เจียงอี่โหลวเบิกตากว้างแล้วพูดว่า “ไปๆ ไปให้พ้น! ใครจะไปมีเวลามาสนใจเรื่องของแก!”
เธอรู้สึกอย่างสุดซึ้งว่าการมีลูกชายที่ทำให้ปวดหัวแบบนี้ ช่างเป็นความโชคร้ายที่สุดในชีวิต แต่ถึงจะโชคร้ายแค่ไหนเขาก็ยังเป็นลูกชายของเธอ!
หลังจากด่าเสร็จ เธอก็พูดว่า “ชาติที่แล้วแม่คงติดหนี้แกไว้!”
ฟางเสียนจือรีบชมแม่ของเขา “ผมรู้ว่าแม่รักผมมากที่สุด! และในอนาคตแม่จะเป็นแม่สามีที่ดีที่สุดในโลกแน่นอน!”
เจียงอี่โหลวกลับรู้สึกว่าเธออาจจะเป็นแม่สามีที่น่าสงสารที่สุดในโลก เพราะลูกสะใภ้ยังไม่ทันได้เข้าบ้าน ลูกชายของเธอก็เอาแต่พร่ำเพ้อถึงแต่เรื่องลูกสะใภ้แล้ว
เธอถอนหายใจ “เมื่อก่อนแม่คิดว่าแกเป็นคนดีทุกอย่าง ทั้งเรียนเก่ง ทั้งเข้าสังคมเป็น แต่เรื่องความรักกลับไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่เคยชายตามองผู้หญิงคนไหนเลย คิดว่าชาตินี้แกอาจจะต้องขึ้นคานซะแล้ว”
“ใครจะไปรู้ว่าการที่แกไม่รู้เรื่องมันก็ดีอยู่แล้ว พอรู้เรื่องเข้าหน่อยก็เป็นทาสเมียซะได้ แม่นี่ช่างโชคร้ายจริงๆ ที่มีลูกชายไม่เอาไหนอย่างแก!”
ฟางเสียนจือได้ยินคำพูดแบบนี้บ่อยๆ ในช่วงนี้ และก็รู้ถึงนิสัยของแม่ตัวเองดี ว่าถึงจะบ่นๆ ไปแบบนี้ แต่ก็ยังคงแยกแยะเรื่องใหญ่ได้ดี ไม่คิดจะทำให้จิ่งเยี่ยนกุยต้องลำบากใจเพราะเรื่องพวกนี้
เขามองเจียงอี่โหลวแล้วพูดว่า “แม่ครับ ถ้าผมไปเมืองหลวงแล้ว ผมจะคิดถึงแม่นะครับ”
แค่คำพูดเดียวก็ทำให้เจียงอี่โหลวน้ำตาคลอ เธอพูดว่า “ไอ้เด็กดื้อเอ๊ย” พูดจบก็รีบเดินเข้าครัวไปเช็ดน้ำตา
ในดวงตาของฟางเสียนจือฉายแววขำขันออกมา แต่เมื่อนึกถึงเรื่องของอาหญิงใหญ่จิ่ง แววตาของเขาก็เย็นชาลง เขาตัดสินใจว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนที่จะกลับไปเมืองหลวง
เพื่อจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย เขาจำเป็นต้องรู้ว่าอาหญิงใหญ่จิ่งต้องการจะยัดเยียดจิ่งเยี่ยนกุยให้ใคร และมีแผนการอะไร
เรื่องนี้คนอื่นอาจจะตรวจสอบได้ไม่ค่อยง่ายนัก แต่สำหรับฟางเสียนจือแล้วกลับไม่ยากเลย ในช่วงไม่กี่วันที่จิ่งเยี่ยนกุยยุ่งอยู่กับการปรุงยา เขาก็ตรวจสอบเรื่องนี้จนได้เบาะแสคร่าวๆ แล้ว
วันที่ 1 กันยายน โรงเรียนเปิดเทอมอย่างเป็นทางการ ยาชุดแรกของจิ่งเยี่ยนกุยปรุงเสร็จแล้ว ฟางเสียนจือจึงพาเธอไปส่งยาที่ร้านชิ่งอันถัง
เนื่องจากยามีจำนวนมาก จิ่งเยี่ยนกุยไม่สามารถปรุงให้เสร็จทั้งหมดได้ในครั้งเดียว เธอจึงส่งไปก่อนสองพันขวด และถือโอกาสเอาหม้อดินขนาดใหญ่มาจากร้านชิ่งอันถังด้วย
เหตุผลที่จิ่งเยี่ยนกุยต้องไปเอาหม้อที่ร้านชิ่งอันถังก็เพราะหม้อที่เธอมีอยู่ก่อนหน้านั้นไม่พอใช้ ด้วยความเร็วเท่านี้ ยาหนึ่งหมื่นขวดคงต้องใช้เวลาปรุงเป็นเดือน ถ้ามีหม้อเพิ่มขึ้น เวลาปรุงก็จะลดลงไปได้ครึ่งหนึ่ง
เธอยังได้ฝากให้ซูไป่ชิงช่วยสั่งหม้อดินขนาดใหญ่มาให้ แต่หม้อแบบนั้นคนกำลังนิยมใช้กันมาก ต้องสั่งทำเป็นพิเศษจึงต้องใช้เวลา ดังนั้นจึงต้องยืมจากร้านชิ่งอันถังมาใช้ไปก่อน
หลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยและฟางเสียนจือขนยาขึ้นรถแล้ว ก็มีเพื่อนบ้านเดินเข้ามาถาม “เยี่ยนกุย นี่จะเอาของไปส่งในเมืองอีกแล้วเหรอ?”
จิ่งเยี่ยนกุยยิ้มแล้วพยักหน้า “ใช่ค่ะ มีอะไรจะให้ฉันเอากลับมาให้ไหมคะ?”
หมู่บ้านอิ๋นซานอยู่ห่างจากตัวเมืองพอสมควร การเดินเท้าไปจึงค่อนข้างลำบาก ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่จิ่งเยี่ยนกุยเข้าเมือง ก็จะมีชาวบ้านให้เธอช่วยซื้อของกลับมาด้วย ถ้ามีเวลาพอเธอก็จะช่วยเอามาให้
เพื่อนบ้านคนนั้นยิ้มแล้วขอให้เธอช่วยซื้อถ้วยชามข้าวกลับมาให้ด้วย เธอยกยิ้มรับปาก โดยที่ไม่ต้องถามว่าจะเอาลายอะไร เพราะถ้วยชามที่ขายในตลาดก็มีแค่สองแบบ แบบพื้นขาวลายดอกสีฟ้า กับแบบลายดอกสีแดง ถ้วยลายสีฟ้าเป็นถ้วยใส่กับข้าว ส่วนถ้วยลายสีแดงเป็นถ้วยใส่ข้าว
หลังจากเพื่อนบ้านคนนั้นพูดจบ ก็มีเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ที่ได้ยินเสียง และเข้ามาฝากซื้อของด้วยเหมือนกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นของใช้ทั่วไป เธอก็ตอบรับทุกคำขอทุกคน
พอพูดคุยกันเรียบร้อย ฟางเสียนจือก็ขนยาขึ้นรถจนใกล้เต็มแล้ว ก่อนออกเดินทาง หยางหว่านซิ่วก็บอกให้เธอเดินทางระวังเหมือนเช่นเคย ส่วนอาหญิงเล็กจิ่งก็ยัดขนมฟักทองที่เพิ่งทำเสร็จให้เธอและฟางเสียนจือคนละหลายชิ้น
ของที่เอาใส่รถมาค่อนข้างเยอะ แถมยังเป็นขวดแก้วทั้งหมด ถนนหนทางในยุคนี้ก็ไม่ได้ดีเท่าถนนลาดยางในอีกยี่สิบปีข้างหน้าเป็นแค่ถนนลูกรังค่อนข้างขรุขระ ดังนั้นฟางเสียนจือจึงขับรถอย่างช้าๆ
เพราะขับช้า ระหว่างทางจึงได้เจอกับชาวบ้านหลายคน ทุกคนรู้จักกันหมดจึงทักทายกันไปตลอดทาง
กว่าที่ฟางเสียนจือจะขับรถออกจากหมู่บ้านอิ๋นซานได้ เกือบทั้งหมู่บ้านก็รู้กันหมดแล้วว่าวันนี้จิ่งเยี่ยนกุยจะเข้าไปส่งยาในเมืองอีก
ชาวบ้านไม่รู้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยทำเงินได้มากแค่ไหนจากการส่งยาเข้าเมือง แต่ที่รู้กันทั่วหมู่บ้านก็คือช่วงนี้หยางหว่านซิ่วไปซื้อเนื้อมากินบ่อยๆ แต่ละคนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาต่อหน้า แต่ลับหลังก็มีคนพูดจาเหน็บแนมกันอยู่ไม่น้อย
จิ่งเยี่ยนกุยรู้เรื่องพวกนี้ดี แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก การอยู่ในหมู่บ้านก็เป็นแบบนี้ ใครมีเรื่องอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็จะแพร่กระจายไปทั่วภายในเวลาไม่นาน
เมื่อก่อนเธออยากจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง เพื่อจะได้ปรุงยาและส่งยาได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่จิ่งจงอี้และหยางหว่านซิ่วใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านอิ๋นซานมาตลอด มีความผูกพันกับผืนดินมาก จึงไม่อยากเข้าไปอยู่ในเมือง ทำให้เรื่องย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองของเธอจึงต้องพับเก็บไว้ก่อน
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา หลิวชุนฮวาคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของจิ่งเยี่ยนกุยอยู่ตลอด เมื่อเห็นฟางเสียนจือขับรถเข้าไปในเมืองอีก และก่อนหน้านี้ก็เห็นว่ากำลังขนของขึ้นรถ เธอจึงรู้ว่าวันนี้จิ่งเยี่ยนกุยต้องเข้าไปส่งของในเมืองแน่ๆ
หลิวชุนฮวารีบวิ่งไปที่ร้านค้าในหมู่บ้านเพื่อโทรศัพท์แจ้งข่าวให้อาหญิงใหญ่จิ่งทราบ
ทันทีที่อาหญิงใหญ่จิ่งรับโทรศัพท์แล้วก็รีบโทรหาอู๋ต้าเฉิงทันที เมื่ออู๋ต้าเฉิงรับสายเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เพราะวันนี้อวี๋ซือเหยี่ยก็ถามถึงเรื่องนี้อีกแล้ว เขาไม่รอช้า รีบไปหาอวี๋ซือเหยี่ยทันทีหลังวางสาย
อวี๋ซือเหยี่ยปีนี้อายุสี่สิบกว่าปี สูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร มีพุงกลมโตเหมือนคนท้องหกเดือน
บนหัวของเขามีผมอยู่ไม่กี่เส้นก็เลยโกนหัวจนเกลี้ยง เบ้าตาของเขาตอบลงไปเล็กน้อย มีรอยคล้ำใต้ตา ใบหน้าของเขาทั้งหมด บ่งบอกได้ว่าเขามั่วโลกีย์มากเกินไป
เรื่องความเจ้าชู้ของอวี๋ซือเหยี่ยเป็นที่รู้กันทั่วหน่วยงาน สาวสวยๆ ในหน่วยงานแทบจะไม่มีใครที่ไม่เคยถูกเขาก่อกวน พนักงานในหน่วยงานต่างไม่พอใจกับเรื่องนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทุกคนรู้ว่าครอบครัวของเขามีพื้นเพ แถมเขายังเป็นหัวหน้าหน่วยงาน ไม่มีใครกล้าไปมีเรื่องด้วย เรื่องนี้จึงทำได้แค่ต้องอดทน
เมื่อก่อนเขามีภรรยาแล้ว ภรรยาของเขาให้กำเนิดลูกชายและลูกสาวแก่เขา แต่เขาเอาแต่ไปเที่ยวเล่นชู้สาวอยู่ข้างนอก ตอนแรกภรรยาของเขาก็ยังคอยว่า แต่หลังๆ ก็ขี้เกียจจะสนใจแล้ว เพียงแต่ในใจก็ยังมีความแค้นอยู่ ครั้งหนึ่งที่ทั้งสองทะเลาะกัน ภรรยาของเขาจึงตัดสินใจผูกคอตายที่หน้าหน่วยงานของพวกเขา
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในตอนนั้น ตระกูลอวี๋ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมหลายอย่างถึงจะสามารถกลบเรื่องนี้ไปได้ และด้วยเรื่องนี้ชื่อเสียงของตระกูลอวี๋ก็ยิ่งย่ำแย่ลง
อวี๋ซือเหยี่ยไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย ยังคงใช้ชีวิตเที่ยวเล่นไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม
ส่วนเรื่องที่อาหญิงใหญ่จิ่งบอกว่ามีสาวๆ อยากจะมาคบกับเขานั้นก็เป็นเรื่องจริง เพราะในโลกนี้ก็มีคนมากมายที่อยากจะเดินลัดไปสู่ความสำเร็จ
ก็เพราะมีคนพวกนี้ ยิ่งทำให้อวี๋ซือเหยี่ยกำเริบเสิบสาน คิดว่าถ้ามีอำนาจและเงินทอง ก็จะไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เขาจะไม่ได้มาครอบครอง