บทที่ 57
กระบวนท่าทั้งหก(1)
การเรียนในสัปดาห์แรกเป็นการปูพื้นฐานของการเคลื่อนไหวร่างกายให้เกิดความยืดหยุ่นโดยอาจารย์ยุทธ์ฟองจันทร์มุนีนิล ระดับ 33 พลังฌานกายาอ่อน
ลานกว้างที่เดียวกับทำพิธีกล่าวต้อนรับในขณะนี้ถูกนักเรียนชั้นปีที่หนึ่ง ยึดพื้นที่ทั้งหมด โดยมีอาจารย์ยุทธ์ฟองจันทร์ยืนอยู่บนเวทีขนาดเล็กหน้าลานกว้าง ทุกคนจะมีเสื่อยางขนาด 170 x 60 ซม.อยู่ที่ด้านหน้า
“เพื่อให้ร่างกายของทุกคนสามารถแบกรับแรงกดดันต่างๆภายใต้การฝึกพลังฌานยุทธ์ ข้าจะให้พวกเจ้าได้เรียนรู้ทักษะกายาอ่อนการเคลื่อนไหวร่างกายและเหยียดยืดกล้ามเนื้อให้สัมพันธ์กับการหายใจของพวกเจ้าทุกคน”
เด็กน้อยกางเสื่อ ถอดรองเท้า แล้วขึ้นไปยืนโดยมีอาจารย์ยุทธ์ฟองจันทร์ อธิบายพร้อมทำท่าทางประกอบ นักเรียนมือใหม่ก็ทำตามแล้วก็มีเสียงหัวเราะ เพราะบางคนก็ทำถูก บางคนก็ทำผิด
แต่ท่านอาจารย์ยุทธ์สาวสวย ก็ยังอารมณ์ดีเพราะเข้าใจว่าเป็นเด็กปีหนึ่งที่ยังไม่ได้ฝึกฝนทักษะความอ่อนตัวหรือการเคลื่อนไหวของร่างกายให้สัมพันธ์กับการหายใจ
“การเหยียดยืดร่างกาย พวกเจ้าไม่ต้องฝืนร่างกายของทุกคนแตกต่างกัน ถ้ารู้สึกว่าตึงหรือเจ็บตรงไหน ก็ให้หยุดที่ตรงนั้นแล้วเริ่มใหม่ เริ่มต้นฝึกท่าทางเหล่านี้ ร่างกายยังไม่รับรู้ พวกเจ้าต้องค่อยๆทำตามที่สอนทีละท่า ถ้าสามารถทำได้ต่อเนื่องจะยิ่งเพิ่มฌานสมาธิและพลังลมปราณให้กับเจ้าด้วย...สิ่งที่ข้าจะสอนเรียกว่าฤๅษีดัดตน ซึ่งมีทั้งหมด ๑๕ กระบวนท่า ได้แก่ ๑) นวดหน้า ๒) เทพพนม ๓)ชูหัตถ์วาดหลัง ๔) แก้เกียจ ๕) ดึงศอกไล้คาง ๖) นั่งนวดเข่า ๗) ยิงธนู ๘)อวดแหวนเพชร ๙) ดำรงกายอายุยืน ๑๐) นางแบบ ๑๑) นอนหงายผายปอด ๑๒) เต้นโขน ๑๓)ยืนก้มนวดขา ๑๔) นอนคว่ำทับหัตถ์ และ ๑๕) องค์แอ่นแหวนพักตร์”
เมื่อพูดจบทุกคนก็ร้องอู้หูกันเสียงดังเพราะยังจำชื่อไม่ได้ ท่านอาจารย์ยุทธ์หัวเราะเบาๆ
“ฮ่าๆๆไม่ต้องรีบจำ วันนี้ข้าจะสอนพวกเจ้าแค่ ๖ ท่าก่อน ทำให้คล่อง แล้วพอทำได้ เราจึงจะเรียนรู้ท่าที่เหลือในครั้งต่อๆไป”
จากนั้นฟองจันทร์ก็ค่อยๆ สอนทีละท่า
“กระบวนท่าแรกเรียกว่านวดหน้ามีแยกย่อยออกไปอีก ๗ ท่า คือ เสยผม ทาแป้ง เช็ดปาก เช็ดคาง กดใต้คางถูหน้าหูหลังหูและตบท้ายทอย” ฟองจันทร์มองดูนักเรียนรอบๆที่นั่งมองด้วยความสนใจ
“เอาล่ะทุกคนนั่งขัดสมาธิแล้วยืดตัวขึ้น เราจะค่อยๆ ฝึกไปพร้อมๆ กันอย่างช้าๆ”
“ครับ/ค่ะ”
“กระบวนท่าย่อยแรกคือ เสยผม ใช้นิ้วชี้-กลาง-นาง กดขอบตาบนทั้งสองข้างให้แน่นพอสมควรแล้วก็เลื่อนนิ้วทั้งหมดขึ้นไปบนศีรษะผ่านลงไปท้ายทอย ทำแบบนี้ช้าๆ ๑๐ครั้ง...เริ่มได้”
นักเรียนทุกคนพยักหน้ากระบวนท่านี้ง่ายๆ สามารถช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าทางสายตา พอทำครบ 1 ครั้งทุกคนจะส่งเสียงนับพร้อมกัน จนครบ ๑๐ จากนั้นจึงเริ่มกระบวนท่าต่อไป
“กระบวนท่าย่อยที่สองทาแป้ง ให้ทุกคนใช้นิ้วกลางทั้งสองข้าง กดที่ด้านข้างของสันจมูกให้แน่น...ไม่ใช่จมูกของเพื่อนนะ!!!”
เสียงหัวเราะครืนแต่ละคนมองหน้ากันฟองจันทร์เน้นการสอนให้นักเรียนได้สนุกสนานเพื่อให้เกิดการรับรู้ที่ดี
“จากนั้น...ให้ลากนิ้วทั้งสองข้างขึ้นไปกลางหน้าผาก...ต่อไป...นิ้วชี้-กลาง-นาง-ก้อยมาประกบกันตรงกลางแล้วลากกดนิ้วผ่านไปทางหางคิ้วลูบเรื่อยไปจนถึงแก้มแล้วลงไปให้ถึงคางนับเป็น ๑ รอบ...ทำ ๑๐ ครั้ง เริ่ม!!!”
นักเรียนค่อยๆนับช้าๆ บางคนเริ่มร้องโอดโอยบ้าง
“กดหน้าตัวเองเบาๆสิ พวกเจ้าจะกดแรงทำไมกัน!!” ฟองจันทร์เห็นบางคนกดเค้นจนหน้าเป็นรอยแดงตามนิ้วที่ลากไป พอนับถึง ๑๐ทุกคนก็หยุด หันมองหน้ากันและกัน
บ้างก็หัวเราะลั่นเพราะบางคนผิวขาวหน้า หน้าปรากฎรอยแดงเป็นเส้นตามนิ้วที่ลากไปจนเหมือนแต้มด้วยสีแดง กลายเป็นตัวตลก แม้แต่ฟองจันทร์เองก็ยังอดหัวเราะไม่ได้
“ฮ่าๆๆๆๆเอาล่ะๆ เวลาที่พวกเจ้าใช้นิ้วกดลงไปบนร่างกาย ต้องรู้น้ำหนักแรงกดของตัวเองการฝึกกระบวนท่าเหล่านี้ เพื่อการผ่อนคลาย เน้นการไหลเวียนของพลังฌานและสมาธิการทำช้าๆ ให้พวกเจ้าสัมพันธ์กับการหายใจด้วยและไม่ต้องกดแรงจนเป็นเส้นแดงแบบนั้น...เข้าใจไหม???”
ทุกคนหัวเราะกันลั่น เมื่อทุกคนพยักหน้าเข้าใจจึงเริ่มกระบวนท่าย่อยที่สาม
“กระบวนท่าย่อยที่สามเช็ดปาก วางฝ่ามือซ้ายทาบปาก ให้ปลายนิ้วก้อยของมือซ้ายอยู่ที่ติ่งหูขวาใช้ฝ่ามือกดให้แน่นกับปาก แล้วลากมาทางซ้าย เม้มริมฝีปากไว้ขณะที่พวกเจ้าลากฝ่ามือ ให้มีแรงกดเท่ากับตอนเริ่มต้น นับ ๑ ซ้ายจากนั้นก็สลับเป็นมือขวาทำในแบบเดียวกัน ก็นับ ๑ ขวา ... ไปจนครบ ๑๐ ซ้าย และ ๑๐ขวา!!!”
จากนั้นฟองจันทร์ก็ทำให้ดูแล้วนับดังๆเป็นตัวอย่าง แล้วจึงให้สัญญาณทุกคนทำพร้อมกัน เด็กๆเริ่มจะรู้สึกถึงน้ำหนักมือและแรงกดของตัวเองแล้ว พวกเขาตั้งใจทำ เพราะเริ่มสนุกมีสมาธิในการนับและควบคุมลมหายใจได้ยาวขึ้น
“มาถึงกระบวนท่าย่อยที่สี่เรียกว่า เช็ดคาง ให้วางหลังมือซ้ายแนบใต้คาง กดหลังมือให้แน่นโดยให้ปลายนิ้วกลางอยู่ติ่งหูขวาแล้วลากผ่านใต้คางมาที่ติ่งหูซ้าย นับเป็น ๑ซ้าย...เปลี่ยนมือสลับมาทางขวา ทำแบบเดียวกัน นับ ๑ ขวา ทำไปจนครบ ๑๐ เริ่มได้”
เมื่อถึงกระบวนท่าย่อยที่สี่นักเรียนเริ่มคล่องมากขึ้นฟองจันทร์พยักหน้าและยิ้มกับผลงานของตัวเอง
ต่อเนื่องด้วยกระบวนท่าย่อยที่ห้าเรียกว่า กดใต้คาง ท่านี้ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดตรงกลางคางโดยให้นิ้วหัวแม่มือตั้งฉากกับคาง ก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อต้านนิ้วมือ นับ ๑ ถึง ๑๐ในใจ
“เมื่อครบแล้วให้พูดเฮดังๆ จากนั้นให้พวกเจ้าขยับนิ้วหัวแม่มือออกมาจากตำแหน่งเดิม แล้วกดแบบเดิม นับ ๑ถึง ๑๐ ในใจ กดขยับไปจนถึงคาง ข้างละ ๕ จุด เมื่อจบแต่ละจุดก็ส่งเสียงเฮ ดังๆปลุกให้เพื่อนตื่นด้วย เข้าใจไหม?”
นานๆจะสร้างเสียงหัวเราะให้เด็กๆ ทั้งหมดหัวเราะแล้วตอบรับเข้าใจ จากนั้นจึงเริ่มฝึก
“กระบวนท่าย่อยที่หกถูหน้าหูหลังหู ให้ใช้นิ้วชี้แล้วนิ้วกลางทั้งสองข้าง คีบหูหลวมๆฝ่ามือแนบแก้ม ถูกมือขึ้น-ลงหนักขึ้นมาอีกนิด ทำทั้งหมด ๒๐ ครั้ง เริ่มได้!!!”
“กระบวนท่าย่อยที่เจ็ด ตบท้ายทอยใช้สันมือทั้งสองข้างปิดหูไว้ ให้นิ้วกลางทั้งสองข้างจรดกันกระดกนิ้วมือทั้งสองข้างพร้อมกันในสูงที่สุดโดยไม่ยกฝ่ามือแล้วจบที่ท้ายทอยพร้อมๆกัน นับ ๑ ทำทั้งหมด ๑๐ ครั้ง”
เมื่อทุกคนทำครบทั้งหมดฟองจันทร์จึงเริ่มต้นกระบวนท่าย่อยที่หนึ่งจนถึงกระบวนท่าย่อยที่เจ็ดอีกครั้งโดยให้พูดชื่อแต่ละกระบวนท่าดังๆ พร้อมๆ กัน จนทุกคนจำชื่อและท่าทางได้ทั้งหมด
อาจารย์ยุทธ์ฟองจันทร์นักเรียนไปพัก 15 นาที ล้างหน้า ล้างตา ล้างมือ เพื่อเรียกความสดชื่นก่อนที่จะสอนกระบวนท่าหลักอีก 6 ท่า
เด็กทุกคนเริ่มสดชื่นปราณเองก็ไม่เคยรู้สึกสดชื่นแบบนี้มาก่อน
“นี่แค่การผ่อนคลายใบหน้าอย่างเดียวยังทำให้ข้ารู้สึกว่าเลือดลมบนใบหน้าสูบฉีดแรงขึ้นมากทีเดียวพวกเจ้ารู้สึกแบบเดียวกับข้าไหม?”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยแต่องค์ชายนาคินทร์และองค์หญิงมุจรินทร์ ยังคงใบหน้าแดงเลือดฝาดไม่หายก็เพราะทั้งสองมีผิวขาวกว่าใครๆ
องค์ชายมองหน้าน้องสาวแล้วหัวเราะลั่นไม่ต่างกับน้องสาวที่หัวเราใบหน้าพี่ชายเช่นเดียวกัน
“พวกท่านขาวทั้งคู่ก็เลยแดงไม่หาย ฮ่าๆๆๆ สงสัยจบวิชาฤๅษีดัดตน ท่านทั้งสองคงหน้าแดงทั้งวันเป็นแน่”เธียรธวัชแซวพี่น้องแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เรียกเสียงฮาทั้งกลุ่ม จะยกเว้นก็แต่หงส์นราที่ทำหน้าเชิดไม่พอใจ
“ว่าไงล่ะจ๊ะคุณหนูหงส์นรา จะหัวเราะบ้างไม่ได้หรือไงกัน สนุกบ้างก็ได้ ไม่มีใครว่าเจ้าหรอก!!!”เธียรธวัชแซวคุณหนูจอมหยิ่ง
“หึ...มันเรื่องของข้าข้าจะหัวเราะ หรือข้าจะไม่หัวเราะ มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย คุณหนูหน้าสวย....เชอะ!!!”หงส์นรามือกอดอกสะบัดหน้าแล้วเดินตรงไปยังที่นั่งของตัวเองท่ามกลางสายตาของเพื่อนทั้งห้า ที่พากันยักไหล่ ดูท่าว่าคงต้องใช้เวลาอีกหน่อยกว่าที่คุณหนูจอมเย่อหยิ่งจะเปลี่ยนนิสัย
เสียงสัญญาณเตือนดังเรียกรวมพลทุกคนนั่งประจำที่เดิม ด้วยใบหน้าที่สดชื่นขึ้น
“ข้าเห็นทุกคนใบหน้าสดใสมีเลือดฝาด แสดงว่าเลือดลมในกายส่วนใบหน้าของพวกเจ้ามีการไหลเวียนได้ดีขึ้นเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ก็ให้ฝึกฝนทำทุกเช้า ไม่ต้องรีบทำให้ฝึกควบคุมพลังฌานให้เป็นสมาธิควบคุมการหายใจและจงมีสติกับการกดและเคลื่อนแรงนิ้วมือผิวผ่านหน้าของพวกเจ้า...”
เด็กทุกคนตอบรับโดยพร้องเพรียงกันอาจารย์ยุทธ์ฟองจันทร์ยิ้มรับ แล้วสอนกระบวนท่าหลักที่สอง
“ต่อไปเป็นกระบวนท่าหลักที่สองเรียกว่า เทพพนม... ท่านี้จะช่วยขับลมในข้อแขนพลังฌานและเลือดลมส่วนแขนของพวกเจ้าไหลเวียนได้ดีขึ้นให้นั่งพนมมือห่างจากหน้าอกเล็กน้อย แล้วยกศอกให้ขนานกับพื้นแขนตั้งฉากกับลำตัวใช้มือซ้ายดันมือขวาโดยที่มือขวาต้านแรงจากมือซ้ายพร้อมกับดัดนิ้วให้โน้มไปด้านตรงข้าม ขณะที่ดันมือหายใจเข้าให้ลึกที่สุด แขม่วท้อง ขมิบก้นไว้สักครู่ แล้วค่อยๆคลายมือมาอยู่ในท่าเตรียม แล้วก็ทำสลับกัน ใช้มือขวาดันมือซ้าย มือซ้ายก็ต้านไว้หายใจเข้าลึกๆ แขม่วท้องขมิบก้น ทำข้างละ ๕ ครั้งก่อน”
ฟองจันทร์ทำให้ดูท่านี้จะใช้แรงมากขึ้น เกร็งแขน หายใจเข้า แขม่วท้อง ขมิบก้นแม้จะเป็นแค่การออกแรงแขนแต่ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วน
หลังจากทำท่านี้เสร็จมีหลายคนที่แขนแทบจะหมดแรง เพราะเป็นการออกกำลังแขนที่ดี บางคนถึงกับหอบ
การฝึกฤๅษีดัดตนเป้นการฝึกควบคุมระบบหายใจให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย เด็กๆเหล่านี้ยังไม่เคยฝึก อาจจะเป็นกังวล แต่เมื่อพวกเขาฝึกได้สักพักก็เริ่มควบคุมการหายใจให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวได้ไม่ยาก
“เรามาต่อที่กระบวนท่าหลักที่สามชูหัตถ์วาดหลัง ช่วยแก้ปวดท้องข้อเท้าและลมศีรษะการฝึกกระบวนท่าชุดนี้จะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของข้อไหล่ คอ อก ท้องและยังเพิ่มพลังการไหลเวียนของเลือดและฌานให้บริเวณศีรษะปลอดโปร่งมากขึ้น”
เสียงฮือฮาดังขึ้นมาเพราะเริ่มมีความละเอียดของการใช้กล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กันมากขึ้น
“ให้นั่งมือประสานกันระดับลิ้นปี่หายใจเข้าให้ลึกที่สุดพร้อมกับค่อยๆ ชูแขนขึ้นเหนือศีรษะโดยให้แขนทั้งสองเหยียดตรงชิดใบหูที่สุดกลั้นลมหายใจไว้สักครู่แล้วดัดมือที่ประสานกันเหนือศีรษะให้หงายขึ้น...”
ทั้งหมดค่อยๆทำตามช้าๆ มีทั้งที่แขนสองข้างสามารถแนบชิดกับใบหูได้ แต่บางคนยังทำไม่ได้
“ถ้าบางคนที่ยังแนบใบหูไม่ได้ไม่เป็นไร เอาเท่าที่พวกเจ้าสามารถทนได้....จากนั้น ผ่อนลมหายใจออกวาดมือทั้งสองออกจากกันไปทางด้านหลัง แล้วงอแขนกำหมัดมาไว้ที่เอวทั้งสองข้างกดเอวไว้...แล้วหายใจเข้าลึกๆ กลั้นลมหายใจไว้สักครู่ แล้วกดเน้นจึงค่อยผ่อนลมหายใจแล้วคลายการกดกำปั้น”
นักเรียนทุกคนค่อยๆทำตาม เมื่อทุกคนทำเสร็จ อาจารย์ยุทธ์สาว จึงอธิบายต่อไป
“ขั้นตอนสุดท้ายของท่านี้...เลื่อนมือจากตำแหน่งที่กดไปทางด้านหลังจนกำปั้นสองข้างชิดกันระดับเอวให้ทำ ๕ ครั้งก่อน”
การฝึกกระบวนท่าต่างๆเหล่านี้...พวกเจ้าต้องนั่งขัดสมาธิ ลำตัวตั้งตรงเพื่อให้กล้ามเนื้อและกระดูกทำงานได้อย่างเต็มที่ แม้อาจจะตึงอยู่บ้างแต่ถ้าทำให้บ่อยๆ ร่างกายของเจ้าจะเริ่มชินกับท่าทางเหล่านี้ความแข็งกระด้างจะผสานด้วยความยืดหยุ่น”
คราวนี้ฟองจันทร์ลุกขึ้นยืนแล้วค่อยๆ มองดูภาพรวม โดยจะมีพี่เลี้ยงคอยประจำตามจุดต่างๆ คอยแนะนำให้ถูกต้องตามที่อาจารย์ยุทธ์บอก
“เป็นยังไงบ้างนักเรียนทุกคน!!!”
“สบายดีครับ/ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นมาเรียนรู้กระบวนท่าต่อไปกระบวนท่าที่สี่ แก้เกียจ...แก้ปวกศีรษะและพร่ามัวรวมถึงการปวดเมื่อยตามร่างกายทำเลือดลมและพลังฌานในร่างกายไหลเวียนได้รุนแรงมากขึ้นนั่งมือประสานกันระดับลิ้นปี่เหมือนกระบวนท่าที่สามหายใจเข้าให้ลึกแล้เหยียดแขนดัดฝ่ามือยื่นไปทางซ้ายให้มากที่สุด ลำตัวตรง หน้าตรงแขนตึง กลั้นลมหายใจไว้สักครู่ แล้วผ่อนลมหายใจออก กลับมาอยู่ท่าเตรียมแล้วสลับทำทางด้านขวาบ้าง”
สั่งท่า“เตรียม” เสียงดัง เด็กๆ ก็นั่งประสานมือระดับลิ้นปี่ แล้วทำตาม
“ขั้นตอนที่สองหายใจเข้าเหยียดแขนดัดฝ่ามือไปทางด้านหน้าลุ้นลมหายใจแล้วหายใจออก กลับสู่ท่าเตรียม จากนั้นหายใจเข้าเหยียดแขนไปด้านบนแนบใบหูดัดฝ่ามือหงายขึ้นกลั้นลมหายใจค้างไว้แล้วหายใจพักฝ่ามือที่หงายวางบนศีรษะแล้วกลับลงมาสู่ท่าเตรียม...ทั้งหมดนี้ให้นับเป็น ๑ ทำแค่ ๕ครั้งก่อนเช่นกัน...เริ่มได้”