เขาไม่ใช่เด็กน้อยอ่อนแอที่ใครจะด่าจะตีตามอำเภอใจได้อีกแล้วเขาต้องเข้มแข็ง ต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องพี่สาว
“มิใช่ไม่คืน?ข้าว่าพวกเจ้าสองคนพี่น้องไม่คิดจะคืนแต่แรกเสียมากกว่า! ยังอยู่ในเมือง?อย่าให้เป็นไม่อยากใช้หนี้เลยม้วนเสื่อหนีไปก็แล้วกัน!”หวังซื่อกล่าวพลางจ้องเขม็ง
“ยังแกล้งทำเป็นไขสือเหตุใดพวกเขายังอยู่ในเมือง เจ้าไม่รู้ต้นสายปลายเหตุจริงรึ?” หลี่ไหวฺอวี้ย้อนถามกลับอย่างอดไม่ได้ดวงตาคมปลาบแฝงแววเย็นชาชวนให้หวั่นเกรง
ถ้อยคำเหล่านี้นางจงใจพูดออกมาหวังซื่อย่อมรู้ดีว่าเหตุใดหมิงเป่าจูจึงยังไม่กลับจากเมือง
เงินที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบไว้ในบ้านถูกนางเอาไปจนเกลี้ยงจึงต้องคิดวิธีหาเงินมาใหม่ แต่เงินสิบตำลึงหาง่ายเสียที่ใดกัน!
นางจงใจกล่าวเช่นนี้เพื่อให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าหมิงเป่าจูนั่นแหละที่ติดหนี้แล้วไม่คืน ผัดผ่อนบ่ายเบี่ยงและทำลายชื่อเสียงอันดีงามที่นางสั่งสมมาอย่างยากลำบาก!
เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีเย็นชาจากตัวหลี่ไหวฺอวี้หวังซื่อก็หดคอทันที แต่ก็ยังคงไม่ยอมลดราวาศอก
“ข้ารู้อะไร?ข้าจะไปรู้เรื่องอะไรได้? ข้ารู้แค่ว่านางกีบเท้าน้อยหมิงเป่าจูอกตัญญูหลงลืมบุญคุณคนซ้ำยังคิดร้ายต่อผู้มีพระคุณ!”
หวังซื่อหวาดกลัวสีหน้าบึ้งตึงของหลี่ไหวฺอวี้แต่ก็นึกปลอบใจตนเอง ถึงเขาจะรู้ว่าพวกตนเป็นคนขโมยเงินไปแล้วจะทำอะไรได้ ในเมื่อพวกเขาไม่มีหลักฐาน
หลี่ไหวฺอวี้โกรธจัดจนหัวเราะออกมาไม่ตอบโต้ เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แต่กลับทำให้ผู้คนหนาวเหน็บไปถึงกระดูก
กลับเป็นหมิงเถี่ยจู้ที่ยืนไม่ติดสะบัดมือผลักประตูเรือนแล้วเดินอาดๆ เข้าไปข้างในราวกับเป็นบ้านของตนเอง
“พูดมากกับเด็กเมื่อวานซืนไปไยกันเปลืองน้ำลายเปล่าๆ ใกล้จะกลับมาแล้วมิใช่หรือ? เช่นนั้นพวกเราเข้าไปรอข้างในก็สิ้นเรื่อง!”
หมิงเถี่ยจู้และหวังซื่อเดินนำหน้าเข้าไปเมื่อผ่านหลี่ไหวฺอวี้กับหมิงเป่าอวี้ หวังซื่อยังแค่นเสียงเยาะพร้อมกับมองด้วยสายตาเหยียดหยาม
หมิงเป่าอวี้กำมือแน่นด้วยความโกรธแค้นอยากจะต่อยหน้าอันอุดมไปด้วยไขมันของนางสักที
แต่เขากลับอดกลั้นไว้เพราะเขาทำเช่นนั้นไม่ได้
หากลงไม้ลงมือตอนนี้ถึงแม้พี่สาวจะกลับมาใช้หนี้ในภายหลัง หวังซื่อก็จะมีเหตุผลที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้มาก่อเรื่องเขาจะปล่อยให้พวกนั้นสบโอกาสไม่ได้เป็นอันขาด
แต่เมื่อเห็นบุรุษที่เดินตามหลังเข้ามาหมิงเป่าอวี้ก็อดทนต่อไปไม่ไหว ยื่นมือออกไปขวาง
“เขาเป็นใคร?มีสิทธิ์อะไรตามเข้ามา?”
“หึซุนเถียน!” หลี่ไหวฺอวี้หรี่ตามองบุรุษที่ทำตัวกร่างดูเป็นอันธพาล พลางเอ่ยปาก
“ซุนเถียน?”
คราวก่อนที่หมิงเถี่ยจู้และหวังซื่อพาเหมียวซิ่วหลันกับซุนเถียนมาบังคับให้พี่สาวแต่งงานตนเองไม่อยู่ที่บ้าน
หลังเร่งรุดกลับมาถึงก็พบเพียงพี่สาวกับพี่ไหวฺอวี้เท่านั้นจึงไม่เคยเห็นหน้าค่าตาซุนเถียนได้ยินแต่เพียงคำบอกเล่าจากชาวบ้านว่ามีคนผู้นี้อยู่
ตอนที่ยังไม่ได้พบหน้ารู้แค่ว่าเป็นบุตรของชายชราที่หมิงเถี่ยจู้เคยบังคับให้พี่สาวแต่งงานด้วยผู้นั้นหมิงเป่าอวี้ก็โกรธจนแทบคลั่ง
บัดนี้ได้พบหน้าค่าตาหนำซ้ำอีกฝ่ายยังกล้ามาเยือนถึงที่เป็นครั้งที่สอง หมิงเป่าอวี้พลันเกิดจิตสังหารขึ้นมาในใจพุ่งกำปั้นไปที่ใบหน้าของซุนเถียนโดยไม่ลังเล
ซุนเถียนเองก็ขึ้นชื่อเรื่องความโอหังร้ายกาจไปทั่วแปดหมู่บ้านในรัศมีสิบลี้หลี่ไหวฺอวี้เขาสู้ไม่ได้ แต่จะยอมให้เด็กอายุไม่กี่ขวบมาทำร้ายได้อย่างไร
จึงรีบยกมือขึ้นขวางหมัดนั้น“มีแรงอยู่แค่นี้เอง? ข้านึกว่า...”
พูดยังไม่ทันขาดคำร่างของซุนเถียนก็ลอยละลิ่วไปไกล
หลี่ไหวฺอวี้เห็นเขาคว้ามือหมิงเป่าอวี้ไว้ได้เกรงว่าอีกฝ่ายจะมีแผนป้องกัน จึงยกเท้าเตะออกไปทันที ท่วงท่าเดียวกับที่ใช้คราวก่อนเพียงแต่ครั้งนี้เป็นการโจมตีจากด้านข้าง เตะเข้าที่สีข้างของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
ซุนเถียนล้มลงกุมท้องเจ็บจนอยากจะร้องลั่นออกมาแต่กลับเปล่งเสียงไม่ออกสักคำ เพียงแค่ขยับปาก ความเจ็บปวดก็แล่นไปทั่วร่าง
“โธ่เอ๋ย สวรรค์มีคนจะฆ่าแกงกันแล้ว!” หวังซื่อพุ่งปราดเข้าไปพลางแสร้งตีโพยตีพายเสียใหญ่โต
ตั้งแต่การบังคับแต่งงานครั้งก่อนล้มเหลวซุนเถียนถูกหลี่ไหวฺอวี้เล่นงานจนอ่วมกลับไปก็มาข่มขู่จะเผาบ้านของพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
ต้องพยายามหว่านล้อมทั้งรับรอง ทั้งสาบาน จนอีกฝ่ายคลายโทสะ
นางรับปากว่าจะหาภรรยาใหม่ที่ดีกว่านี้ให้บิดาของเขาแล้วยังสัญญาว่าจะคืนเงินสินสอดทั้งหมดรวมถึงเงินชดเชยห้าตำลึงที่ซุนเถียนเรียกร้องอีกด้วยเขาถึงจะยอมตกลง
ครั้งนี้หมิงเถี่ยจู้มีความมั่นใจถึงชวนซุนเถียนมาด้วยกัน
ตอนแรกซุนเถียนไม่ยินยอมเพราะยังจำฝ่าเท้าของหลี่ไหวฺอวี้ที่ทำเขาตับไตสะเทือนได้เป็นอย่างดี ไหนเลยจะกล้ามาหาเรื่องใส่ตัว
แต่หวังซื่อจอมตระหนี่กลับดีดลูกคิดคำนวณไว้แล้วนางไม่ยอมควักเงินเหล่านั้นออกมาจากกระเป๋าของตนเอง
จึงเป่าหูเขา ล่อลวงต่างๆนานา บอกว่าหลี่ไหวฺอวี้คือบุรุษป่าเถื่อนที่หมิงเป่าจูเลี้ยงไว้ เขาหลงรักหมิงเป่าจูจนหัวปักหัวปำพอรู้ว่านางจะแต่งงานถึงได้ลงมือหนัก
ครั้งนี้ไปเพื่อที่จะยกเลิกการแต่งงานคงไม่ลงมืออีกแน่ จึงสามารถโน้มน้าวซุนเถียนได้
ใครจะไปคิดว่าซุนเถียนจะพลาดท่าถูกซัดจนกระเด็นออกไปตั้งแต่ยังไม่ทันย่างเท้าเข้ามา ซ้ำยังรุนแรงยิ่งกว่าคราวก่อน
เห็นหวังซื่อเดินเข้ามาประคองซุนเถียนก็รีบคว้าเสื้ออีกฝ่ายเอาไว้ พลางเบิ่งตาจ้องเขม็งอย่างโกรธแค้น แต่เพียงชั่วครู่เดียวก็สลบไป
หัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้เข้าไปข้างในได้แต่ยืนอยู่หน้าประตูมองเด็กสองคนด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
เมื่อเห็นสถานการณ์พลิกผันในชั่วพริบตาเบื้องหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แล้วให้คนหามซุนเถียนไปรักษาที่บ้านของหลี่ฟู่กุ้ย
“เจ้า!เจ้ากล้าทำร้ายผู้อื่น ช่างเหิมเกริมไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา!”ถึงหมิงเถี่ยจู้จะกร่างเพียงใด ก็ไม่กล้าอวดดีต่อหน้าหลี่ไหวฺอวี้
หนึ่งครั้งอาจเป็นความบังเอิญแต่สองครั้งแล้วหากยังดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายเป็นจอมยุทธ์ เขาก็คงโง่เต็มทนคิดได้แค่ใช้กฎหมายมาอ้างเท่านั้น
“หึกฎหมาย? เจ้ายังมีหน้ามาพูดถึงกฎหมายกับข้าอีกหรือ?” หลี่ไหวฺอวี้หัวเราะเยาะ “หากเจ้าเคารพกฎหมายจริง จะกล้าคิดขายหลานสาวของตนเองได้อย่างไรซ้ำยังบุกรุกเข้ามาขโมยเงินในบ้านกลางดึกในคืนเทศกาลจงหยวนคงไม่ต้องให้ข้าสาธยายต่อแล้วกระมัง”
รอบด้านมีชาวบ้านมุงดูเต็มไปหมดทุกคนรู้สึกว่าเรื่องภายในครอบครัวของหมิงเถี่ยจูช่างวุ่นวายราวกับรังไหม แต่ผู้ใดโลภมากผู้นั้นย่อมจะโชคร้าย
ทว่าแตงผลนี้ทั้งใหญ่และหวานพวกเขาจึงไม่เคยนึกรำคาญ ทุกครั้งล้วนอยากสืบเสาะเบื้องลึกหาความจริง
พอได้ยินเรื่องที่หลี่ไหวฺอวี้กล่าวออกมาต่างก็พากันตกตะลึง หันไปมองหมิงเถี่ยจู้เป็นตาเดียว
“ขายหลานสาวตัวเองสวรรค์ นี่คือสิ่งที่คนเขาทำกันหรือ?”
“สู้เดียรัจฉานก็ยังไม่ได้เลย!”
“จริงหรือ?แต่จะฟังความข้างเดียวได้อย่างไร”
ชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์เสียงดังจนกลบเสียงของคนที่เป็นตัวการของเรื่องหมิงเถี่ยจู้มีท่าทีกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าพูดจาเหลวไหล!คิดจะสาดน้ำครำใส่หัวข้าโดยไร้พยานหลักฐานหรืออย่างไร! ข้าหมิงเถี่ยจู้ทำสิ่งใดล้วนโปร่งใสเที่ยงธรรมหากมีปัญญา ก็งัดหลักฐานออกมาสิ!”
สองเรื่องที่เขาทำไปล้วนไม่มีหลักฐานทั้งสิ้น หนึ่ง ไม่ได้ลงนามสัญญาขายตัว สอง ก่อคดียามวิกาลไม่มีใครเห็นอยู่แล้ว คิดจะจับผิดเขา ไหนเลยจะง่ายเช่นนั้น!
“หลักฐานรึ?เจ้ากล้าไปที่ว่าการอำเภอกับข้าหรือไม่? เรียกพ่อค้าทาสที่อยู่ในคุกออกมาคุยกันซึ่งหน้าไปเลย”
เรื่องขโมยเงินเขาไม่มีหลักฐานจริงๆแต่เรื่องค้ามนุษย์จะไม่มีได้อย่างไร
“คุยกันซึ่งหน้าอันใดวันนี้ข้ามาเพื่อทวงหนี้จากนางเด็กหมิงเป่าจูนั่น! หากไม่มีเงินมาคืนก็ไม่ต้องรอให้เจ้าเอ่ยปาก ข้าจะเขียนคำร้องยื่นต่อนายอำเภอ!ฟ้องนางในข้อหาอกตัญญู!”