เมื่อแอบส่องคุณชายสืออยู่นานไป๋ฉิงเหวินจึงหันมาหาเพื่อนร่วมโต๊ะ
“เห็นทีเราต้องเริ่มจากการสืบสอบพฤติกรรมของคุณชายสือกับคุณชายถานให้ชัดเจนเสียก่อนเนื่องจากพวกเขาเป็นผู้มีชื่อเสียงในเมืองจิน หากไม่มีข้อสงสัยใดๆแล้วเราค่อยขยับไปยังรายชื่ออื่นๆ”
จู้หย่งปังพยักหน้า“คุณชายสือมักจะมาร้านข้าบ่อยๆ แต่ว่าคุณชายถานเป็นบุรุษเจ้าสำอางมักจะไปที่ภัตตาคารมู่กงมากกว่ายามนี้ข้ารู้มาว่าที่นั่นตกเป็นของ องค์หญิงจินเฟิ่งไปแล้วแต่ข้าพอจะรู้จักคนผู้หนึ่งที่ทำงานอยู่ในนั้นขอไปติดต่อเขาก่อน”
ไป๋ฉิงเหวินกับเหลียงเจินซินมองคุณชายจู้ด้วยสายตาชื่นชมนับว่าคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ชวนคนผู้นี้เข้ามาร่วมสำนักนักสืบด้วย
“ตกลงเจ้าสำนักท่านคิดว่าพวกเราควรจะชื่อสำนักใดดี?”
เหลียงเจินซินชะงักไปเล็กน้อยมัวแต่ห่วงการสืบคดีและนึกอยากจะเห็นคุณหนูสือว่าที่คู่หมายของท่านอ๋องใหญ่จนลืมคิดชื่อสำนัก
“เสี่ยวเหวินเจ้าว่าอย่างไร?”
“เปี่ยนฝู”
“หือ....เจ้าแน่ใจหรือ?”
“ชื่อนี้ล่ะเหมาะกับงานของเราในฐานะเป็นนักสืบพวกเราทำงานลึกลับและต้องซุ่มซ่อนตนรอคอยเหมือนค้างคาว”
จู้หย่งปังได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วย“ข้าจะเป็นผู้วาดสัญลักษณ์สำนักขึ้นมาเองที่ตั้งของสำนักก็ให้เป็นที่ร้านน้ำชาของข้า ช่างเหมาะสมยิ่งนัก แต่เดิมร้านน้ำชามวลมิตรล้วนเป็นแหล่งรวมข่าวซุบซิบนินทาทั่วทุกสารทิศอยู่แล้วต่อไปข้าจะทำหนังสือข่าวจึงมาจำหน่ายด้วย” ความคิดของจู้หย่งปังเริ่มบรรเจิดเขารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสนุกและน่าหลงใหลยิ่งกว่าการไปเป็นขุนนางเสียอีก
“ดีๆข้าเห็นด้วยเช่นนั้นพวกเราก็เริ่มดำเนินการได้”
“ในฐานะที่ข้าเป็นผู้คุมกฎข้าก็เริ่มจากการรับสมัครสมาชิกเข้าสำนักก่อนก็แล้วกัน”
เหลียงเจินซินหันไปมองหน้าญาติผู้พี่“เสี่ยวเหวินชื่อของเราสองคนควรถูกปิดเป็นความลับนะ เจ้าเห็นด้วยหรือไม่?”
“อืม....เช่นนั้นให้ทุกอย่างดำเนินไปในนามของจู้หย่งปัง”ไป๋ฉิงเหวินหันไปจ้องคุณชายเจ้าของโรงน้ำชา“ให้เจ้าบอกทุกคนว่าเจ้าของเจ้าสำนักเปี่ยนฝูก็แล้วกันพวกข้าสองคนมีความจำเป็นที่ไม่อาจเปิดตัวได้”
จู้หย่งปังคิดหารายชื่อผู้ที่เหมาะจะสมาชิกสำนักในทันทีโดยรายชื่อสมาชิกจะถูกปิดเป็นความลับเพราะการหาข่าวต่อไปจะต้องทำอย่างรอบคอบรัดกุม
“ไม่ต้องห่วงข้าเกิดและเติบโตในเมืองหลวงรู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา รู้ไปถึงบรรพบุรุษของพวกเขาด้วยข้าย่อมจะคัดเลือกผู้ที่มาเป็นสมาชิกได้อย่างดี เอาไว้จัดการเรียบร้อยแล้วจะเอารายชื่อไว้ให้พวกเจ้าดู”
“คุณชายสือกำลังจะออกจากร้านเจ้าแล้วพวกข้าต้องรีบตามไปก่อน ทางนี้ฝากเจ้าจัดการด้วยก็แล้วกัน”
จู้หย่งปังยิ้มกว้างผงกศีรษะรับคำแค่ตนเองได้ชื่อว่าเป็นเจ้าสำนักข่าวและนักสืบเปี่ยนฝูก็ปลาบปลื้มมากพอแล้วชีวิตที่ผ่านมาท่านพ่อเอาแต่ผลักดันให้เขาไปเป็นขุนนางเพื่อหวังที่จะให้มีเกียรติยศประดับตระกูลหรือไม่ก็รับช่วงกิจการร้านน้ำชามวลมิตรโดยการเปิดสาขาสองอีกฟากเมืองเขายังไม่รู้ว่าตนเองต้องการทำสิ่งใดกันแน่จึงได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้เรื่อยมาครั้งนี้ที่ได้ร่วมมือกับมือปราบไป๋และนักสืบซินทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตมีเรื่องน่าสนุกและตื่นเต้นรออยู่แล้ว“พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”
จู้หย่งปังเป็นบัณฑิตที่มีความสามารถผู้หนึ่งเขาเคยไปร่ำเรียนวิชามาจากหลายที่เพราะฐานะของคหบดีจู้ทำให้รู้จักกับขุนนางชั้นสูงและคหบดีผู้อื่นในเมืองหลวงเป็นอย่างดีส่วนความซุกซนของเขานั้นมีเพียงคนในตระกูลที่รู้และปวดหัวมาโดยตลอดมิใช่เพราะสิ่งที่เขาทำคนในครอบครัวช่วยกันปกปิดไว้ได้แต่ความเสียหายที่เขาเคยทำมายังมิเคยมีคนจับได้ต่างหากบัดนี้จู้หย่งปังได้พบเพื่อนร่วมอุดมการณ์แล้ว!
คุณชายจู้ฝากร้านไว้กับหลงจู้ที่เป็นผู้ช่วยเก่าแก่ของบิดาแล้วออกไปยังภัตตาคารมู่กงในทันทีเขาต้องไปตามสหายรักสักหน่อยแล้ว เรื่องสนุกที่พวกเขาเคยทำครั้งนี้จะกลายเป็นงานที่จริงจังและเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองเสียที
“เหรินจีออกไปข้างนอกกับข้าสักประเดี๋ยวสิ” จู้หย่งปังโผล่หน้ามาทางหน้าต่างห้องครัวทำเอาชายหนุ่มที่ยืนกำกับการลำเลียงอาหารอยู่ข้างในต้องรีบเดินออกมาโดยไว
“เจ้าไม่ต้องดูแลโรงน้ำชาหรือไร?ถึงได้มีเวลามาตามป่วนข้าถึงที่นี่” ปากก็บ่นเท้าก็ก้าวออกมาพบสหายรัก
“หึๆถ้าไม่มีเรื่องดีจริงๆ ข้าไม่ออกมาหาเจ้าถึงนี่หรอก”
“แสดงว่าเจ้าได้เจอเรื่องสนุกล่ะสินะ”
จู้หย่งปังยักคิ้วหลิ่วตาเป็นการยืนยัน“คราวนี้เราจะมีเรื่องสนุกให้ทำมากกว่าเดิม ซ้ำยังได้เงินอีกด้วยคราวนี้เจ้ากับข้าไม่กลัวว่าท่านพ่อท่านแม่จะดุด่าว่าเหลวไหลแล้ว”
ซ่งเหรินจียิ้มกว้าง“อืม...ดีพอที่จะข้าจะลาออกจากที่นี่หรือไม่? เบื่อจะแย่แล้ว วันๆ ก็ทำบัญชีลำเลียงอาหาร สำรวจยอดขาย”
ซ่งเหรินจีถูกพี่ชายผู้เป็นองครักษ์บังคับให้มาเป็นผู้ช่วยหลงจู้ภัตตาคารมู่กงมาตั้งแต่ปีที่แล้วหลังจากที่เขาสอบซิ่วไฉซึ่งเป็นการสอบบัณฑิตระดับเมืองผ่านแล้วแต่กลับไม่ยอมเข้าสอบจวี่เหรินหรือการสอบบัณฑิตระดับภูมิภาคจึงถูกท่านพ่อที่โมโห สุดขีดสั่งให้ไปทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเอง ความฝันของบิดาของซ่งเหรินจีคืออยากมีบุตรชายเป็นขุนนางใหญ่สักคน เขาถูกร่ำเรียนอย่างคร่ำเคร่งเพื่อหวังให้คว้าตำแหน่งจอหงวนซึ่งหมายถึงเขาต้องสอบได้เป็นบัณฑิตอันดับหนึ่งของแคว้น
แม้จะสอบผ่านซิ่วไฉแล้วบิดาก็ยังมิได้ยินดีนักยังคงย้ำนักย้ำหนาว่าเขาควรจะสอบผ่านขั้นที่สองคือการสอบจวี่เหรินไปได้โดยง่ายแต่เมื่อเขาพลาดการเข้าสอบครั้งนั้นบิดาก็มิให้โอกาสได้อยู่ในจวนอีกแม้แต่คืนเดียวเขาต้องหอบเอาห่อผ้าติดตามพี่ชายออกมาตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดินดีที่พี่ชายของเขาซื้อเรือนขนาดกลางไว้หลังหนึ่งเพราะคิดจะออกเรือนทั้งๆที่ยังไม่มีสตรีที่หมายใจแม้สักคน
พี่ชายผู้ร้ายกาจซึ่งเป็นองครักษ์อยู่ในวังหลวงส่งเขามาทำงานที่ภัตตาคารโดยให้เขาพักอยู่ที่เรือนนั้นซึ่งผู้ดูแลเป็นสามีภรรยาวัยกลางคนที่ขยันขันแข็ง เขาจึงไม่ต้องทำอาหารและซักเสื้อผ้าเองแต่ก็การต้องหาเงินเลี้ยงชีพก็ลำบากมิใช่น้อย หาก ซ่งเหรินจีอยากจะมีชีวิตสุขสบายเช่นเดิมก็ต้องรอสอบในปีหน้าให้สำเร็จ
จู้หย่งปังไม่รอช้ารีบเล่าการก่อตั้งสำนักเปี่ยนฝูให้สหายรักได้รับรู้
“โอว....นี่ย่อมเป็นโอกาสดีของเจ้ากับข้าโดยแท้”ซ่งเหรินจีอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น
“นี่ล่ะที่เขากล่าวกันว่าตราบขุนเขายังเขียวไม่ต้องเกรงไร้ฟื้นเผาร่าง*”
“เดี๋ยวๆเจ้าไม่ต้องสุมไฟฝันให้ข้ามากนักบอกมาก่อนสิว่าเจ้าคิดจะตั้งสำนักการข่าวแล้วเจ้ามีความสามารถใดมาหาข่าวกันเล่า?”ซ่งเหรินจีไม่ค่อยวางใจในความฮึกเหิมของจู้หย่งปังนักพวกเขาทั้งสองพลาดการสอบครั้งก่อนก็เป็นเพราะความคิดไม่เหมือนผู้อื่นของจู้หย่งปังนี่ล่ะ!
“นอกจากข้าจะรู้เรื่องซุบซิบทุกเรื่องจากโรงน้ำชาแล้วความจริงข้ายังมียอดฝีมืออีกสองคนคอยช่วยเหลืออีกต่างหาก”เป็นเพราะซ่งเหรินจีกับเขาเรียกได้ว่าลุยน้ำลุยโคลนด้วยกันมาจู้หย่งปังจึงไม่อาจจะปกปิดความจริงเอาไว้ได้เขายอมเล่าความลับของนักสืบสองพี่น้องให้อีกฝ่ายฟัง
“มือปราบไป๋กับนักสืบซินงั้นหรือ?”
“เหลียงเจินซินผู้นี้ที่แท้เป็นน้องชายของตุลาการเหลียงตุลาการหนุ่มคนล่าสุดของกรมตุลาการอย่างไรเล่า?”
“โอว...ใช่ๆข้าเพิ่งได้ยินกลุ่มขุนนางเอ่ยชื่นชมความสามารถของตุลาการ เหลียงไปเมื่อวันก่อนบอกว่าเขาเก่งกาจยิ่งนัก”
“เช่นนั้นคุณชายน้อยเหลียงหรือนักสืบซินจึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นเจ้าสำนักเปี่ยนฝูของพวกเรามิใช่หรือ?”
***************

