“เบื่อๆๆๆ" วันนี้ทั้งวันมีมี่พร่ำบ่นไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
"เข้าเมืองหลวงมาก็หลายวันแล้วยังถูกกักตัวไว้อีก ข้าอยากเที่ยวชมเมืองหลวงอันรุ่งเรืองนี้เต็มที” นางนอนคว่ำหน้าอยู่กับหมอน ตีขาขึ้นลงดังตุบตับ
“อีกไม่กี่วันจะถึงวันจัดแสดงแล้ว น้าซืออยากให้ท่านเตรียมตัวให้พร้อมและทำให้ดีที่สุด” อันหยงรินชาส่งให้สตรีบนเตียง ที่ออกอาการหน้ามุ่ย
“เ้าตามหาเด็กร้านขายผ้าพบหรือยัง” อันหยงยังไม่ทันได้ตอบคำถามของมีมี่ก็ถูกซือเหมยเหนียงกล่าวแทรกขึ้นก่อน
“หากเ้าเบื่อก็ออกไปสอนเหล่าคณิกาพวกนั้นใช้ครื่องประทินโฉม สอนพวกนางยั่วยวนบุรุษให้ได้เหมือนเ้าสิ”
“ก็ได้” มีมี่พาร่างที่ไร้ิญญาออกจากห้องไปทำตามที่น้าซือกล่าว เพียงนางเยื้องย่างไปแห่งหนใดก็เหมือนมีประกายความงามเปล่งไปแห่งนั้นเมื่อใดที่ออกข้างนอกนางจะใช้ผ้าปกปิดใบหน้าแต่เมื่อใดที่อยู่ในหอคณิกานางจะใช้ชีวิตปกติ ไณ้ผ้าปกปิด ฉะนั้นแล้วเวลานี้ทุกคนในสถานที่ได้ยลความงามอันน่าลุ่มหลงของนางจนถ้วนทั่ว นางใช้เวลาอยู่สามวัน ในการสอนเหล่าคณิกาใช้เครื่องประทินโฉม ในแบบวิธีของนางเอง และยังสอนการวางตัว การใช้สายตายั่วยวน สอนทุกๆ สิ่งที่คณิกาพึงมี เพราะการกอบกู้เรียกแขกให้กลับมาคึกคักดังเดิม จะอาศัยเพียงชื่อเสียงของเถียนมีมี่นั้น คงไม่ยั่งยืน หากสตรีเหล่านี้สามารถดึงเสน่ห์ของตนออกมาใช้ บวกกับมารยาที่นางสอนให้อย่างไรเสียบุรุษพวกมักมากในการกามารมย์จะไปไหนเสีย
“ผู้ใดอยากพบข้าหรือ” เด็กน้อยหน้าตามอมแมมเดินมายังหน้าร้านขายผ้า
“เถ้าแก่ ข้าขอตัวบ่าวของท่านสักประเดี๋ยวได้หรือไม่” อันหยงแจ้งกับเถ้าแก่ร้านขายผ้าก่อนพาเด็กน้อยไปที่ร้านบะหมี่
“ท่านพี่ของข้าอยากถามเ้าสักหลายประโยค” เด็กน้อยลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับเถียนมีมี่
“ท่านมีสิ่งใดอยากถามข้าหรือ” แววตาบริสุทธิ์ของเด็กจับจ้องที่พี่สาวด้วยความสงสัย มีมี่ค่อยๆปลดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าขนัดตา ใบหน้าที่แต่งแต้มเพียงบางเบาๆ นั้นสร้างความตกตะลึงแก่ดรุณีน้อยผู้นี้เป็อันมาก หาใช่เพราะความงดงามแต่เพราะคุ้นเคยต่างหาก “พี่สาวเป็ท่านหรือ ไม่คิดว่าจะได้เจอท่านอีก”
“เ้ารู้จักข้าหรือ?”
“แน่นอน ข้าย่อมรู้จักท่าน แม้ท่านจะดูเปลี่ยนไปบ้างแต่กำไลหยกนี้ข้าจดจำได้แม่น” พอพูดถึงกำไลหยก มีมี่จึงได้ขยับออกมาพินิจดูไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนบอกว่าจดจำนางได้เพราะกำไลชิ้นนี้ แต่เท่าที่นางจำได้ม๊าเคยบอกว่ามันมีเพียงชิ้นเดียวบนโลกใบนี้ เพราะมันเป็กำไลที่ถูกสั่งทำเป็พิเศษ ที่คุณทวดมอบให้คุณยายและตกทอดมาจนถึงนางที่เป็หลาน นางอาจไม่เคยเห็นหน้าคุณยายเพราะท่านอายุสั้นนัก แต่กำไลชิ้นนี้ยังมีชื่อของคุณยายสลักไว้อยู่ หลิวเหยียนซือ
“หลิวเหยียนซือ อักษรนี้ไม่ผิดแน่” การมาของเถียนมีมี่เพื่อไขข้อข้องใจให้ตน แต่ทำไมยิ่งค้นหากลับยิ่งสร้างความฉงน
“เ้าพอจำเื่ราวก่อนข้าถูกขายให้หอคณิกาได้หรือไม่”
“พี่สาวดูแปลกพิกลนัก”
“เอ่อ… ข้าเคยตกน้ำแล้วความจำสูญหายไปบางส่วน มีบางสิ่งที่ข้าอยากยืนยันกับเ้า” แม้จะไม่ค่อยเข้าใจที่พี่สาวกล่าว แต่เด็กน้อยก็ยอมบอกเล่าแต่โดยดี
“ข้าเองก็ไม่รู้เื่ราวของพี่สาวเท่าไหร่นัก เพราะเราเจอกันตอนถูกจับตัวมาแล้ว ท่านบอกเล่าก็แค่เพียง ท่านเสียท่านพ่อท่านแม่ไปด้วยโรคร้าย และกำลังจะเดินทางมาเมืองหลวงเพื่อตามหาญาติที่ไม่เคยพบหน้า แต่ก็ถูกคนชั่วจับตัวเสียก่อน ท่านคอยดูแลข้าเพราะข้ายังเล็กนัก เราโดนตีจนเกิดรอยแผลอยู่ทุกวันคืน ข้ายังมีแผลเป็อยู่เลย แต่ท่าน! ท่านมียาดีหรือ ที่มือข้างซ้ายของท่านกลับไม่เหลือร่องรอยเลยสักนิด” เด็กน้อยกล่าวพลางโชว์แผลเป็ที่แขนของตนให้พี่สาวดู
‘นี่มันอะไรกันกำไลชิ้นเดียวกันจะอยู่ในสองได้อย่างไร’ มีมี่ขบคิดจนหัวแทบะเิ
(“หม่าม๊าเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนได้ไหมคะ”
“ได้สิจ๊ะ ลูกอยากฟังเื่อะไร หือ..”
“เื่อะไรก็ได้ค่ะ”
“งั้นเอาเื่นี้แล้วกัน เป็เื่เล่าั้แ่สมัยอดีต เมื่อสมัยราชวงศ์ถัง ที่ชนบทมีครอบครัวหนึ่ง สามคนพ่อแม่ลูก มีอาชีพเป็ชาวสวนปลูกผักแลกอาหารกิน ทั้งสามใช้ชีวิตอยู่ด้วยการทำสวนเลี้ยงสัตว์ได้ผลผลิตนำมาขายที่ตลาด เป็อยู่เช่นนี้ั้แ่เด็กสาวจำความได้ แม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็มีความสุขดี แต่ความสุขมักอยู่กับใครได้ไม่นาน อยู่มาวันหนึ่งบิดาและมารดาของเด็กสาวเกิดล้มป่วยด้วยโรคร้าย ก่อนผู้เป็มารดาจะจากไปนางได้สั่งเสียบางอย่างกับบุตรสาวเพียงคนเดียวของนาง มีเอ๋อร์เอ๋ยจงรับเอากำไลหยกนี้ไป เ้ายังมีญาติ มีท่านลุงท่านป้าอยู่ที่เมืองฉางอัน จงนำกำไลชิ้นนี้ไปที่จวนสกุลหลิว พวกเขาจะยินดีต้อนรับเ้า ดูแลตนเองให้จงดีแม่ไม่อาจอยู่กับเ้าต่อไปได้" เมื่อสิ้นคำสั่งเสียนางก็สิ้นใจลง
“ม๊าจ๋าม็าร้องไห้ทำไม? สงสารเด็กคนนั้นหรอ” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยถามไถ่กับมารดาเพราะเห็นว่าแม่แอบมีน้ำตาซึมเล็กๆ
“ใช่จ๊ะ” มี่เหยียนลูบหัวทุยอย่างเบามือ พร้อมกับมอบรอยยิ้มแสนอบอุ่นให้กับบุตรสาวสุดรัก “หลังจากจัดการฝังศพของบิดามารดาแล้ว นางก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองฉางอัน เดินทางมาได้ไม่ไกลนัก ก็ถูกพวกค้ามนุษย์จับตัวและบังคับขายนางให้กับหอคณิกา”
“หอคณิกาคืออะไรคะ”
“อืม… เป็สถานที่คล้ายๆ กับร้านอาหารมีผู้หญิงอยู่รวมกันหลายๆ คนมีนักร้องมีนักเต้นรำ นักดนตรี” การขยายความอาจจะไกลความจริงอยู่มาก แต่พอโตไปลูกสาวของเธอจะเข้าใจได้เอง แล้วเธอจึงได้เล่าต่อ
“เด็กสาวดื้อรั้นไม่ยอมเชื่อฟัง คอยแต่จะแอบหนีออกจากหอคณิกาอยู่เนืองเนือง พอถึงวันหนึ่งนางถูกเรียกตัวให้ทำหน้าที่เป็เปรอขุนนางเฒ่าและด้วยถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ยินยอม นางจึงได้ทำร้ายบุคคลสำคัญและหลบหนีไป”
“เขาไม่อยากทำหรือคะ”
“จ้า นางไม่อยากถูกบังคับ จึงหลบหนีออกมาอย่างยากลำบาก วิ่งหนีการตามล่าจากคนของหอคณิกาผ่านมาทางแม่น้ำนอกเมือง เกิดเจอคนคนหนึ่งจมน้ำอยู่ นางจะวิ่งเลยไปไม่สนใจก็ได้ แต่นางก็ยังยอมเสียเวลาช่วยชีวิตคนผู้นั้น เขาเป็บุรุษหน้าตาดีทีเดียว แต่การแต่งกายดูแปลกประหลาด” การบอกเล่านิทานได้สิ้นสุดลงเพราะเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยเงียบหายไป มี่เหยียนก้มจุ๊ฟที่แก้มกลม กระชับผ้าห่มให้กับบุตรสาวตัวน้อยเช่นทุกคืน
อ๊าาาาา! ร่มกระดาษสาลอยเคว้งขึ้นไปในเวหา ใบหน้างามชนกับแผงอกแน่นจนถลาถอย ดวงตากลมโตเบิกโพลง นางคงต้องล้มก้นกระแทกพื้นเป็แน่ แต่ยังไม่ทันสิ้นความคิดร่างระหงก็ถูกโอบกอดจากวงแขนแกร่ง สายตาสอดประสานแววตาเ็าในตาว่างเปล่านี้ นางจำได้ขึ้นใจ "คุณชายปากสุนัข” อ้าก! ฟลุบ! “ท่าน! โอ้ย! สะโพกข้า” คุณชายซุนผู้นี้หาได้มีความเป็สุภาพบุรุษไม่ ปล่อยมือจากมีมี่โดยที่นางยังไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ เหตุที่เกิดก็ไม่ต่างจากที่นางคิดไว้ในตอนแรก
“คุณชายปากสุนัข! กล่าวได้ดี จงใจชนข้ากลางถนนเช่นนี้้าสิ่งใดกันแน่ หรือนึกหลงเสน่ห์ข้าจึงกล้ากระทำการไร้ยางอาย”
“ปากหมายังไม่พอหลงตัวเองอีก ที่จวนท่านไม่มีกระจกหรือไร รูปงามก็จริงแต่ปากร้ายเช่นท่านข้าไม่เอาไปทำสามีให้เหนื่อยปากหรอก” มีมี่ยันกายลุกขึ้นยืนต่อปากต่อคำกับแม่ทัพใหญ่จนเป็ที่เลื่องลือกันทั้งถนน ใบหน้างามใต้ผ้าปกปิดตะคอกสู้ชายรูปงามจนคอแทบแตก พูดจบมีมี่รีบเก็บร่มและชิ่งหนีมาเสียก่อนหยางเฟิงจะเอ่ยวาจาใด
"เ้า!"
“ท่านพี่เจ็บตรงไหนหรือไม่” เมื่อพ้นโค้งถนนมาอันหยงจึงได้กล้าเอ่ยถาม
“อื้อ…สะโพกข้ามีกระดูกหักไหมนะ”
"ท่านเป็อะไรไป ดูเหม่อลอยั้แ่เมื่ครู่แล้ว” อันหยงเห็นเต็มตาว่ามีมี่เดินเหม่อลอยจนไปชนเข้ากับบุรุษผู้นั้น
“ข้ามีเื่ให้คิดเยอะนะ” มีมี่จิตใจล่องลอยนางใช้ความคิดไปกับเื่นิทานก่อนนอน ทำไมมันช่างคลับคล้ายคลับคลารู้สึกเหมือนเป็เื่เดียวกันกับที่นางกำลังประสบอยู่นี้ จำได้ว่าครั้งแรกที่ถูกจับตัวน้้าซือคอยพูดอยู่เสมอว่านางทำร้ายแขกคนสำคัญแล้วหนีไป ประจวบเหมาะกับที่นางได้ฟังจากเด็กน้อยคนนั้นอีก 'เื่เเผลเป็ หลังมือข้างซ้ายของมรรดาก็มีรอยแผลเป็เช่นกัน มันคืออะไรกันนะ เป็ไปไม่ได้’ แต่การที่นางมาปรากฏตัวอยู่ในอดีต คำว่าเป็ไปไม่ได้ก็ไม่เหลืออยู่ในหัวของมีมี่อีก 'หรือมารดาจะเป็สตรีผู้มาจากอดีต แล้วพบเจอกับบิดายังไงล่ะ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว หาคำตอบให้กับเหตุการณ์อะไรไม่ได้เลย’ มีมี่เก็บตัวใช้ความคิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่หลายวัน ท้ายสุดนางก็ต้องเก็บเื่นี้เอาไว้ก่อน เพราะได้เวลาที่คณิกาอย่างนางต้องทำการแสดงเพื่อกอบกู้กิจการของหอตันโหวแล้ว