันั้แ่เมื่อไหร่” จางเหว่ย ยิ้ม “มันหมอบอยู่บนโขดหิน ก่อนที่พวกเราจะเดินมาถึง” มือชี้ไปที่โขคหินสูงข้างน้ำตกไกลออกไปเป็สิบเมตร “..ข้าประเมินว่ามันไม่น่ากล้าจู่โจมเพราะเห็นข้า..แต่คาดไม่ถึงมันกลับมองเ้าเป็เหยื่ออันโอชะแล้วเสี่ยงจู่โจมนิ่ผิดปรกติยิ่งนัก เ้านีคือหมาป่าหลังเงิน สัตว์อสูรชั้นสอง เป็เ้าถิ่นของป่านี้ปรกติมันจะว่องไวต่ออันตรายสมควรประเมินพลังของข้าได้บ้างเหตใดมันจึงตัดสินใจเข้าจู่โจม..แต่..ช่างเถอะ หากชาวบ้านทั่วไปเจอมัน มีความยุ่งยากไม่น้อยมันกลอกกลิ้งฉลาดฉับไว ที่สำคัญยากที่จะพบร่องรอยของมัน หากถูกมันซุ่มจู่โจม มีโอกาสาเ็ล้มตายมากกว่าเจ็ดสิบส่วนในร้อยส่วน ส่วนมากมันอาศัยอยู่ในส่วนลึกของ หุบพนากินคนปรกติมันจะไม่ออกมาไกลถึงที่นี่ ”
เทียนหลง มองไปรอบๆโลกแห่งนี้ ยังเป็โลกที่ดิบเถื่อนอย่างแท้จริง ผู้ล่าที่มีพลังมากกว่าเท่านั้นจึงจะอยู่รอดหันมามองตัวเอง เขากลายเป็ฐานเกือบล่างสุดของปิรามิดห่วงโซ่อาหาร ในตอนนี้สิ่งที่เขามองตัวเองว่า เป็นักล่าและมีพลังเหนือกว่า ก็มีเพียงแค่สมุนไพรที่วิ่งหนีหรือต่อสู้กับเขาไม่ได้..เพียง..เท่านั้น เขาเป็ได้แค่ “เด็กน้อยนักล่าสมุนไพร...” เขาต้องรีบเข้มแข็งขึ้นเพื่อความอยู่รอดเขาต้องฝึกวิถีัขนด ให้สำเร็จโดยเร็ว .....