หลังกลับมาจากการสมัครการประลอง เฟิ่งเซียนก็กลับเข้ามาภายในมิติของตนทันที นางในตอนนี้ร่างกายเหนื่อยล้า นางอยากนอนแช่น้ำอมฤตให้สบายยิ่งนัก
เฟิ่งเซียนนอนแช่น้ำอมฤตอยู่ครู่หนึ่งอยู่ๆ ก็นึกขำออกมาเมื่อนึกถึงสีหน้าของพี่น้องตระกูลไป๋ตอนที่เจอหน้านาง ในตอนนั้นพวกเขาราวกับคนที่โดนผีหลอกตอนกลางวันก็ไม่ปาน
อีกไม่นานต้องให้คนตามสืบที่มาของนางเป็แน่ เฟิ่งเซียนที่ตอนนี้ได้ให้คนปล่อยข่าวเท็จครึ่งจริงครึ่งของตนได้แต่ยิ้มมุมปากอย่างพอใหญ่
ข่าวที่ปล่อยไปนั้นใช่ว่าจะผิดไปเสียทุกอย่าง เพียงปรุงแต่งเพิ่มขึ้นบ้างเพียงเท่านั้น
ข่าวที่ถูกปล่อยออกไปนั้นคือ นางเป็เด็กสาวผู้เคราะห์ร้าย โดนวางยาพิษจนเกือบเอาตัวไม่รอด โดนทิ้งไว้กลางป่าร้อยอสูรเพียงคนเดียว แต่ผ่านไปไม่นานนั้นก็ได้มีผู้เฒ่าโอสถผู้หนึ่งมาพบเจอเข้า
และช่วยดูแลรักษานางจนหายดี รวมทั้งช่วยรักษา 'พิษผนึกั' ที่เป็พิษที่ทำให้ผู้ถูกวางยานั้นไม่สามารถฝึกลมปราณได้ และเลี้ยงดูนางมาจวบจนตัวผู้เฒ่าโอสถผู้นี้นั้นได้ลาโลก ซึ่งเป็เมื่อครึ่งปีก่อน
จะว่านางกล่าวเท็จก็ไม่ได้ ตัวนางนั้นโดนพิษจริง แต่เพียงผู้รักษานั้นคือสัตว์เทพทั้งสี่
หลังจากแช่น้ำจนพอใจแล้วแล้ว เฟิ่งเซียนก็จัดการสวมใส่อาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินไปหาสัตว์เทพทั้วสี่ที่นั่งซึมซับปราณบริสุทธิ์อยู่ที่ข้างทะเลสาบน้ำอมฤต
"เหลือเวลาอีกเพียงสัปดาห์เท่านั้นก่อนจะเริ่มจัดการประลองขึ้น"
เฟิ่งเซียนเข้าประเด็นที่้าจะพูดคุยกับสัตว์เทพทั้งสี่ ก่อนจะมองปฏิกิริยาของพวกเขา
"ข้าตั้งใจจะเปิดเผยธาตุของตนเพียงสองธาตุเท่านั้น นั่นคือธาตุลมและน้ำแข็ง แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า ในกลุ่มพวกเ้านั้นข้าจะเลือกใครไปร่วมประลองดี"
เฟิ่งเซียนลอบมองใบหน้าของสัตว์เทพทั้งสี่อย่างครุ่นคิด สัตว์เทพทั้งสี่ของนางนั้นเก่งกาจเป็อย่างมาก ไม่ว่าเป็ผู้ใดก็ดีทั้งหมด ในเมื่อตัดสินใจไม่ได้ เหตุใดจะไม่ขอถามความคิดเห็นจากพวกเขาเองเล่า
"นายหญิงตัวขอข้านั้นมีธาตุไฟ หากจะใช้ร่วมกับธาตุลมและน้ำแข็งนั้นเกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก"
เสียงจูเชวี่ยดังขึ้น ตัวนางนั้นแม้อยากเป็กำลังให้ผู้เป็นาย เเต่ในเวลานี้ยังไม่เหมาะนัก พลังธาตุไฟของนางนั้นย่อมเป็ปรปักษ์กับธาตุน้ำแข็งของผู้เป็นายแน่ เมื่อคิดเช่นนี้ผู้อื่นย่อมเหมาะสมมากกว่านาง
เฟิ่งเซียนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย หากเป็ในยามปกติที่นางสามารถใช้ธาตุอื่นได้นั้นย่อมไม่เกิดปัญหา แต่หาใช่กับสถานการณ์เช่นนี้ไม่
เฟิ่งเซียนและสัตว์เทพทั้งสี่ปรึกษากันอยู่สักครู่ก็ได้ผลสรุปออกมา สัตว์เทพที่นางจะนำไปคือเสวียนอู่ เสวียนอู่มีธาตุดินที่แข็งแกร่งมาก หากกล่าวว่าธาตุลมสามารถโจมตีได้บนฟ้า น้ำแข็งมีพลังโจมตีรุนแรง พลังป้องกันและโจมตีก็คงไม่พ้นผู้ใช้ธาตุดินเป็แน่
นางยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้ผลสรุปเช่นนี้ ก่อนที่จะขอตัวแยกกลับไปฝึกปรุงโอสถและวรยุทธ์
เฟิ่งเซียนเข้ามาภายในกระท่อมก่อนมองไปที่ อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่วางอยู่บนชั้นอย่างมากมาก แต่อาวุธที่นางถนัดที่สุดนั้นคงไม่พ้นแส้กระดูกงู
แม้ชื่อจะคล้ายแส้กระดูกงูที่หาได้ตามร้านค้าอาวุธทั่วไป แต่ความพิเศษของมันนั้น คืองูที่ใช้นั้นเป็งูหงอนดำซึ่งเป็สัตรอสูรระดับตำนาน อีกเพียงไม่กี่หมื่นปีก็สามารถบรรลุระดับเทพได้
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ข้อดีของมันคือสามารถเติมโตตามผู้ใช้งานได้ เช่นเฟิ่งเซียนมีพลังปราณอยู่ที่ ระดับกษัตริย์ขั้นกลาง แต่แส้นี้สามารถแสดงพลังได้ถึงราชันย์ขั้นกลางกัน ซ้ำความแข่งแกรงของระดับอาวุธก็จะเพิ่มพูนความรุนแรงของการโจมตีขึ้นไปด้วย
นางไม่จำเป็ต้องกลัวว่าผู้ใดจะรู้ เพราะเมื่อมองมานั้นย่อมคิดเพียงแค่ว่านี้เป็แส้กระดูกงูธรรมดาที่พบได้ทั่วไป
พอตัดสินใจได้เฟิ่งเซียนจึงหยิบแส้ลงมาจากหิ้ง ก่อนจะเดินไปที่ห้องฝึกวรยุทธ์ และเริ่มวาดลวดลายอย่างอ่อนช้อย แต่กับแฝงไปด้วยความดุดันและทรงพลัง
เสียงของแส้ดังกระทบหุ่นจำลองจนเกิดเสียงดัง เพี๊ยะ!! อย่างต่อเนื่อง ท่าวรยุทธ์ที่งดงามปานร่ายรำนี้หากผู้ใดพบเห็นย่อมเผลออดชื่นชมไม่ได้
งดงามแต่แฝงไปด้วยความร้ายกาจ คล้ายกับดอกเหมยกุ้ย ที่แม้จะงามจับใจแต่ลำต้นนั้นแฝงไปด้วยหนามแหลมคม เฟิ่งเซียนก็เช่นกัน แต่กระนั้นนางก็คงเป็เหมยกุ้ยเคลือบพิษกระมัง
หลังจากที่ฝึกวรยุทธ์เสร็จนั้นเฟิ่งเซียนก็กลับมาฝึกปรุงโอสถต่อในทันที นางติดอยู่ที่ระดับผู้ปรุงโอสถขั้นสูงมาหลายเดือนนั้น วันนี้ตั้งใจจะเลื่อนระดับของตน
เฟิ่งเซียนเดินไปที่สมุนไพรต่าวๆ ก่อนจะเลือกสมุนไพรออกมาห้าชนิด ซึ้งได้แก่ โสมหมื่นปี หญ้าโลหิต หลินจือวารี ว่านเกล็ดัและหญ้าสายรุ้ง และนางยังเพิ่มน้ำอมฤตลงไปอีกห้าหยด โอสถที่นางจะปรุงนั้นคือโอสถทะลวงปราณ ที่สามารถเลือนขั้นได้หนึ่งขั้นย่อย เหมาะแก่ผู้ที่ติดอยู่คอขวดไม่สามารถข้ามไประดับต่อไปได้ แต่เงื่อนไขการใช้โอสถนี้นั้น จักต้องเป็ผู้มี วรยุทธ์ระดับแม่ทัพขั้นต้นถึงกษัตริย์ขั้นปลายเท่านั้น
หากผู้ที่อยู่ระดับกษัตริย์ขั้นปลายเมื่อกินเข้าไปแล้ว พลังจะไปขึ้นอยู่ที่ ราชันย์ขั้นต้น และไม่สามารถกินโอสถนี้ได้อีก โอสถทะลวงปราณในแต่ละขั้นนั้น สามารถทานได้เพียงแค่เม็ดเดียวเท่านั้น
เมื่อนำสมุนไพรลงหม้อแล้วนั้น เฟิ่งเซียนก็เริ่มถ่ายเทพลังธาตุไม้และธาตุไฟโลกันต์ของตนลงไปในหม้อทันที
ยิ่งเมื่อระดับสูงขึ้นการปรุงและวิธีควบคุมก็ยากขึ้นเช่นกัน ผู้ปรุงโอสถจะต้องถ่ายเทพลังมิให้ขาด เมื่อควบคุมพลังได้แล้วก็เริ่มลงมือต่อทันที
การเพิ่มระดับของเฟิ่งเซียนในครั้งนี้ค่อนข้างยากเย็นต่างจากการปรุงครั้งแรกราวฟ้ากับแหว
เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม ใบหน้างามของเฟิ่งเซียนนั้นยามนี้มีเม็ดเหงื่อเกาะอยู่เต็มใบหน้างาม นางไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยว่าตอนนี้สภาพตนจะเป็เช่นไรหรือเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว
เพียงแค่ตั้งจิตสมาธิและถ่ายทอดพลังลงไปในหม้อเพียงเท่านั้น
หลังจากที่พยายามมาเนิ่นนาน ในที่สุดภายในหม้อโอสถก็เกิดเสียงดัง ปัง! เมื่อเสียงดังผ่านพ้นไปก็พบกับ เม็ดยาทองขาวที่มีกลิ่นหอมของโอสถอ่อนๆ ลอยออกมา จากที่ตรวจสอบดูพบว่าครั้งนี้นางสามารถปรุงโอสถได้ความบริสุทธิ์ถึงเก้าในสิบส่วนเป็ครั้งแรก แม้ปกตินั้นนางจะสามารถปรงโอสถที่มีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนได้
แต่นั่นคือเมื่อนางยกระดับขั้นของตนมาได้สักระยะหนึ่งแล้วเท่านั้น แต่กับการเลื่อนระดับแต่ละครั้งนั้นจะได้เพียงเจ็ดถึงแปดส่วนเท่านั้น
เฟิ่งเซียนที่มองความดูความสำเร็จของตน ก่อนจะตรวจวัดพลังของตน ตอนนี้นางเลื่อนขั้นมาอยู่ที่ระดับ นักปรุงโอสถขั้นปรมาจารย์แล้ว
แม้แต่หัวหน้าแพทย์หลวงในวัง ยังมีระดับเพียงแค่ผู้ปรุงโอสถขั้นกลางเท่านั้นเอง
แต่ก็ไม่ใช่เื่แปลกอันใดมาก ในเมื่อแคว้นของนางเป็เพียงแค่แคว้นลำดับสี่
หลังจากที่จัดเก็บเม็ดโอสถไว้ในกล่องไม้เรียบร้อยนั้น เฟิ่งเซียนก็กลับไปอาบน้ำอีกรอบ เนื่องจากสภาพนางในตอนนี้ที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ จะให้นอนไปเลยในสภาพเช่นนี้คงไม่พ้นต้องนอนดมกลิ่นเหงื่อไปทั้งคืนเป็แน่
หลังจากอาบน้ำเสร็จเฟิ่งเซียนก็เข้านอนทันที นางนั้นตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะออกไปตรวจดูภายในเมืองเสียหน่อย
เช้าวันต่อมา เฟิ่งเซียนในชุดสีดำสนิท ปัดลวดลายดอกเฟิ่งเซียนงดงามที่อกซ้าย เส้นผมสีดับขลับงดงามราวกับเส้นไหมถูกปล่อยสยาย ไม่ได้รวบมัดหรือปักสิ่งใดแม้แต่นิด
เฟิ่งเซียนหยิบหมวกคลุมหน้าสีดำของตน ก่อนจะบรรจงสวมใส่อย่างไม่รีบนัก หลังจากเดินออกมาจากจวน นางก็เดินตรงไปที่ย่านการค้าภายในเมืองทันที
หลังจากเดินแวะไปหลายร้าน แต่ยังไม่พบสิ่งใดที่ถูกใจนางสักที จึงเดินไปที่เหลาอาหารร้านเดิมที่ตนเคยมาก่อนหน้านี้
ตัวนางนั้นไม่ได้ชื่นชอบรสชาติอาหารหรือติดใจสิ่งใดในร้านเป็พิเศษ แต่ร้านนี้มีสิ่งที่นาง้าอยู่นั่นคือ ร้านนี้มีคนมากมายเดินทางเข้ามา และชั้นสองนั้นยังสามารถมองได้เห็นบรรยากาศโดยรอบได้ชัดเจนอีกด้วย
และยิ่งที่เเห่งนี้เป็เหลาอาหารชื่อดัง บางที่นางอาจได้เห็นอะไรสนุกๆ ด้วยก็เป็ได้
พอเฟิ่งเซียนเข้ามาภายในเหลาอาหาร ก็มีเสี่ยวเอ้อออกมาต้อนรับ นางและเสี่ยวเอ้อขึ้นมาบนชั้นสอง นางเดินไปที่โต๊ะเดิมที่เคยนั่งเมื่อครั้งก่อน
"เอาอาหารขึ้นชื่อของร้านมักสักสามอย่าง และชาชั้นยอดอีกหนึ่ง"
ยังไม่ทันที่เสี่ยวเอ้อจะได้ทักถาม เฟิ่งเซียนก็กล่าวออกไปทันที
เฟิ่งเซียนที่สอดส่องสายตามองไปรอบมองอย่างสำรวจ พรางรออาหารของตน
"ไม่ทราบว่าตรงนี้ยังว่างหรือไม่ "
เสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้น ก่อนที่เฟิ่งเสียงจะเบือนหน้าหันไปมอง
ระหว่างที่เขาเดินมานั้นนางจับััได้ เพียงแต่นึกว่าเป็ผู้ที่มาทานอาหารที่เหลาแห่งนี้เท่านั้น
"นายหญิงคนผู้นี้เป็คนดียิ่งเ้าค่ะ"
ยังมิทันที่นางจะปฏิเสธไป เสียงขอจูเชวี่ยก็ดังขึ้น ราวกับอยากให้นางผูกมิตรกับคนผู้นี้ไว้
" ว่าง "
เฟิ่งเซียนตอบออกไป นางนั้นไม่ได้แม้แต่รอบมองสีหน้าของคนตรงข้าม
ชายหนุ่มลอบมองใบหน้าหญิงสาวอยู่บ่อยครั้ง ปกติโต๊ะของตนและสหาย ไม่เคยมีสักครั้งที่จะเห็นผู้อื่นมานั่งเช่นนี้
ไม่ใช่ว่าไม่พอใจ แต่เพียงแค่ใเท่านั้น อีกอย่างคงไม่พ้นความงามของนางที่ดึงดูดเขาแน่ ความงามที่งดงามราวกับเทพเซียนลงมาจุติ กลิ่นอายที่น่าเกรงขาม ชั่งเป็สตรีที่น่าสนใจเสียจริง
ตัวชายหนุ่มไม่ได้มีความคิดชั่วร้ายอันใด เพียงแต่แค่ชื่นชมในตัวหญิงสาว นางนั้นคงไม่ใช่คนธรรมดาเป็แน่
"การได้พบเจอกัน ถือว่าได้มีวาสนา ไม่ทราบว่าแม่นางมีนามว่าอันใดหรือ"
บนโลกที่มีคนอยู่มากมายเช่นนี้ เมื่อมีวาสนาได้พบเจอ หากได้ผูกมิตรกันย่อมเป็เื่ดีมิใช่หรือ
"ตัวข้ามีนามว่าเฟิ่งเซียน" หญิงสาวหันหน้ามาตอบสั้นๆ เพียงเท่านั้น ก่อนจะมองสำรวจคนตรงหน้า
"ข้าฉีิเซียน ชั่งบังเอิญโดยแท้ ที่ชื่อท้ายของเรานั้นเหมือนกันเช่นนี้ นับว่าเป็วาสนา"
ฉีิเซียนยกจอกชาคล้ายจะยกคารวะนาง เฟิ่งเซียนจึงยกจอกชาคารวะอีกคนตอบเช่นกัน
หลังจากคารวะกันเสร็จเฟิ่งเซียนก็ฉุกคิดขึ้นมา แซ่ฉีเช่นนั้นหรือ ไม่ใช่ชื่อของราชวงค์แคว้นฉีหรืออย่างไร
เฟิ่งเซียนนั้นไม่ได้ใอันใดมาก เพียงแค่สงสัยเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากที่ตรวจสอบพลังดูนางก็รู้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือผู้ใด
วันก่อนนั้นแม้นางจะนึกสนใจเขาอยู่บ้างแต่ไม่แม้แต่มองหน้าตาเขา ฟังเพียงชื่อแซ่และระดับพลังที่ได้ยินผ่านหูมาเท่านั้น
"ท่านคงเป็องค์ชายใหญ่กระมัง"
องค์ชายใหญ่ฉีิเซียน ยิ้มออกมาเล็กน้อย ตนนั้นถูกใจกริยาท่าทางของคนผู้นี้นัก แม้รู้ว่าเขาเป็ถึงองค์ชายใหญ่ แต่ก็ไม่มีทีท่าประจบประแจงเลยแม้แต่น้อย
"ท่านทราบด้วยหรือ จากที่ดูแล้วท่านคงไม่ใช่คนในเมืองหลวงแน่"
นี่เขาเห็นนางโง่หรืออย่างไร ชื่อเขาก็ฟังอยู่ทนโท่ หากนางไม่รู้สิถึงจะแปลก เฟิ่งเซียนที่ตอนนี้เอือมระอา ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ทำให้องค์ชายใหญ่ตรงหน้าที่มองมาอดยิ้มเอ็นดูเสียไม่ได้
หลังจากนั่งคุยกันไปอยู่สักพักก็ได้พูดคุยกับไปหลายต่อหลายเื่ โดยส่วนมากจะเป็เื่ขององค์ชายใหญ่ผู้นี้เสียซะแปดส่วน เมื่อพูดคุยกันนางก็รู้ทันทีว่าเหตุใดจูเชวี่ยถึงอยากให้นางผูกมิตรเอาไว้
บุรุษผู้นี้ถือว่าเป็คนดีทีเดียว เป็คนดีโดยเนื้อแท้ ทั้งที่สามารถหยิ่งผยองก็ได้ ใช้อำนาจก็ได้แต่ไม่เคยคิดจะทำสักครั้ง ความร้ายกาจของวังหลวงไม่สามารถย้อมให้ผ้าขาวผืนนี้แปลเปลี่ยนเป็สีดำได้
สิ่งที่นางชอบคงเป็ความคิดของเขา ความคิดที่มุ่งไปเพื่อประโยชน์ของราษฎรของเขานั้น หากได้เป็ฮ่องเต้ของแคว้น ย่อมนำพาความสงบสุขและมั่นคงมั่งคั่งมาสู่แคว้นอย่างไม่ต้องสงสัย
เฟิ่งเซียนที่แต่เดิมไม่เคยคิดจะสนใจเื่ของคนอื่นนอกจากคนในสำนักเพลิงบุปผาแล้ว ก็อดแปลกใจที่คนผู้นี้สามารถทำให้นางเอ่ยชมขึ้นมาได้
ในตอนนี้เฟิ่งเซียนมีความรู้สึกดีๆ ให้คนผู้นี้อยู่บ้าง ความรู้สึกนี้ไม่ได้ไปในเชิงชู้สาว แต่เป็สิ่งที่มิตรสหายผู้หนึ่งพึงมี
หลังจากคุยกันได้สักพักทั้งสองก็ตั้งใจจะแยกกันไป
"ข้าถูกใจเ้ายิ่งนัก หากข้าอยากให้เ้ามาเป็มิตรสหายไม่ทราบว่าจะรังเกียจหรือไม่"
เสียงขององค์ชายใหญ่เอ่ยขึ้น
หากได้เป็มิตรที่ดีต่อต่อกัน วันข้างหน้าย่อมเกิดแต่ผลดี
"ได้อย่างแน่นอน "
เฟิ่งเซียนตอบออกไป ตนไม่ได้รู้สึกแย่กับชายผู้นี้ หากจะเป็สหายก็ไม่ได้เสียหายอันใด
ขณะที่เฟิ่งเซียนกำลังจะจ่ายเงินอยู่นั้น ก็เป็เสียงของชายหนุ่มที่ดังขึ้น มื้อนี้ชายหนุ่มจะเป็คนจ่ายทั้งหมด เพราะเสียอย่างไรเขากับนางก็เป็สหายกันแล้ว ถือเป็การฉลองไปในตัวเลยแล้วกัน
หลังจากกลับมาจากเหลาอาหารเฟิ่งเซียนก็ไม่ได้ไปที่ใดต่อ วันนี้ไม่แม้แต่พบเจอกับบรรดาพี่น้องร่วมบิดานางด้วยซ้ำ
ช่างเถิดอย่างไรนางก็ไม่คิดจะแยแสคนเหล่านี้อยู่แล้ว
*****