อวิ๋นอู้ซานจวงตั้งอยู่บริเวณไหล่เขาแห่งเทือกเขาตงหลาน ในที่แจ้งมีขบวนทหารกล้าคอยเดินลาดตระเวนคุ้มกันอย่างแ่า ส่วนในที่ลับยังมียอดฝีมือแฝงกายโดยที่คนภายนอกไม่อาจล่วงรู้ อีกทั้งอวิ๋นอู้ซานจวงแห่งนี้ยังเป็ถึงคฤหาสน์ของเจิ้นตงอ๋อง ผู้ใดเล่าจะเบื่อหน่ายชีวิตจนกล้ามารุกราน
เบื้องหน้าประตูใหญ่ของอวิ๋นอู้ซานจวงมีสิงโตหินขนาดั์สองตัวตั้งตระหง่าน ขนาบด้วยนักรบสวมเกราะสีดำสองนายที่ยืนเฝ้าสองฝั่งประตู กวาดสายตามองจากภายนอก พวกเขายืนหยัดมั่นคงดุจต้นสนเดียวดาย ร่างกายกำยำแผ่ซ่านรังสีอำมหิตตามธรรมชาติ รังสีสังหารที่มีเพียงนักรบผู้กรำศึกผ่านสมรภูมิเืมาอย่างโชกโชนเท่านั้นจึงจะได้
"คารวะองค์ชายสาม!"
นักรบเกราะดำทั้งสองทรุดเข่าข้างหนึ่งลงทันทีพร้อมกล่าวอย่างนอบน้อม
ฉินอวี่ะโลงจากหลังเสืออย่างคล่องแคล่ว อินทรีดำบนไหล่ยังคงเกาะแน่นมั่นคงไม่ไหวติง ยามนี้ฉินอวี่ดูตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด เขาวิ่งปราดผ่านประตูใหญ่เข้าไปพร้อมส่งยิ้มกว้างให้นักรบเกราะดำทั้งสองพลางเอ่ยว่า "ท่านอาทั้งสอง รีบลุกขึ้นเถิด"
นักรบเกราะดำทั้งสองลุกขึ้นยืน มองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของฉินอวี่ที่วิ่งหายลับเข้าไปในตัวตึก แววตาแฝงความเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
"อิอิ พี่ใหญ่กับพี่รองต้องแช่น้ำพุร้อนอยู่แน่ๆ" ฉินอวี่ไม่ต้องเสียเวลาคิดไตร่ตรอง เขาวิ่งตรงดิ่งไปยังบ่อน้ำพุร้อนที่เรือนตะวันตกของอวิ๋นอู้ซานจวงทันที ปากก็พึมพำบ่นพึมพำ "ฮึๆ เ้าสองคนนี้ไม่ขออนุญาตเ้าของอวิ๋นอู้ซานจวงผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้า ก็บังอาจถือวิสาสะเข้ามาในเขตหวงห้ามน้ำพุร้อนตามใจชอบ..."
เพียงชั่วครู่ ฉินอวี่ก็วิ่งมาถึงเรือนตะวันตกของซานจวง
ฉินอวี่ยืนเท้าเอวพลางชี้กราด ถลึงตามองสองร่างที่แช่อยู่ในน้ำพุร้อนอย่างมาดมั่น "หยุดเดี๋ยวนี้นะ! พวกท่านช่างบังอาจนัก ไม่ได้รับอนุญาตจากเ้าของซานจวง ก็ลักลอบเข้ามาในเขตหวงห้ามน้ำพุร้อน อ๊ะ..."
ฉินอวี่ร้องอุทานได้เพียงคำเดียว ก็ถูกมือปริศนายื่นออกมาดึงอย่างแรง ส่งผลให้ร่างเล็กเสียหลักร่วงหล่นลงไปในน้ำพุร้อนทันที
"ข้ายังไม่ได้ถอดเสื้อผ้าเลยนะ!" สิ้นเสียงร้องประท้วงของฉินอวี่ ร่างก็จม "ตูม" ลงไปในน้ำพุร้อนจนน้ำแตกกระจาย อินทรีดำบนไหล่รีบกระพือปีกบินหนีขึ้นฟ้าอย่างจ้าละหวั่น โชคดีที่มันไม่ตกลงไปในน้ำด้วย ไม่เช่นนั้นอนาคตพญาอินทรีคงต้องกลายสภาพเป็ลูกไก่ตกน้ำไปเสียแล้ว
"ฮ่าๆ เสี่ยวอวี่ เ้ากล้าทำตัววางก้ามกับพี่รองพี่ใหญ่เชียวหรือ เกินไปแล้วนะ พี่รองกับพี่ใหญ่ของเ้าทำงานหนักแทบตายอยู่ทุกวัน เสี่ยวอวี่เ้ากลับได้เสวยสุขแช่น้ำพุร้อนที่นี่ทุกวี่วัน แถมยังเป็ถึงน้ำพุร้อนวิเศษของอวิ๋นอู้ซานจวงด้วย!" เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยอย่างไม่จริงจังนัก ลึกลงไปในดวงตากลับฉายแววขบขัน
"พรวด!"
ฉินอวี่พ่นน้ำออกจากปาก ร่างกายเปียกโชกไปทั้งตัว เขามองค้อนเด็กหนุ่มตรงหน้าจนแก้มป่อง
"พี่รอง เป็ท่านจริงๆ ด้วย ข้าก็ว่าแล้วต้องเป็ท่าน มีเพียงท่านเท่านั้นแหละที่จะดึงข้าลงน้ำ พี่ใหญ่เขาไม่ทำเื่เช่นนี้หรอก" ฉินอวี่ถอดเสื้อผ้าเปียกชื้นออกอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงกางเกงตัวในแช่อยู่ในน้ำพุร้อน มองค้อนพี่รองฉินเจิ้งของตนอย่างแง่งอน
ฉินเจิ้งในยามนี้เป็เพียงเด็กหนุ่มอายุสิบสองปี แต่ใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มที่เป็มิตรอยู่เสมอ การปฏิบัติต่อผู้คนมักทำให้รู้สึกอบอุ่นดุจสายลมในฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงยามอยู่ต่อหน้าพี่น้องร่วมอุทรเท่านั้น ฉินเจิ้งจึงจะเผยความขี้เล่นตามประสาเด็กหนุ่มออกมา
"เ้าว่าพี่ใหญ่? ฮ่าๆ ป่านนี้เขาคงจะหลับไปแล้วกระมัง" ฉินเจิ้งหัวเราะร่า
"น้องรอง เ้าคิดว่าพี่ใหญ่ของเ้าเป็หมูหรือไร หลับง่ายดายขนาดนั้นเชียว?" ชายหนุ่มท่าทางเ็าที่นอนหลับตาเงียบเชียบอยู่ริมสระอีกด้านค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาเอ่ยปรามฉินเจิ้งก่อนจะหันมายิ้มอ่อนโยนให้ฉินอวี่ "เสี่ยวอวี่ น้ำพุร้อนของอวิ๋นอู้ซานจวงนี้มีสรรพคุณวิเศษสมคำร่ำลือจริงๆ คราก่อนข้ามาแช่เพียงครั้งเดียว รอยแผลเป็บนตัวก็จางลงไปมาก หากได้แช่อีกสักหลายวัน เกรงว่าผิวพรรณข้าคงเนียนนุ่มเหมือนเ้าแน่"
นี่คือฉินเฟิง พี่ใหญ่ของฉินอวี่ ปีนี้อายุสิบหกปีแล้ว แต่เนื่องจากการฝึกฝนวิถีบู๊ รูปลักษณ์จึงดูเป็ผู้ใหญ่ราวกับคนอายุสิบแปดสิบเก้า ฉินเฟิงเป็บุคคลที่ฉินอวี่เทิดทูนบูชาเป็อย่างมาก ครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นกับตาว่าพี่ใหญ่ใช้หมัดเดียวต่อยตอไม้ขนาดเท่าขาคนจนแหลกละเอียด ภาพนั้นทำให้ฉินอวี่อิจฉาและประทับใจไม่ลืม
เมื่อได้ยินพี่ใหญ่กล่าวชมสรรพคุณของน้ำพุร้อน ฉินอวี่ก็ยืดอกเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า "แน่นอนอยู่แล้ว สรรพคุณวิเศษของน้ำพุร้อนอวิ๋นอู้ซานจวงยังต้องพูดถึงอีกหรือ ฮึ ไม่ดูเสียบ้างว่าเ้าของอวิ๋นอู้ซานจวงคือใคร? ก็คือน้องชายของพวกท่านคนนี้อย่างไรเล่า!"
"เ้าเด็กคนนี้!"
พี่ใหญ่ฉินเฟิงและพี่รองฉินเจิ้งต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน
ฉินอวี่ไม่ได้พบหน้าพี่ใหญ่พี่รองมานาน ทั้งสามจึงพากันหยอกล้อเล่นหัวอย่างสนุกสนาน ซึ่งฉินเฟิงและฉินเจิ้งก็ยอมผ่อนปรนให้ฉินอวี่เล็กน้อย ด้วยความที่น้องชายคนนี้กำพร้าแม่ั้แ่เล็ก พวกเขาจึงรักใคร่เอ็นดูและเป็ห่วงเป็ใยมากเป็พิเศษ
หลังจากเล่นกันอยู่พักใหญ่ ฉินอวี่ก็นอนแช่น้ำพุร้อนอย่างสบายอารมณ์ ฉินเฟิงกับฉินเจิ้งเองก็เอนกายลงพักผ่อนเช่นกัน
"พี่ใหญ่พี่รอง พวกท่านงานยุ่งมากไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงมีโอกาสมาที่นี่ได้?" ฉินอวี่เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
"เสด็จพ่อท่าน..." ฉินเฟิงคล้ายนึกขึ้นได้ว่าเผลอหลุดปาก จึงรีบแก้ตัว "ความจริงก็ไม่มีอะไรหรอก เพียงแค่่นี้ทางกองทัพไม่มีภารกิจสำคัญ ข้าจึงถือโอกาสกลับมา เสด็จพ่อก็อนุญาตแล้ว พอข้าไปหาน้องรอง ก็เลยชวนเขามาด้วยกัน"
ฉินเจิ้งพยักหน้าสนับสนุน ยิ้มให้ฉินอวี่พลางกล่าว "ถูกต้องแล้ว เ้าไม่รู้หรอกว่าการมาครั้งนี้ข้าต้องพยายามเจียดเวลามาสุดชีวิต แต่ถึงกระนั้นก็มีเวลาพักเพียงครึ่งวัน ประเดี๋ยวอีกครึ่งวันข้าก็ต้องรีบกลับแล้ว"
"ข้าเองก็เช่นกัน อีกครึ่งวันก็ต้องเดินทางกลับไปพร้อมน้องรอง" ฉินเฟิงกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
"อ๋อ... แค่ครึ่งวันเองหรือ" ฉินอวี่รับคำเสียงอ่อย ท่าทางหงอยเหงาลงถนัดตา ความตื่นเต้นซุกซนเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น
ฉินอวี่มีญาติสนิทเพียงสามคน คือพ่อและพี่ชายทั้งสอง พ่องานยุ่งรัดตัว ตลอดสองปีมาหาเขาเพียงครั้งเดียว อุตส่าห์ได้พบพี่ชายทั้งสอง แต่อีกเพียงครึ่งวันเขาก็ต้องกลับไปอยู่เพียงลำพังอีกแล้ว บางทีอาจจะมีเพียงเ้า 'เสี่ยวเฮย' ที่คอยอยู่เป็เพื่อนริมบ่อน้ำพุร้อน
ฉินเฟิงและฉินเจิ้งสบตากัน ในใจต่างรู้สึกจนปัญญาที่จะช่วยเหลือ
"พี่ใหญ่ เสด็จพ่อเดินทางไปทางแดนหงฮวงไร้ขอบเขต คงสอนวิชาการคุมทัพให้ท่านมากมายเลยใช่ไหม?" จู่ๆ ฉินอวี่ก็ยิ้มร่าขึ้นมา รีบเอ่ยถาม "ข้ารู้ว่าเสด็จพ่อเชี่ยวชาญการศึกมาก ปู่เหลียนมักเล่าให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง"
"ใช่... เสด็จพ่อเก่งกาจเื่การคุมทัพอย่างแท้จริง ข้าได้ซ้อมเดินหมากพิชัยากับเสด็จพ่อ ฝึกฝนอยู่นานถึงครึ่งปีกว่าจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานของเสด็จพ่อได้แบบเฉียดฉิว" ฉินเฟิงคล้ายหวนนึกถึง่เวลานั้น จึงเผลอหลุดปากออกมา "เสด็จพ่อปรีชาสามารถด้านการศึกมากจริงๆ!"
"พี่ใหญ่!" ฉินเจิ้งตวาดเตือนพลางส่งสายตาปราม ฉินเฟิงใจหายวาบ รีบยิ้มเจื่อนเมื่อรู้ตัวว่าเผลอพูดสิ่งที่ไม่ควรออกไป
ทว่าฉินอวี่ดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็น สีหน้ายังคงตื่นเต้นและเริ่มชวนคุยเื่ราวต่างๆ ใน่นี้กับพี่ชายทั้งสองไม่หยุดหย่อน พี่น้องสามคนสนทนากันในบ่อน้ำพุร้อนอยู่นาน กระทั่งทานมื้อค่ำเสร็จสิ้น ฉินเฟิงและฉินเจิ้งจึงจำต้องออกเดินทาง
หน้าอวิ๋นอู้ซานจวง
ฉินอวี่สวมชุดคลุมผ้าไหมสีดำ ยืนมองดูแผ่นหลังของฉินเฟิงและฉินเจิ้งที่ห่างออกไปไกลพลางโบกมือลาหยอยๆ
"พี่ใหญ่พี่รอง... ลาก่อน" ดวงตาของฉินอวี่ฉายแววอาลัยอาวรณ์ลึกซึ้ง
ฉินเฟิงและฉินเจิ้งหันกลับมาส่งยิ้มให้ฉินอวี่เป็ครั้งสุดท้าย ก่อนทั้งสองจะกระตุ้นพยัคฆ์เพลิงควบทะยานออกไป พร้อมด้วยทหารองครักษ์เกือบร้อยนายที่ติดตามไปติดๆ เพียงชั่วพริบตาก็หายลับไปบนเส้นทางเขา ไร้ร่องรอยให้เห็นอีก
......
ณ ตีนเขา ฉินเฟิงและฉินเจิ้งกำลังควบพยัคฆ์เพลิงเคียงคู่กันไป
"พี่ใหญ่ ครั้งนี้ท่านพูดพลาดไปแล้ว เสี่ยวอวี่เขาไม่ชอบเื่เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง และด้วยปัญหาที่จุดตันเถียนจึงไม่อาจฝึกฝนเป็แม่ทัพได้ เช่นนี้บุ๋นก็ไม่ได้ บู๊ก็ไม่เอา เสด็จพ่อทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับพวกเรา แต่เสี่ยวอวี่กลับแทบไม่มีโอกาสได้พบหน้าเสด็จพ่อเลยตลอดทั้งปี ต้องทนโดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพัง ท่านบอกว่าเสด็จพ่อซ้อมเดินหมากกับท่านนานถึงครึ่งปี เสี่ยวอวี่เขาจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเพียงใด?" ฉินเจิ้งกล่าวตำหนิฉินเฟิง น้ำเสียงเจือความไม่พอใจ
ฉินเฟิงยิ้มขื่น กล่าวตอบเสียงอ่อย "น้องรอง ข้าเผลอไผลไม่ระวัง พูดออกไปแล้วข้าเองก็เสียใจยิ่งนัก"
ทันใดนั้น สีหน้าของฉินเฟิงก็แปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมเ็า "น้องรอง เสี่ยวอวี่เขามีปัญหาที่จุดตันเถียนมาแต่กำเนิด บุ๋นบู๊ล้วนไม่สำเร็จ ไร้ซึ่งกำลังป้องกันตัว พวกเราต้องปกป้องเสี่ยวอวี่ให้ดี ห้ามให้ใครหน้าไหนมารังแกเขาได้เด็ดขาด"
"ใครกล้ามารังแกเสี่ยวอวี่ ข้าจะทำให้มันเสียใจที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้!" ดวงตาฉินเจิ้งฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง
สองพี่น้องนำขบวนทหารองครักษ์เร่งเดินทาง เพียงครู่เดียวก็พ้นเขตูเาตงหลาน มุ่งหน้าสู่เมืองเหยียนจิง
......
ดึกสงัด บนยอดเขาตงหลาน
ท่ามกลางสายลมหนาวเหน็บ ร่างผอมเล็กกำลังนั่งนิ่งอยู่บนยอดเขา บนไหล่มีลูกอินทรีดำเกาะอยู่อย่างเงียบเชียบ ฉินอวี่แหงนหน้ามองดวงดาวพราวระยับเต็มท้องฟ้า แววตาฉายความสุขุมลุ่มลึกเกินวัย
การต้องอยู่เพียงลำพังในห้องหนังสือเพื่ออ่านตำรา หรือนั่งครุ่นคิดคนเดียวทุกวี่วัน หล่อหลอมให้ความคิดอ่านของฉินอวี่ล้ำหน้าเด็กวัยแปดขวบไปไกล
"เสี่ยวเฮย" จู่ๆ ฉินอวี่ก็ส่งเสียงเรียก แต่สายตายังคงจับจ้องดวงดาวเต็มฟ้า อินทรีดำบนไหล่ขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาสีดำสนิทกลอกกลิ้งไปมา ไม่เข้าใจว่าเ้านายน้อยเรียกมันทำไม
ใบหน้าฉินอวี่พลันปรากฏรอยยิ้ม รอยยิ้มที่สดใสและเปี่ยมสุข "เสี่ยวเฮย เ้ารู้หรือไม่? ยามข้ายังเด็กมาก เสด็จพ่อมักจะคอยอยู่ข้างกายข้า รักและเอ็นดูข้าอย่างที่สุด ต่อมาอาจารย์ทั้งสิบสองคนนั่นก็เดินทางมา พ่อให้ข้าเล่าเรียนกับอาจารย์เ่าั้ แม้ข้าจะไม่ชอบวิชาพวกนั้นเลย แต่ข้าก็พยายามเรียนรู้เพื่อให้เสด็จพ่อดีใจ ตัวหนังสือเ่าั้ข้าเรียนเพียงครู่เดียวก็จำได้จนหมดสิ้น พ่อยังเคยชมข้าว่าเป็เด็กอัจฉริยะเลยนะ แต่ทว่าต่อมา..."
เสียงของฉินอวี่เงียบลง
"ปีที่ข้าอายุหกขวบ ข้าจำได้แม่นยำ ณ เรือนเล็กอันเงียบสงบในจวนอ๋อง อาจารย์ทั้งสิบสองคนนั่นลงความเห็นว่าข้าไม่อาจเป็ผู้นำได้ ต่อมาลุงเฟิงยังระบุว่าจุดตันเถียนของข้ามีปัญหา ไม่อาจกักเก็บกำลังภายใน จึงไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธ์ จากนั้นข้าก็ถูกส่งมาที่อวิ๋นอู้ซานจวง แล้วหลังจากนั้น... เสด็จพ่อก็ไม่ให้ความสำคัญกับข้า ไม่สนใจข้าอีกเลย ตอนนั้นข้าไม่รู้ความหมายของจุดตันเถียน ไม่เข้าใจความหมายของคำว่าผู้นำ ยังหลงนึกว่าเสด็จพ่อส่งข้ามาเที่ยวเล่นที่นี่จริงๆ แต่ทว่า..."
ฉินอวี่ก้มหน้ากัดริมฝีปากแน่น แววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า "สองปีมานี้ ข้าเคยเอ่ยถามท่านอาอ๋องถึงความหมายของจุดตันเถียนและผู้นำ ข้าคิดว่า... ข้าน่าจะเข้าใจเหตุผลที่เสด็จพ่อเลิกให้ความสำคัญกับข้าแล้ว"
ฉินอวี่เงียบเสียงลงอีกครั้ง แหงนหน้ามองดวงดาวเต็มท้องฟ้าด้วยแววตาเลื่อนลอย
"ข้าไม่ชอบตำราพิชัยาและกลอุบายเ่าั้จริงๆ นะ... ข้าพยายามบังคับตัวเองแล้ว ข้าอยากเห็นรอยยิ้มของเสด็จพ่อจริงๆ อยากได้ยินคำชมเชยและการยอมรับจากท่าน แต่เล่ห์เหลี่ยมและความโเี้ในตำราพวกนั้น... ข้า... ข้าฝืนใจตัวเอง ข่มใจอ่านจนเข้าใจกลยุทธ์พวกนั้นจนหมดสิ้น แต่ข้าทำไม่ได้! ข้าทำใจยอมรับมันไม่ได้ เสด็จพ่อ ข้าทำไม่ได้จริงๆ!"
ฉินอวี่ร้องไห้สะอื้นออกมาเบาๆ ร่างกายผอมบางสั่นเทาด้วยแรงะเืใจ เสี่ยวเฮยที่อยู่ข้างกายจ้องมองเ้านายน้อยตาแป๋ว มันใช้ปีกเล็กๆ ช่วยเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของฉินอวี่
ฉินอวี่หันไปมองอินทรีดำบนไหล่ ก่อนจะคว้าตัวมันเข้ามากอดไว้แนบอก เสี่ยวเฮยอยู่นิ่งๆ ในอ้อมกอด ราวกับรับรู้ถึงความรู้สึกเ็ปของเ้านายน้อย "เสี่ยวเฮย ข้าอยากได้ยินคำชมจากเสด็จพ่อจริงๆ อยากเห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของท่าน อยากเห็นจริงๆ นะ..." ฉินอวี่พึมพำเสียงแ่เบา
......
ในมุมมืดบนยอดเขา ยอดฝีมือสามคนที่แอบซ่อนตัวคุ้มกันฉินอวี่ต่างลอบถอนหายใจด้วยความเวทนา
ทันใดนั้น—
ดาวตกดวงหนึ่งพาดผ่านท้องฟ้ายามราตรี แสงสว่างจ้าบาดตา ชั่วขณะหนึ่งในห้วงนภาดารา แสงของดาวตกกลับเจิดจรัสยิ่งกว่าดาวดวงใด
"ดาวตก!"
ดวงตาฉินอวี่เป็ประกายวูบ รีบปล่อยเสี่ยวเฮยในอ้อมกอด ลุกขึ้นยืนแล้วหลับตาแน่น สองมือกุมประสานที่หน้าอก "ขอให้เสด็จพ่อหันมาสนใจข้า เหมือนที่ปฏิบัติต่อพี่ใหญ่พี่รอง แม้จะตีข้า หรือลงโทษข้า ข้าก็ไม่กลัว ขอเพียงไม่เมินเฉยต่อข้าก็พอแล้ว"
ฉินอวี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองดูดาวตกดวงนั้นที่ลับขอบฟ้าไปแล้ว
"เสด็จพ่อเคยตรัสไว้ หากขอพรต่อหน้าดาวตกแล้วคำขอจะเป็จริง เสด็จพ่อไม่มีทางหลอกข้าหรอก มันต้องเป็จริงแน่ๆ" ยามมองดูดวงดาวเต็มฟ้า ใบหน้าอ่อนเยาว์ของฉินอวี่พลันฉายแววแน่วแน่มั่นคง
ทันใดนั้น ประกายความคิดหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นในใจ
ดวงตาฉินอวี่สว่างโรจน์ เขาตบศีรษะตัวเองดังฉาด "อ๊ะ ข้านี่โง่จริงๆ บุ๋นบู๊ บุ๋นบู๊ ในเมื่อบุ๋นไม่ได้ ข้าจะเอาดีทางบู๊ไม่ได้หรือไร? ท่านอาอ๋องเคยบอกว่าวิชาลมปราณในใต้หล้ามีมากมายนับไม่ถ้วน ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิชาที่เหมาะสมกับจุดตันเถียนของข้าก็ได้ หรือต่อให้ไม่มี แล้วการฝึกวรยุทธ์จำเป็ต้องใช้กำลังภายในเสมอไปหรือ?"
ฉินอวี่อย่างไรเสียก็ยังเป็เพียงเด็กแปดขวบ แม้จะอ่านตำรามามากจนความคิดอ่านเป็ผู้ใหญ่เกินวัย แต่เนื้อแท้ก็ยังเป็เด็กอยู่ดี ในอดีตเพราะเฟิงอวี้จื่อเคยกล่าวตัดสินว่าจุดตันเถียนมีปัญหาฝึกฝนไม่ได้ ทำให้ฉินอวี่ยึดติดกับความคิดนั้นมาตลอด บัดนี้เขาเพิ่งจะฉุกคิดได้
จุดตันเถียนประหลาด แล้วจะหมายความว่าฝึกฝนไม่ได้จริงๆ หรือ?
"อื้ม ฝนทั่งให้เป็เข็ม หลักการนี้เสด็จพ่อก็เป็คนสอนสั่ง ขอเพียงข้ามีความพยายาม ย่อมต้องประสบความสำเร็จแน่" ฉินอวี่พยักหน้ากับตัวเองอย่างหนักแน่น แววตาเปี่ยมด้วยความมั่นใจอันแรงกล้า
"เสี่ยวเฮย ไปกันเถอะ กลับซานจวง!" ฉินอวี่กล่าวจบก็ลงมือทำทันที เมื่อในใจมีเป้าหมาย ทุกสิ่งย่อมแปรเปลี่ยน
อินทรีดำบนไหล่ฉินอวี่ดูเหมือนจะพลอยดีใจไปด้วย มันกระพือปีกรัวๆ อย่างร่าเริง ฉินอวี่ะโโลดเต้นวิ่งกลับไปทางอวิ๋นอู้ซานจวง เพียงครู่เดียว เงาสีดำสามสายก็วูบไหว ดุจควันสีเขียวสามสายไล่ติดตามฉินอวี่ไปในความมืด