่เวลาพลบค่ำ แม่ทัพหวางชุนเทียนเดินไปที่ห้องตำราคิดแค่ว่าจะตรวจสอบความคืบหน้าของงานที่มอบหมายให้เหม่ยหลินเท่านั้น จริงๆแล้วการจัดเก็บตำราให้เรียบร้อยเป็หมวดหมู่ก็ไม่ใช่เื่เร่งด่วนอะไรนักแต่จุดประสงค์หลักคือ้าให้หญิงสาวอยู่แต่ในห้องตำราตลอดทั้งวันเพื่อเป็ข้ออ้างว่านางติดธุระไม่มีเวลาไปต้อนรับเหอไป่เฉิน
เมื่อกวาดสายตามองไปทั่วห้องตำราก็ไม่เห็นว่ามีใครร่างสูงของแม่ทัพหนุ่มกำลังจะหันหลังออกไปอยู่แล้วแต่พลันหางตาเหลือบเห็นผ้าชายกระโปรงสีฟ้าอ่อนโผล่อยู่ด้านหลังชั้นวางตำราด้านในสุด
ชายหนุ่มสาวเท้าเดินตรงไปยังตำแหน่งเป้าหมายเขาหลุบตามองเบื้องล่างจึงได้เห็นร่างเ้าของชายกระโปรงที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ที่พื้นมีตำราหลายม้วนวางอยู่ข้างกาย บางส่วนถูกใช้เป็หมอนหนุนศีรษะหวางชุนเทียนส่ายหน้าเบาๆ อมยิ้มขบขัน ก่อนที่จะย่อตัวคุกเข่าลงอยู่ข้างกายหญิงสาวมองร่างบอบบางด้วยสายตาอ่อนโยน ชายหนุ่มเอื้อมมือเกลี่ยไรผมที่ตกลงมาข้างแก้มอย่างนุ่มนวล
จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าดังเป็จังหวะสม่ำเสมอของใครบางคนตรงเข้ามายังห้องตำรา
“ท่านแม่ทัพ” จูผิงสาวใช้เอ่ยเรียกทันทีที่เห็นผู้เป็เ้านายใหญ่ของจวนอยู่ภายในห้องนางเพิ่งกลับมาจากห้องครัวเพื่อตระเตรียมของว่างนำมาให้แก่เหม่ยหลินได้รับประทาน
“ชู่ว์” หวางชุนเทียนยกนิ้วชี้แตะที่ปากเป็สัญญาณเตือนให้อีกฝ่ายเงียบเสียงเขาเห็นจานของว่างในมือของจูผิงจึงเข้าใจว่าเหม่ยหลินอาจยังไม่ได้รับอาหารเย็นจึงเป็ฝ่ายลุกขึ้นเดินเข้าไปถาม
“คุณหนูรับอาหารเย็นไปเพียงเล็กน้อยเ้าค่ะข้าจึงไปเตรียมของว่างมาให้แต่ไม่คิดว่าคุณหนูจะหลับไปแล้ว คงเพราะเหนื่อยล้ามาทั้งวันเ้าค่ะ”
ทั้งสองคุยกันเสียงเบาด้วยไม่อยากรบกวนการนอนหลับสนิทของหญิงสาว
“ข้าจะพาคุณหนูกลับห้องเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”สาวใช้ทำท่าจะเดินเข้าไปปลุกเหม่ยหลิน
“ไม่ต้องปลุกนาง เดี๋ยวข้าจะพาเหม่ยหลินเ้ากลับห้องเองวันนี้เ้ากลับไปได้แล้ว”
“ท่านแม่ทัพจะพาคุณหนูกลับห้องนอนหรือเ้าคะ?ตอนนี้ก็มืดค่ำแล้ว...ข้าเกรงว่าจะไม่เหมาะ”
แม้ว่าคุณหนูคนสวยจะเป็คู่หมายของแม่ทัพหวางก็ตามแต่ก็ถือว่ายังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานเพื่อรับตำแหน่งฮูหยินอย่างเป็ทางการ สาวใช้จึงคิดเพียงว่าไม่ควรปล่อยให้ทั้งสองอยู่ในห้องนอนด้วยกันยามราตรีอีกทั้งนางรู้นิสัยของเหม่ยหลินดีว่าค่อนข้างระวังตัวเป็อย่างมากที่จะไม่ทำให้ตนเองถูกติฉินนินทาจึงมักเรียกให้สาวใช้ใกล้ตัวเช่นจูผิงอยู่ข้างกายเกือบตลอดเวลา
“เ้ากลัวอะไร? หรือเ้าคิดว่าข้าจะทำอะไรคุณหนูของเ้างั้นหรือ” น้ำเสียงดังขึ้นเหมือนถูกขัดใจ
“หะ...หามิได้เ้าค่ะ” จูผิงรีบพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
ภายในจวนแห่งนี้มีสิ่งใดที่ผู้เป็เ้าของจวนเยี่ยงแม่ทัพหวางไม่มีสิทธิ์กระทำเช่นนั้นหรือคิดได้ดังนั้นสาวใช้ไม่รีรอย่อตัวคำนับแล้วหันหลังเดินออกไปทันที
ส่วนหญิงสาวที่นอนหลับนิ่งไม่ไหวติงอยู่ด้านหลังชั้นวางคงไม่มีทางรู้ว่ามีคนกำลังคิดจะพาเธอกลับห้องนอนร่างบางถูกอ้อมแขนแข็งแรงช้อนอุ้มลอยขึ้นจากพื้นอย่างระมัดระวังก่อนที่จะก้าวออกจากห้องตำรา
สิ่งที่หวางชุนเทียนปฏิบัติต่อเหม่ยหลินนั้นเป็สิ่งที่คนในจวนไม่เคยเห็นเขาปฏิบัติเช่นนี้กับหญิงสาวผู้ใดมาก่อน ครั้นเมื่อแม่ทัพหนุ่มเดินผ่าน ทั้งทหารเวรยามทั้งบ่าวรับใช้ชายหญิงที่ทำหน้าที่ในเวลานั้นต่างก็พากันก้มหน้าโดยอัตโนมัติ
ทั้งที่ระยะทางจากห้องตำราและห้องนอนของหญิงสาวก็อยู่ไกลกันพอสมควรแต่ชายหนุ่มที่อุ้มพาร่างบางเข้าสู่ห้องนอนกลับไม่มีทีท่าเหนื่อยอ่อนเลยแม่ทัพหนุ่มวางร่างอรชนลงบนเตียงนอนอย่างเบามือที่สุดและหยิบผ้าห่มคลุมไว้จนถึงหัวไหล่บอบบาง
ใบหน้าหวานล้ำยามหลับเหมือนเด็กของเหม่ยหลินน่ามองเสียจนหวางชุนเทียนไม่อาจละสายตาได้คิดไม่ถึงเลยว่าสาวน้อยขี้เซาผู้นี้จะมีอิทธิพลต่อใจของเขาอย่างไม่น่าเชื่อชายหนุ่มจ้องมองแพขนตางอนเรียงตัวอยู่เหนือแก้มบางใสก่อนที่จะผ่อนลมหายใจยาว รอยยิ้มละมุนปรากฏที่มุมปาก
"ฝันดีนะ เหม่ยหลิน"
จบประโยคที่อยากพูดพลันก้มลงประทับจูบแ่เบาบนหน้าผากมนของหญิงสาว
ในขณะนั้น กัวเสี่ยนหรงที่เดินถือสัมภาระของแม่ทัพหวางสวนทางเข้ากับจูผิงพอดีสาวใช้หน้ามนเห็นนายกองหนุ่มแล้วเผลอยิ้มดีใจ
“นายกองกัว ยังไม่เสร็จงานหรือเ้าคะ” จูผิงเป็ฝ่ายเอ่ยทักทายก่อน
“อ่อ เ้าเองหรือ ข้านำของมาส่งให้แก่ท่านแม่ทัพอีกเดี๋ยวก็จะกลับแล้ว” กัวเสี่ยนหรงเห็นหน้าจูผิงแล้วจำได้จึงทักทายกลับตามมารยาทครั้นสายตาเหลือบเห็นจานขนมในมือของสาวใช้ เขาก็กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
“ท่านกินข้าวเย็นหรือยังเ้าคะ” สาวใช้แอบสังเกตเห็นอาการของเขาจึงลองถามดู
“เอ่อ ข้าไม่หิว” ทำท่าจะก้าวจากไป แต่ยังไม่ทันพูดขาดคำ พลันเกิดเสียงท้องร้องดัง ‘จ๊อกๆ’ เป็ระยะ ทำให้จูผิงหันกลับมามองอย่างสนใจ นางรีบก้มหน้าลอบยิ้มเพราะไม่อยากให้นายกองหนุ่มต้องอับอายเหตุเพราะคำพูดสวนทางกับอาการนายกองหนุ่มเองก็ทำหน้าไม่ถูก ตอนนี้กลายเป็ว่าเขาที่ต้องหลบสายตาสาวใช้ผู้นี้เสียเอง
“ขนมจานนี้ข้าเตรียมไว้ให้คุณหนูเหม่ยหลินก็จริงแต่ตอนนี้นางหลับไปแล้ว นายกองกัวรับไปเถิด”จูผิงยื่นจานขนมให้อย่างเต็มใจ แต่กัวเสี่ยนหรงตอบปฏิเสธเพราะเกรงใจไม่กล้ารับทั้งที่รู้สึกว่าขนมในจานนี้ช่างน่ากินนัก
“รับไปเถิดเ้าค่ะขนมอร่อยเช่นนี้หากินยากมาก” พูดแล้วก็ยัดเยียดใส่มือข้างที่ว่างอยู่ของกัวเสี่ยนหรง
ครั้นจูผิงจะหันเดินต่อไปตามทางแต่นายกองหนุ่มเอ่ยปากเรียกชื่อนางจนต้องหยุดชะงัก “เดี๋ยวก่อนจูผิง”
“มีอะไรหรือเ้าคะ” จูผิงหันมองตามเสียงเรียก
“เ้าบอกว่าขนมจานนี้อร่อยและหากินยากก็มากินด้วยกันก่อนสิ” เขายกจานขนมชูขึ้นกล่าวเชิญชวนหญิงสาวด้วยน้ำเสียงจริงใจ
จูผิงรู้สึกปลื้มจนตัวลอยไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดชายหนุ่มที่ตนเองเฝ้ามองนางรับปากทันทีแล้วเดินไปพร้อมกัน
ภายใต้ชายคาของศาลาริมสระน้ำชายหนุ่มและหญิงสาวต่างใช้่เวลาที่ได้กินขนมจานเดียวกัน ถือโอกาสพูดคุยกันอย่างถูกคอต้องขอบคุณเ้านายของทั้งสองที่ไม่เรียกใช้งานในยามนี้
เช้าวันต่อมา จูผิงเข้าไปรับใช้เหม่ยหลินตามปกตินายหญิงของนางที่เพิ่งตื่นทำหน้างัวเงียแปลกใจอยู่พักหนึ่งแล้วก็ถามคำถามที่จูผิงเตรียมคำตอบไว้อยู่แล้ว
“อะไรนะ! ท่านแม่ทัพเป็คนพาข้ามาที่ห้องนอนงั้นหรือแล้วทำไมเ้าไม่ปลุกข้าเล่า”
เหม่ยหลินใหลังจากที่รู้เื่ราวจากจูผิง หญิงสาวจำได้เพียงว่าเมื่อคืนนั่งอยู่ในห้องตำราและคิดจะงีบหลับสักครู่แต่สรุปว่าหลับยาวมาจนถึงเช้า พอตื่นมากลับย้ายร่างมาอยู่ในห้องนอนได้อย่างไร
“ท่านแม่ทัพห้ามไว้เ้าค่ะเห็นว่าคุณหนูหลับสนิทก็เลย...ก็เลยอุ้มคุณหนูกลับห้อง…” สาวใช้หัวเราะคิกๆบิดตัวไปมาเขินอายราวว่าผู้ที่ถูกอุ้มเป็ตัวเองเหม่ยหลินนึกภาพตามที่ได้ยิน ใบหน้าของหญิงสาวก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
“หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้เลย เ้ามีความผิดอยู่นะปล่อยให้ท่านแม่ทัพอุ้มพาข้าเข้ามาถึงห้องนอนได้อย่างไร” เธอหันไปเอ็ดใส่สาวใช้อย่างขัดเคืองใจ
“คุณหนูอย่าคิดมากสิเ้าคะก่อนหน้านี้คุณหนูก็ถูกท่านแม่ทัพอุ้มมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ก็เหมือนกันนั่นแหล่ะเ้าค่ะ” พูดพลางเดินไปที่ชั้นวางผ้าเพื่อตระเตรียมเสื้อผ้าสำหรับนายหญิง
“โธ่เอ๊ย...มันเหมือนกันซะที่ไหนล่ะครั้งนั้นเป็เพราะข้าาเ็ที่ขา ครั้งนี้มันไม่ใช่สักหน่อย”
หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างขัดใจหมั่นไส้สาวใช้ตัวดีที่เอาแต่เข้าข้างแม่ทัพหวางถึงอย่างนั้นก็ยอมลุกขึ้นยืนเตรียมเปลี่ยนชุดแต่โดยดี
“เอ๊ะ! ผ้าเช็ดหน้าของคุณหนูหายไปไหนผืนหนึ่ง” จูผิงหันไปควานหาผ้าเช็ดหน้าที่มีลายปักชื่อที่วางเรียงไว้ในตะกร้าหวาย พอยกขึ้นมานับแล้วปรากฏว่ามีไม่ครบจำนวนผ้าเช็ดหน้าเหล่านี้จูผิงจะเก็บถนอมไว้อย่างดีเพราะเป็ฝีมือลายปักสวยงามที่คุณหนูเหม่ยหลินทำไว้ไม่มีขายที่ไหน
“หาไม่เจอก็ไม่เป็ไรหรอกเดี๋ยวข้าทำขึ้นใหม่ก็ได้”
“น่าเสียดายมากเ้าค่ะฝีมือลายปักของคุณหนูไม่เหมือนผู้ใดในเมืองหลวงนี้เลยเ้าค่ะ ลายปักตัวอักษรชื่อแลดูพิลึกก็จริงแต่กลับน่าสนใจข้าเองอยากจะมีฝีมือปักผ้าอย่างคุณหนูเอาไว้ปักชื่อให้...”พูดแล้วทำท่าเอียงอาย
“เ้าอยากปักชื่อของใครล่ะข้าจะสอนให้” เหม่ยหลินถือว่าการออกแบบตัวอักษรจีนให้มีหลายรูปแบบถือเป็ศิลปะอย่างหนึ่งเธอจึงทำลายปักตัวอักษรจีนแบบกลมมนให้ดูน่ารักมากกว่าการตวัดเส้นให้คมแบบตัวบรรจง
จูผิงดีใจที่คุณหนูคนสวยจะช่วยสอนปักชื่อลงบนผ้านางรีบหยิบกระดาษที่พับเก็บไว้ออกมา แล้วยื่นกระดาษนั้นให้แก่เหม่ยหลิน“ชื่อนี้เ้าค่ะ”
“กัวเสี่ยนหรง...ใช่นางกองกัวคนสนิทของท่านแม่ทัพหรือเปล่า”เหม่ยหลินอ่านชื่อในกระดาษแล้วทำตาโตหันไปย้อนถามสาวใช้อมยิ้มพยักหน้าหงึกๆ ตอบว่าใช่
“อะไรกันเนี่ย! นี่ข้าตกข่าวได้ไง เ้ากับนายกองกัวเป็แฟนกันงั้นรึ”
“ปะ...เป็แฟน คืออะไรเ้าคะ” เมื่อฟังไม่ถนัดนักจึงเอ่ยถาม
“ก็มีใจให้กันไง ใช่มั้ย! ที่บ้านเกิดของข้าเรียกว่าแฟน”
“ยัง...ยังเ้าค่ะยังไม่ได้เป็แฟนกัน ข้ามีใจให้นางกองกัวเพียงฝ่ายเดียว” สาวใช้หน้ามนรีบส่ายหน้าดิกทันทีที่รู้ความหมายของคำว่า‘แฟน’
“จริงหรือ...ว่าแต่นายกองกัวเคยชวนเ้าไปเดทหรือยัง”เหม่ยหลินทำหน้าทะเล้นพูดหยอกเหย้า
“เดท! เดทคืออะไรอีกเ้าคะ”
“ก็ชวนไปกินข้าวด้วยกันไปเที่ยวด้วยกันสองต่อสองไง”
“ชวนกินข้าว...สองต่อสอง...”จูผิงนั่งนึกสักครู่
“ถ้านั่งกินขนมสองต่อสองก็ถือว่าไปเดทได้หรือไม่เ้าคะเมื่อคืนนายกองกัวมีน้ำใจชวนข้านั่งกินขนมด้วยกัน”
“ใช่ๆ ชวนกินขนมกันสองคนแสดงว่านายกองกัวต้องมีใจกับเ้าแน่เลย”พูดพลางชี้นิ้วกระดิกขึ้นลงไปมาแสดงความเห็น
“ถ้ากินข้าวกันสองต่อสองเรียกว่าเดท...ถ้าเช่นนั้นคุณหนูกับท่านแม่ทัพก็เดทกันทุกวันน่ะสิเ้าคะอยู่กันสองต่อสองก็ตั้งหลายครั้งอย่างเช่นวันที่ขี่ม้าไปเที่ยวนอกเมือง...แล้วก็เมื่อคืนนี้...อย่างนี้เรียกว่า‘แฟน’ได้แล้วสิเ้าคะ” จูผิงจำทุกเื่ราวระหว่างท่านแม่ทัพกับเหม่ยหลินได้ดีคำพูดของสาวใช้ทำให้คุณหนูแสนสวยพลันนึกถึงแววตาคู่คมของชายหนุ่มเวลาที่จ้องมองเธอ
“หยุดพูดได้หรือยัง รู้มากจริงนะเ้า”เหม่ยหลินเอามือปิดปากสาวใช้ไว้อย่างหลวมๆแก้เขิน
ในขณะที่ทั้งสองสาวยังคุยเล่นกันอยู่ในห้องส่วนตัวพลันสาวใช้ประจำจวนเดินมาเคาะเรียก
“คุณหนูเหม่ยหลินท่านแม่ทัพรอรับประทานอาหารเช้าพร้อมคุณหนูที่ศาลาริมสระน้ำ รีบหน่อยเ้าค่ะ” เสียงใสที่หน้าประตูห้องทำให้หญิงสาวที่อยู่ในห้องต้องหยุดฟัง
“นั่นไงท่านแม่ทัพชวนคุณหนูไปเดท ถูกต้องหรือไม่เ้าคะ” ว่าแล้วจูผิงก็หัวเราะคิก
“จูผิง! เจ้านี่ร้ายนักนะ” หญิงสาวถลึงตาใส่ ทั้งเขินทั้งเคืองที่ถูกสาวใช้ย้อนถามยังไม่ทันได้ต่อว่ากลับก็ถูกดันหลังให้รีบแต่งกายสวยงามเพื่อจะได้รีบออกไปศาลาริมสระน้ำตามคำสั่งแม่ทัพเจ้าของจวน