“คุณชายน้อยได้เวลาตื่นนอนแล้วเ้าค่ะ” เสียงหญิงรับใช้ดังขึ้นหน้าประตูเรือน วิมลซึ่งนอนกะพริบตาปริบ ๆอยู่บนเตียงกำลังยิ้มราวกับคนบ้า เขายังทำใจยอมรับกับการทะลุมิติมาเข้าร่างคนอื่นไม่ได้สองมือยกขึ้นจับแก้มกลมนุ่มนิ่มก่อนจะบีบแล้วดึงยืดออก
“โอ๊ย!!” เสียงร้องด้วยความเ็ปภายในห้องทำหญิงรับใช้ร้อนรน
คงไม่ได้เกิดเื่กับคุณชายน้อยใช่ไหม
เธอลนลานอยู่นอกห้องอยากจะผลักประตูเข้าไปเสียเหลือเกิน หากเกิดเื่อะไรขึ้นอีกละก็เบี้ยหวัดนางเดือนนี้ไม่เหลือแน่
“คุณชายน้อย!! เป็อะไรไปเ้าคะ” สุดท้ายด้วยความเป็ห่วงและหวงแหนเบี้ยหวัดเพียงน้อยนิดหญิงรับใช้ตัดสินใจที่จะเปิดประตูเข้าไป
เอาเถอะหากไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างน้อยนางก็แค่โดนตำหนิที่เข้าห้องคุณชายน้อยอย่างถือวิสาสะแต่ถ้าหากไม่เข้าไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับคุณชายน้อย ชีวิตการทำงานของนางได้จบสิ้นแน่
“ไม่ต้องเข้ามาฉะ…เอ่อข้าไม่เป็อะไร” เกือบไปแล้วไหมล่ะวิมลเอ่ยแค่ดีใจเกินไปหน่อยเท่านั้นเองหากปล่อยให้หญิงรับใช้เข้ามาเห็นเขาในสภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มราวคนบ้า อาจจะถูกนางเอาไปบอกกับเ้าของบ้านก็ได้ว่าคุณชายน้อยถูกิญญาร้ายเข้าสิง คนที่รักลูกปานแก้วตาดวงใจจะไม่เชิญนักพรตมาขับไล่ิญญาเขาออกไปหรอกเหรอถึงจะไม่รู้ว่าโลกนี้มีนักพรตที่ว่าหรือเปล่าก็เถอะ
พอคิดมาถึงตรงนี้เขาก็ยังคงคิดว่ามัน...เป็เพียงแค่ฝัน
วิมลทะลุมิติมายังโลกจีนโบราณแห่งนี้แถมยังเข้ามาแทนที่คุณชายสามแห่งตระกูลเฟยตระกูลร้านอาหารที่กิจการของบ้านไม่อาจเรียกได้เต็มปากว่าดี แต่ก็ไม่แย่ฐานะทางบ้านเรียกได้ว่าเป็คนชนชั้นกลางที่ค่อนไปทางคนมีฐานะแต่ยังไม่ถึงกับเรียกได้ว่า ร่ำรวย
ชีวิตที่เกือบรวยแต่ยังไม่รวยแต่ในเมื่อเขามาแล้วจะต้องทำให้ธุรกิจของที่บ้านรวยขึ้นให้ได้ ฮ่า ๆ เหมือนตัวเอกในนิยายหลายเื่ที่เคยอ่านไง
เสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นในห้องทำหญิงรับใช้ใ์รับรู้ได้ว่าตอนนี้นางกังวลเกี่ยวกับคุณชายน้อยมากเพียงใด
ชีวิตความเป็อยู่ของเฟยอี้หลินเรียกได้ว่าดีเลยเพราะได้รับความรักจากคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็ พี่ชาย พี่รอง พ่อ แม่รวมไปถึงคนอื่น ๆ ในบ้านต่างให้ความสำคัญกับเขาทั้งนั้นวิมลคิดว่าที่เด็กคนนี้ได้รับความรักมากขนาดนี้ คงจะด้วยความเป็ลูกคนเล็ก
“คุณชายน้อย ท่านไม่เป็อะไรจริง ๆ ใช่ไหมเ้าคะ”เสียงหญิงรับใช้ทำวิมลต้องรีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติเขาตื่นเต้นที่ได้ทะลุมิติมาเหมือนคนอื่น ๆ ในนิยายที่เคยอ่านถึงจะผ่านมาหลายวันแล้วก็ยังคงรู้สึกเหมือนวันแรกแถมยังกลัวว่าจะมีวันที่ต้องกลับไปใช้ชีวิตในโลกเดิม
เขาไม่อยากกลับไปในโลกซึ่งเหลือเพียงตัวคนเดียวถึงจะสงสารครอบครัวเฟยที่ต้องเสียบุตรชายอันเป็ที่รักไปแต่เขาจะพยายามใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดีแทนที่ในส่วนของเด็กคนนั้น
“เข้ามาได้” หญิงรับใช้รีบผลักประตูเข้ามาทันทีนางเดินเข้ามาใกล้สำรวจร่างกายคุณชายน้อยเมื่อไม่พบจุดใดที่ดูผิดปกติถึงได้ถอนหายใจออกมา
โล่งอกได้เสียทีนึกว่าต้องเสียเบี้ยหวัด เดือนนี้ไปหมดเสียแล้ว
“ท่าทางอะไรของเ้า” วิมลยิ้มขำเห็นท่าทางเสมือนโล่งใจของหญิงรับใช้ก็ได้แต่ส่ายหัว
แค่เสียงร้องเพราะเจ็บกับเสียงหัวเราะ ไม่ได้เกิดเื่ร้ายแรงอะไรขึ้นเสียหน่อย
หญิงรับใช้ที่เห็นท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคุณชายน้อยก็ได้แต่ร่ำร้องอยู่ในใจท่านไม่เป็อะไรก็ดีแล้วเ้าค่ะ เพราะหากท่านเป็อะไรไปมีหวังชีวิตน้อย ๆของบ่าวได้จบสิ้นแน่
“คุณชายบ่าวนำน้ำอุ่นมาให้ล้างหน้าเ้าค่ะ” นางเกือบจะลืมไปแล้วว่าหลังล้างหน้าเรียบร้อยแล้วคุณชายน้อยต้องไปทานอาหารไม่เช่นนั้นจะปวดท้องเอาได้
“แล้วไหนน้ำของเ้า” เหมือนเขาจะเห็นว่านางวิ่งเข้ามาแต่ตัวนะ
พอได้ยินคำถามใบหน้าบ่าวรับใช้ก็ซีดเผือดรีบวิ่งแจ้นออกไปน้ำเข้ามาอย่างรวดเร็ว ความรีบร้อนทำเอาอากาศเย็น ๆก็ไม่สามารถหยุดเม็ดเหงื่อที่ผุดผายบนใบหน้าได้
“ไม่ต้องรีบร้อน” เห็นยืนหอบหายใจแรงสองมือถือถังใส่น้ำก็ได้แต่อ่อนใจ
คนรับใช้ของเขาเป็คนสติดีใช่ไหม
ยังไม่ทันที่วิมลจะได้แต่งตัวจนแล้วเสร็จก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเคาะประตู
“อี้เออร์น้องทำอะไรอยู่” เป็เสียงพี่ใหญ่
อี้เออร์ หรือก็คือเฟยอี้หลิน บุตรชายคนเล็กของตระกูลและนี่คือชื่อในยุคนี้ของเขา
อี้เออร์เอ่ยเร่งหญิงรีบใช้ให้ช่วยแต่งตัวให้เสร็จเร็ว ๆก่อนที่เ้าตัวจะรีบวิ่งไปเปิดประตูเรือนะโกอดผู้ได้ชื่อว่าเป็พี่ชาย
“เกอ!!”
“โอ๊ว…อี้เออร์ของพี่เหมือนจะตัวเบาขึ้นหรือไม่”เฟยอี้หลงกอดน้องชายที่พุ่งเข้ามาเอาไว้แน่นใบหน้าหล่อเหลาถูกแต่งแต้มไปด้วยความอ่อนโยน จ้องมองน้องคนเล็กซึ่งซุกหน้ากับอกก่อนจะหันไปมองน้องชายคนรองที่ยืนทำหน้าบูดหนังตากระตุกอยู่ข้าง ๆ ดวงตาเผยความเหนือกว่า
ถึงแม้เฟยอี้หลงจะรักน้องชายทั้งสองคนไม่แพ้กันแต่หากเป็เื่ของอี้เออร์เขามักจะยกขึ้นมาแข่งขันกับน้องชายคนรองอยู่เสมอ
ถ้าเขาเป็คนเคาะประตูก็จะได้รับอ้อมกอดจากน้องเล็ก
พี่ชายท่านช่างเ้าเล่ห์ยิ่งนักที่เอ่ยกับข้าว่าจะเป็คนเรียกน้องเล็กเพราะท่านคาดการณ์เอาไว้ก่อนแล้วใช่หรือไม่ว่าจะได้รับอ้อมกอดเช่นนี้
เฟยอี้หลันได้แต่เก็บความรู้สึกเจ็บใจเอาไว้ข้างใน ก้าวเดินเข้าไปใกล้
“อี้เออร์ชอบเพียงพี่ใหญ่จนลืมพี่รองไปเสียแล้ว”น้ำเสียงน้อยอกน้อยใจของคุณชายรองทำเฟยอี้หลินผงกหัวขึ้นมาดวงตาทอประกายสดใส ผละออกจากพี่ใหญ่แล้วเดินเข้าไปกอดพี่รอง
“อี้เออร์ไม่ได้ลืมพี่รองนะขอรับ พี่รองอย่าได้น้อยใจ”เมื่อได้รับอ้อมกอดจากน้องชาย ความรู้สึกยินดีก็เข้าแทรกในดวงตาหันไปเยาะเย้ยพี่ใหญ่ที่ทำหน้าบูดอยู่ด้านข้าง
เหอะ เป็เช่นไรละพี่ใหญ่ข้าได้อ้อมกอดน้องเล็กมาแล้ว
เฟยอี้หลงมองแขนสองข้างอย่างนึกเสียดายตนได้กอดน้องเล็กไม่ก็ถูกน้องรองพรากความอบอุ่นไปเสียแล้วได้แต่ส่ายหัวอย่างทำอะไรไม่ได้แล้วเอ่ยขึ้น
“อี้เออร์ไปทานข้าวกันท่านพ่อกับท่านแม่มารออยู่ก่อนแล้ว”
“ขอรับพี่ใหญ่”
แล้วทั้งสามคนก็เดินจูงมือกันไปยังเรือนรับรองโดยมีน้องคนเล็กยืนอยู่ตรงกลางระหว่างพี่ชายทั้งสอง
ภาพลูก ๆทั้งสามคนเดินจูงมือกันมาดูสนิทสนมกลมเกลียวสร้างรอยยิ้มให้คุณท่านทั้งสองได้ไม่ยากเฟยอันฟางพยักหน้าพึงพอใจ เอ่ยคำว่า ดี ติดกันสามครั้ง
“คุณชายทั้งหมดมาแล้ว ยกอาหารขึ้นโต๊ะได้” หัวหน้าพ่อบ้านกล่าวเสียงขึงขัง ไม่นานอาหารทุกอย่างก็ถูกจัดวางจนเต็มโต๊ะ
ตระกูลเฟยของเฟยอี้หลินมีด้วยกันทั้งหมดห้าคนนอกจากบุตรชายทั้งสามกับเ้าบ้านแล้วยังมี ฮูหยินเพียงหนึ่งเดียว คือ เซวี่ยหลินบุตรสาวของพ่อค้าหาบเร่ที่เดินทางมายังแคว้นแห่งนี้แล้วได้พบรักกับเ้าบ้านตระกูลเฟยที่ตอนนั้นยังเป็เพียงเด็กน้อยอายุสิบกว่าปี ทั้งคู่เรียกได้ว่าเป็รักแรกพบต่อมาก็ได้มีการจัดงานแต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภรรยา เฟยอันฟางเองก็รักและถนอมภรรยาคนนี้มากจนไม่คิดรับอนุเพิ่ม
เซวี่ยหลินทำหน้าที่ฮูหยินได้เป็อย่างดีโดยเฉพาะการให้กำเนิดบุตรชายสองคนและบุตรเกอหนึ่งคน
ในจวนแห่งนี้มีบ่าวรับใช้อยู่ทั้งหมดเจ็ดคนชายสี่หญิงสามในจำนวนคนทั้งหมดนี้ได้รวมหัวหน้าพ่อบ้านเข้าไปแล้ว
เมื่อทุกอย่างถูกยกขึ้นโต๊ะ เหล่านายท่านและคุณชายของบ้านก็ลงมือทานอาหารแต่ละวันผ่านไปอย่างสงบสุข
“ท่านพ่อ”
“มีอะไรหรืออี้เออร์” หลังทานข้าวเสร็จคนทั้งหมดก็ย้ายมานั่งเล่นที่ศาลากลางน้ำซึ่งมีดอกบัวปลูกเอาไว้เต็มไปหมดรอบ ๆ นอกจากจะเป็ทางเดินเชื่อมไปยังห้องพักต่าง ๆ ยังมีดอกไม้ต้นไม้ปลูกประดับเอาไว้ดูร่มรื่นไม่น้อย เฟยอี้หลินนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างบิดาและมารดาส่วนพี่ชายทั้งสองนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถูกขั้นกลางด้วยโต๊ะน้ำชาตัวเตี้ย
ขอพูดหน่อยเถอะว่าตอนที่มาถึงศาลาแรก ๆและต้องทำการเลือกที่นั่งคนทั้งสี่ได้มีการต่อสู้กันผ่านสายตาเพราะแต่ละคน้านั่งข้างเฟยอี้หลินกันทั้งหมด แต่ด้วยความเป็เด็กและผู้าุโสุดท้ายพี่ใหญ่และพี่รองก็ต้องยอมแพ้ ยกที่นั่งข้าง ๆน้องชายให้พ่อกับแม่อย่างไม่เต็มใจ
“ลูกอยากได้ที่ดินของบ้านสักสิบหมู่ได้หรือไม่ขอรับ”
“ลูกจะเอาไปทำอะไร!!” เสียงเ้าบ้าน
“น้องจะเอาไปทำอะไร!!” เสียงที่ชายทั้งสอง
เฟยอี้หลินใกับเสียงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเขาตัวสั่นขึ้นมาด้วยความกลัวไม่ใช่กลัวเสียงดังแต่กลัวว่าเสียงที่เกิดขึ้นปุ๊บปั๊บนี้จะพาเขากลับไปยังโลกเดิมอย่าลืมว่าการที่เขาได้มายังโลกใบนี้เป็เพราะใเสียงหมาเห่า ซึ่งมันดังมากพอ ๆกัน
ไม่นะเขาไม่อยากกลับไป
“เหตุใดถึงได้เสียงดังมากถึงเพียงนี้เห็นหรือไม่ว่าอี้เออร์กลัวหมดแล้ว”เซวี่ยหลินดึงบุตรชายเข้ามากอดปลอบนางทันได้เห็นน้ำตาที่ไหลรดดวงหน้างดงามฮูหยินของบ้านแสดงสีหน้าไม่พอใจที่ชายทั้งสามทำให้บุตรคนเล็กของนางใจนร้องไห้ออกมาอย่างชัดเจน
คนที่ทำเสียงดังเมื่อครู่ได้แต่มองหน้ากันอย่างรู้สึกผิด
“อี้เออร์พ่อไม่ได้ตั้งใจเสียงดังใส่ลูกพ่อแค่แปลกใจที่ลูกถามถึงที่ดินบ้านเราแต่ถ้าลูกอยากได้พ่อยกให้ได้ทันทีเพราะงั้นอย่าได้โกรธพ่อเลยนะลูก”
“ใช่"เฟยอี้หลงพยักหน้า กล่าวต่อว่า"อี้เออร์พี่ขอโทษที่ทำให้น้องใน้องอยากได้ที่ดินใช่ไหมเดี๋ยวพี่ยกของพี่ให้เลย”กล่าวเสียงหนักแน่นพยายามปลอบน้องให้หายใ
“ใช่ ๆ อี้เออร์เอาของพี่ด้วยเลยก็ได้พี่ยกให้น้องทั้งหมด” เฟยอี้หลันไม่ยอมน้อยหน้าเขาจะยอมให้พี่ใหญ่ได้รับความโปรดปรานจากน้องเล็กมากกว่าตนได้ยังไง
เมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ในอ้อมกอดมารดาเริ่มสงบลงชายหนุ่มทั้งสามคนถึงได้คลายความรู้สึกผิด หายใจออกมาได้เสียที
วิมลที่อยู่ ๆ ก็แสดงท่าทางใเริ่มได้สติ
เขาหวาดกลัวมากเกินไปสินะ ถึงจะยังไม่คุ้นเคยกับคนในตระกูลนี้แต่ชีวิตที่มีทั้งพอแม่และพี่ชาย คือสิ่งที่เขาโหยหาจนไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตเหงา ๆเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
วิมลยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่มีอยู่ไม่กี่หยดขยับออกจากอกมารดาแล้วกล่าวเสียงติดแหบเล็กน้อย
“อี้เออร์ไม่เป็อะไรแล้วขอรับขอโทษที่ทำให้ทุกคนเป็ห่วง” เห็นบุตรชายน้องชายเป็เด็กดีมากถึงเพียงนี้ ความรักที่มีให้ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นมากกว่าเดิม
“ไม่เลยอี้เออร์ลูกไม่จำเป็ต้องขอโทษ” เฟยอันฟางเอ่ยแก้ต่าง
เฟยอี้หลินมองบิดาแล้วหันไปมองพี่ชายทั้งสองคนพอได้เห็นคนทั้งคู่พยักหน้า ใบหน้าน่ารักจึงแย้มยิ้มออกมาในที่สุดส่วนมารดาที่เห็นว่าบุตรชายคนเล็กไม่ได้เป็อะไรแล้ว ก็ลดบรรยากาศปกป้องรอบ ๆ ตัวกับมา
“ลูกบอกพ่อได้หรือไม่ว่า้าที่ดินไปทำอะไร” ถึงจะสามารถให้ได้โดยไม่นึกเสียดาย แต่เฟยอันฟางก็ยังคงมีความสงสัยอยู่ดีเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาบุตรชายไม่เคยถามถึงที่ดินของบ้านหรือแม้กระทั่ง้ามีส่วนร่วมในกิจการของครอบครัว
“ตอนนี้ลูกก็อายุสิบหกแล้วลูกมีความคิดว่าต้องทำอะไรเพื่อครอบครัวของเราบ้าง” น้ำเสียงไพเราะตอบกลับมาด้วยท่าทางแน่วแน่ทำคนทั้งหมดอ่อนระทวยไปกับความคิดแสนน่ารัก
“หากเป็ความตั้งใจจริงของลูกพ่อก็ไม่ขัดขวางส่วนเื่ที่ดินไว้พรุ่งนี้เราค่อยไปจัดสรรกันอีกทีดีหรือไม่”
“ดีขอรับท่านพ่อ!!”เฟยอี้หลินมีความสุขโผเข้ากอดบิดาแน่น การมีครอบครัวที่รักทั้งยังพร้อมสนับสนุนทุกอย่างอย่างไร้ซึ่งเงื่อนไขแบบนี้มันดีมากจริงๆ ครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้เขาไม่ได้ััมันมานานแค่ไหนแล้วนะ