Chapter 7 เมืองต้องสาปแอมเบอลีน
เพราะไร้ฝนมาเนิ่นนานแอมเบอลีนจึงค่อนข้างแห้งแล้ง หญ้าและไม้ต้นเล็กแห้งเหี่ยวไร้ใบบางส่วนยืนต้นตายกลายเป็ซากไม้ผุพัง มองผิวเผินอาจเห็นเป็เพียงกลไกจากธรรมชาติ ทว่ามีบางอย่างที่ผิดแผกแปลกไป เช่น ต้นไม้ในผืนป่าโดยรอบนอกขอบเขตเมืองกลับเขียวชอุ่มจนรกครึ้มไม้ยืนต้นสูงใหญ่ขนาดหลายคนโอบแผ่กิ่งก้านสานใบจนแ่า ราวกับผืนป่าคือปราการธรรมชาติขวางกั้นอาณาเขตเมืองแอมเบอลีนจากโลกภายนอกด้วยเจตจำนงของบางสิ่งที่น่ากลัว
กระนั้นเรมิเรสและนายทหารเลี้ยงม้าก็ยังเดินทางผ่านเข้าไปภายในเมืองได้ไม่มีสิ่งผิดปกติใดปรากฏให้เห็นแม้เพียงนิดสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาคือชุมชนเมือง มีผู้อาศัยกว่าร้อยครัวเรือนทว่าบรรยากาศกลับชวนอึดอัด ไร้ชีวิตชีวาสายตาของเหล่าชาวบ้านมองคนแปลกหน้าอย่างหวาดระแวงและไม่เป็มิตรสักเท่าใด
“ทำไมต้องมองพวกเราด้วยสายตาแบบนั้นด้วยนะ”
นายทหารเลี้ยงม้าพึมพำขณะเรมิเรสกวาดตาพิจารณารอบบริเวณ
ไม่แปลกคนเหล่านี้ต้องผจญกับความหวาดกลัว สูญเสีย และสิ้นหวังมานานระยะหนึ่งแล้วย่อมต้องมองคนแปลกหน้าที่ยังไม่ไว้วางใจ ว่าอาจจะเป็ภัยคุกคาม หรือเป็ความหวังที่จะช่วยพวกเขาให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทนได้
พ่อมดใช้ปลายนิ้วดุนแว่นตามุมปากยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนหันไปหาคนข้างกาย
“ท่านช่วยอะไรข้าสักอย่างได้ไหมครับ”เรมิเรสยิ้มกว้างอย่างที่ทำให้ผู้มองต้องรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆั์ตาหลังกรอบแว่นพราวประกายคาดหวังจนเค้นคำปฏิเสธจากลำคอไม่ได้
“ใช่สิ! ข้ามันแค่ทหารมือใหม่ปลายแถวไม่ว่าใครจะสั่งอะไรก็ต้องทำตามอยู่แล้วต่อให้เป็พ่อมดที่รับสินจ้างมาไม่ต่างกันก็เถอะ”
นายทหารเลี้ยงม้าบ่นพึมพำระบายความคับข้องใจออกมาระหว่างทำตามคำขอของจอมเวทแห่งกิลด์มิสทิค ที่จริงก็เข้าใจลำดับขั้นความสำคัญกับหน้าที่อันพึงกระทำอยู่หรอก
แต่ว่า...การต้องตีซี้กับคนแปลกหน้าซึ่งแสดงทีท่าไม่เป็มิตรสักเท่าไรซ้ำยังเป็คนทั้งหมู่บ้าน นี่ไม่ใช่งานที่เขาถนัดจริง ๆ
“เฮ้อ... ให้ฟ้าผ่าเ้าเต่าข้างทางนั่นเถอะ!”
นายทหารสบถอย่างหงุดหงิดใส่เ้าสัตว์โลกตัวน้อยข้างทางผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แต่ก็ปฏิบัติตามคำขอของพ่อมดอย่างประหม่า ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ไร้ความแเีอย่างที่ผู้สอดแนมพึงมีกระนั้นก็ยังพอจะได้ข่าวสารมาบ้างอย่างทุลักทุเล เช่นเื่เล่าของแม่มดร้ายที่รู้สึกได้ว่าใส่สีเติมไข่ความคาดหวังการช่วยเหลือจากทางการของชาวบ้าน และเส้นทางสู่บ้านของเกอร์ทรูด
ครั้นเมื่อกลับมาหาเรมิเรสในร้านน้ำชาริมทางพ่อมดก็ส่งยิ้มหวานให้กำลังใจ ก่อนจะบอกตาใสว่าได้ข่าวสารที่้าจากเ้าของร้านเรียบร้อยแล้ว
ทหารหนุ่มยกมือขึ้นก่ายหน้าผากทำท่าอยากเป็ลมเสียตรงนั้น เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างไร้เรี่ยวแรงคว้าถ้วยอีกใบที่ว่างวางอยู่บนโต๊ะมารินน้ำชา ยกขึ้นซดเฮือกเดียวหมดแล้วซบหน้าลงบนโต๊ะราวกับคนที่เมามาย
“ไม่ได้ไร้ประโยชน์หรอกนะครับ อย่างน้อยท่านก็รู้ทางไปบ้านของแม่มดแล้ว” เรมิเรสเอ่ยเสียงอ่อน ผิดกับสีหน้าระรื่นภายใต้ผ้าคลุมศีรษะและแว่นตา แม้เขายืนยันว่าจะฟังข้อมูลจากนายทหารด้วยท่าทางเห็นอกเห็นใจแต่มองมุมไหนก็เห็นชัดว่าเสแสร้งแกล้งทำ
นายทหารคราง
“ข้าเคยทำบาปอะไรกันนะ... “
ระหว่างที่พ่อมดกำลังทำตัวร้ายกาจกับนายทหารเลี้ยงม้าผู้น่าสงสารภายในร้านก็มีลูกค้าใหม่ก้าวเข้ามา เรมิเรสสะดุดกับสายตาของสตรีนางหนึ่งซึ่งหันขวับมาจ้องเขาหลังคุยกับเ้าของร้านจากนั้นนางก็ก้าวเข้ามาในแบบที่เรียกได้ว่าแทบจะถลานางเกาะแขนของนายทหารซึ่งเรมิเรสคว้ามาขวางวางแทนที่แขนของตน
“ท่านคือพ่อมดใช่ไหม”
“ข้าไม่ใช่นะ!”
“ใช่ครับ”
นายทหารรีบปฏิเสธ ขณะพ่อมดตอบเสียงเรียบอย่างไม่คิดปิดบังนางคุกเข่าลงจ้องหน้าเรมิเรสทั้งที่ยังเกาะกุมแขนนายทหารแน่นอยู่อย่างนั้น
“ได้โปรดช่วยที ช่วยลูกสาวข้าจากนางแม่มดด้วย”
สายตานางจ้องพ่อมดอย่างคาดหวังละล่ำละลักพร่ำบอกซ้ำไปมา เรมิเรสมองแล้วส่ายหน้า
“ข้าไม่อาจรับปากว่าจะช่วยใครได้ แต่ข้าจะพยายามหยุดนางแม่มดไว้ไม่ให้ก่อกรรมไปมากกว่านี้”
“ทำไม... ท่านจะไม่พยายามช่วยสักหน่อยหรือ”หญิงสาวคราง ดวงตามีน้ำเอ่อคลออย่างสิ้นหวัง
“เกอร์ทรูดเป็แม่มดเช่นเดียวกับข้าทั้งเวทมนตร์และตัวผู้ใช้ล้วนเป็สิ่งที่คาดเดาได้ยากข้าไม่รู้ว่านางจะทำอะไรกับคนที่ถูกจับตัวไปบ้าง ดังนั้นจงอย่าคาดหวังเผื่อใจไว้บ้าง จะได้ไม่ทุกข์ทรมานจากความเสียใจเกินไป”
“ข้านึกว่าท่านจะใจดีกับผู้หญิงมากกว่านี้เสียอีก”
คนเลี้ยงม้ากล่าว หลังจากทั้งคู่เดินออกมาจากร้านน้ำชาริมทางได้ระยะหนึ่งปล่อยหญิงสาวเมื่อครู่ให้นั่งฟูมฟายอยู่ในร้านต่อไปโดยไม่เหลียวกลับไปมองแม้เขาจะรู้ตัวว่าตกเป็เป้าหมายในการกลั่นแกล้งของเรมิเรสจนต้องพยายามถอยห่างไม่เข้าใกล้แต่ก็สังเกตเห็นว่าพ่อมดมักมีรอยยิ้มหวานและถ้อยคำอ่อนโยนกับคนทั่วไป โดยเฉพาะสตรีจึงไม่คิดว่าจอมเวทจะเอ่ยคำตัดรอนไร้เยื่อไยกับใครถึงเพียงนี้
“ยิ่งกับคนเป็แม่ที่ห่วงใยและรักลูกยิ่งกว่าดวงใจ ข้าคิดว่าคำพูดนั้น...ใจร้ายมาก”
“ข้าพูดในความเป็จริง” ผู้ใช้อาคมมุ่นคิ้ว “ถึงข้าจะเป็พ่อมดก็จริงแต่นางไม่ควรคาดหวังอะไรมากนักกับคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก”
“เ็าจังเลยนะ ท่านมีความฝังใจอะไรไม่ดีกับแม่หรือเปล่าเนี่ย” นายทหารพึมพำพลางทำท่าพรั่นพรึง “ลูกทั้งคนนะแม่ที่ไหนจะถอดใจยอมรับความตายของลูกได้”
‘ยอมไม่ได้รึ’
“นางคงรักลูกมาก จึงคาดหวังและสิ้นหวังกับคำพูดของท่านได้ขนาดนั้น” เขายังคงเอ่ยโดยไม่ได้สนใจสีหน้าพ่อมดที่เปลี่ยนไปไม่ได้ยิ้มแย้มเหมือนเคย
‘รัก... อย่างนั้นหรือ’
เรมิเรสพอจะเข้าใจในความรักอยู่บ้างก็เมื่อเขารู้สึกรักเ้าหญิงแห่งเรสทอเรีย เมื่อนั้นจึงได้รู้จักความยินดีความอิจฉา ความทุกข์ทรมาน และความสุขในหัวใจซึ่งถักทอจากสายใยความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวเขาปรารถนาอยากเป็เ้าของนางแต่เพียงผู้เดียวหากความปรารถนาที่มีมากกว่าจนสามารถสละความ้าอันเห็นแก่ตัวของตนได้คือความปรารถนา้าให้คนที่ตนรักปลอดภัยและมีความสุขเหนือสิ่งอื่นใด
ผู้คนมักบอกเล่าพร่ำสอนเกี่ยวกับความรักของมารดาที่มีต่อเืเนื้อของตนอย่างไม่มีเงื่อนไข มันคงไม่แตกต่างกับความรักในรูปแบบอื่นมากมายนักทว่าช่างขัดกับสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเขาเสียเหลือเกิน
เขาคือสิ่งอัปมงคลอย่างแท้จริงในชีวิตของมารดา
เรมิเรสไม่เคยเห็นรอยยิ้มจากสตรีผู้ให้กำเนิดตนเลยสักครั้งแม้ใบหน้าของนางจะเลือนรางมากนักในความทรงจำหากสิ่งที่ติดตรึงฝังแน่นลึกล้ำไม่เคยจางคือภาพของหญิงสาวที่ได้แต่คู้หมอบกายก้มศีรษะจรดพื้นคร่ำครวญพร่ำกล่าวคำขอโทษต่อการมีตัวตนของเขา
ตอกย้ำว่าเขาไม่ใช่คนที่สมควรกำเนิดมา
หากว่านาง้าหากว่ามันจะหยุดความทรมานของนางได้ ให้นางฆ่าเขาจนตายคามือเขาก็ไม่คิดจะขัดขืนอันใด
แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้ทำทิ้งเขาซึ่งยังเด็กเอาไว้ในโลกหมองหม่นเพียงลำพัง กับคำถามที่ค้างคาใจ
แม่รักเขาบ้างหรือเปล่า
เขาสมควรมีตัวตนอยู่บนโลกนี้หรือไม่
ถ้าเขาไม่เกิดมานางก็คงไม่ต้องทุกข์ทรมานจนตาย ตัวตนของเขาจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนรอบข้างเหมือนกับที่อาจารย์ของเขาต้องเผชิญตลอดมาเช่นนี้
ความคิดอันหมองหม่นทั้งปวงถูกสลัดทิ้งไปเมื่อเรมิเรสนึกถึงเ้าหญิงแห่งเรสทอเรีย
สการ์เล็ต เรสเทลเป็คนเดียวที่ทำให้พ่อมดอยากมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ทั้งที่เคยถอดใจไปแล้ว
ใช่เขาเคยท้อถอยถอดใจต่อโชคชะตาที่ยังหาทางแก้ไม่ได้จนถึงขั้นยอมสละชีวิตเพื่อให้ผู้มีบุญคุณได้มีชีวิตอยู่ต่อไปแทนตัวเองหากส่วนหนึ่งในใจกลับยังคาดหวังอยากมีตัวตนคงอยู่เคียงข้างนางอันเป็ที่รักสุดหัวใจไปชั่วกาลนานแม้่เวลานั้นจะเป็สิ่งที่ไกลเกินเอื้อมเสียเหลือเกิน
“เรามาถึงชายป่าแล้ว”
เสียงของนายทหารเลี้ยงม้าเรียกพ่อมดให้หลุดจากภวังค์สายตาของทั้งสองคนมุ่งมองเข้าไปในป่า ทางเข้าสู่ที่พำนักของแม่มดเกอร์ทรูด
ภายใต้กิ่งไม้ใบหนาแสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาได้เพียงเบาบาง แลดูมืดครึ้มสลัวเลือนรางให้ความรู้สึกดั่งป่าต้องสาปแห่งความตาย
“จะมีตัวประหลาดอะไรออกมาไหมเนี่ย”
“อยากรู้จริง ๆ หรือครับ”
พ่อมดยิ้มใสพลางวางมือแปะลงบนไหล่นายทหารแสงเรื่อเรืองจากใต้ฝ่ามือแผ่ขยายออกไปปกคลุมทั้งร่าง ก่อนที่เขาจะถูกจอมเวทตัวร้ายผลักเข้าไปในป่าอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เรมิเรส ท่านทำอะ...ร๊ายย!!!”
นายทหารผู้น่าสงสารร้องเสียงหลงเมื่อดงไม้ใกล้ ๆ ขยับได้ พลันหนวดสีเขียวมากมายก็โผล่พ้นจากพุ่มไม้ พุ่งเฉียดเขาไปอย่างกระชั้นชิดชายหนุ่มเอี้ยวตัวหลบทันควัน แต่เพราะเท้ายังตั้งหลักเหยียบยืนไม่มั่น เมื่อเถาไม้ประหลาดวกมาจู่โจมอีกครั้งจึงได้แต่หลับตาปี๋ ยกสองแขนขึ้นป้องกันตามสัญชาติญาณ ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ช่วยอะไร
แต่รออยู่ชั่วอึดใจกลับไม่มีเหตุร้ายให้เจ็บตัวดังคาด ครั้นคิดจะลดแขนและเปิดตาเพื่อดูสถานการณ์ กลับต้องสะดุ้งสุดตัวจนร้องเสียงหลงอีกครั้งเมื่อมีบางสิ่งวางแปะลงบนไหล่ตน
“ข้าเองครับ” พ่อมดบอกด้วยรอยยิ้ม
นายทหารเบะปาก ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยากจะละทิ้งหน้าที่แล้ววิ่งหนีไปให้ไกลด้วยซ้ำหากด้วยทิฐิมานะซึ่งยังมีเหลืออยู่บ้างกับมือพ่อมดที่จับไหล่เขาค้างไว้ทำให้หนีไปไม่ได้
“ไปกันเถอะครับ”
พ่อมดขยับศีรษะพยักพเยิดชวนเขาให้เดินต่อชายหนุ่มจึงจำใจตามติดหลังไปอย่างหวาดระวัง
ครั้นพอตั้งสติได้นายทหารจึงสังเกตเห็นว่ารากไม้และเถาวัลย์น่ากลัวเ่าั้ไม่ได้จู่โจมเขาอีกพวกมันขยับส่ายไปมา เลื้อยตามเป็ระยะ และชูชันตั้งท่าพร้อมจู่โจมหากก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น
“หรือจะเป็เพราะแสงจากมือพ่อมดเมื่อครู่”
เรมิเรสหยุดเดินกะทันหันทำให้นายทหารซึ่งมัวแต่ระวังเถาไม้ข้างทางเกือบหยุดตามไม่ทัน แทบชนคนข้างหน้า
“มีอะไรหรือครับ ท่านพ่อมด”เขาถามพร้อมกับชะเง้อข้ามไหล่จอมเวท เห็นเงาของใครบางคนยืนอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งแลดูทะมึนมืดราวกับบ้านผีสิง
แล้วเสียงจากเงานั้นก็เอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ
“พวกเ้าเป็ใคร! เข้ามาได้ยังไงกัน!”