ปี พ.ศ. 2537
ไกล......อาจจะไกลแสนไกล....อาจจะไกลจนสุดสายตา
เราห่างกัน...อาจจะไกลสุดฟ้า...อาจจะเกินที่จะพบกัน
แต่ความห่างไกล ไม่เคยห้ามใจที่จะคิดถึง ส่งไปให้ถึงใจเธอ
อยากจะบอกเธอ .......คิดถึงเธอ...... เหลือเกิน
เสียงเพลงคิดถึงเหลือเกิน ของมาลีวัลย์ เจมีน่า จากซาวด์อะเบาท์เครื่องเดิมดังกระหึ่มอยู่ในหูของแป้งร่ำสาวน้อยที่เพิ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มาหมาด ๆ รถตู้สีขาว เคลื่อนตัวมาจอดหน้าบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่คนรับใช้สองคนช่วยเธอขนสัมภาระออกจากรถ
“อยู่ที่นี่อย่าดื้อนะลูก” น้ำเสียงอบอุ่นจากผู้เป็แม่เอ่ยขึ้นหลังจากพาเธอไปไหว้อาม่าผู้เป็าุโที่สุดของบ้านหลังนี้
ใช่ !!!แป้งร่ำต้องย้ายสถานที่เรียนจากจังหวัดระยองมาอยู่กับคุณยายหรือเธอเรียกว่าอาม่าที่กรุงเทพมหานครจะว่าไปบ้านระยองกับบ้านกรุงเทพต่างกันโดยสิ้นเชิง หากแต่ไม่ใช่ขนาดของตัวบ้านแต่เป็การใช้ชีวิตซึ่งจะต้องปรับตัวให้ได้กับการมาอยู่ในบ้านผู้ดีเก่าแห่งนี้
“เจ้ไม่ต้องห่วงนะเดี๋ยวหนูจะช่วยดูแลแป้งร่ำเป็อย่างดี”อาอี๊สี่จับมือแม่ขึ้นมา แม่ยิ้มรับอย่างสบายใจ หลังจากนั่งคุยกันได้สักพักใหญ่ก็ถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องกลับ
เธอยืนมองพ่อแม่พี่ชายและน้องชายขึ้นรถเตรียมตัวกลับระยองพวกเขามาส่งเธอ ตอนแรกก็คุยเสียงดังลั่นแต่ถึงเวลาต้องจากกันจริง ๆ ต่างฝ่ายต่างเริ่มเงียบ น้ำตารื้นตรงขอบตาเด็กสาวเป็ครั้งแรกั้แ่เกิดมาที่แป้งร่ำต้องจากอกพ่อแม่พี่ชายขาโหดและน้องชายจอมแสบนานขนาดนี้ หลังจากรถตู้เคลื่อนจากไป หญิงสาวปาดน้ำตาอีกครั้งก่อนเข้าบ้านอาม่าเรียกเธอให้เข้ามานั่งในห้องรับแขก เธอนั่งพับเพียบที่พื้นและมองผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ตรงหน้าคืออาม่าผู้อ่อนโยนมีเมตตากับลูกหลานแต่ท่านมักจะเกรงใจลูก ๆจนไม่เหลือความเป็ตัวของตัวเอง ด้านข้างคือ อาอี๊สี่ น้องสาวคนสุดท้องของแม่ที่เธอดูจะไม่เคยผิดหวังอะไรเลยในชีวิตและขึ้นชื่อเื่เ้าระเบียบเป็ที่สุด อีกด้านหนึ่งคืออากู๋เล้ง ใจดีและเป็คนที่เข้าใจเธอที่สุดแล้ว
“แป้งร่ำ ! ถึงแม้ที่นี่จะมีคนรับใช้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้พวกเขานะ อะไรที่ทำเองได้ก็ทำ เข้าใจไหม” อาอี๊สี่เอ่ยขึ้นเด็กสาวพยักหน้าเบา ๆ ด้วยความงง เพราะกำลังลำดับความในสมองอาอี๊สี่คนเมื่อครู่กับตอนนี้ช่างต่างกันเหลือเกิน เด็กสาวได้แต่ถอนหายใจกับสิ่งที่ต้องเผชิญ
โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายแห่งใหม่ที่แป้งร่ำเข้ามาเป็โรงเรียนสหขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนราวสามพันถึงสี่พันคน หญิงสาวต้องสอบแข่งขันฝ่าฟันกับผู้คนหลายพันคนกว่าจะได้เข้าเรียน เธอเก้าวเดินเข้ามาในห้องที่มีเพื่อนนักเรียนนั่งอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว
น่าจะเป็พวกเด็กเก่า
แป้งร่ำมองไปรอบ ๆ เธอจะไปนั่งตรงไหนและนั่งกับใครดี
“เด็กใหม่หรือเปล่าจ๊ะ” เสียงหวาน ๆ ของใครคนหนึ่งดังขึ้น เธอหันไปเห็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักผิวขาว จัดได้ว่าเป็เด็กผู้หญิงที่ตัวสูงเลยทีเดียว นั่งยิ้มให้เธออยู่ แป้งร่ำพยักหน้าตอบอย่างเป็มิตร
“เราชื่อกุ๊กกิ๊กนะ มานั่งตรงนี้ไหม มานั่งด้วยกัน”
แป้งร่ำยิ้มกว้าง รีบนั่งลงตามคำเชื้อเชิญ รู้สึกใจชื้นที่อย่างน้อยเด็กใหม่อย่างเธอก็มีเพื่อนแล้ว
“ เราชื่อแป้งร่ำนะ”
เพื่อนข้างหลังสะกิด
“สวัสดี เราชื่อหมิวส่วนนี่คือกิ่งนะ” ทั้งหมดนั่งโบกมือให้เธอ แป้งร่ำแววตาเป็ประกายยิ้มรับให้อย่างสดใสนี่เป็จุดเริ่มต้นของมิตรภาพใหม่ ๆ และกลายเป็ก๊วนเดียวกันในเวลาต่อมา
ห้องมัธยมศึกษาปีที่ 4/5 เป็ห้องแผนการเรียนศิลป์คำนวณ ในห้องมีนักเรียน40 คน หลังจากแนะนำตัวเรียบร้อย อาจารย์สมชายซึ่งเป็อาจารย์ที่ปรึกษายืนเด่นตระหง่านอยู่กลางห้องเรียน
“เนื่องจากพวกเราเพิ่งขึ้น ม.ปลายมา และมีทั้งนักเรียนทั้งเก่าและใหม่รู้จักกันอยู่แล้วบ้างไม่รู้จักบ้าง เพื่อความยุติธรรมครูจะขอเลือกหัวหน้าห้องในเทอมนี้ให้ก่อนนะ”ว่าแล้วอาจารย์ก็กวาดสายตาไปทั่วห้อง
“เอาเธอละกัน นายพีท!”ทุกคนหันไปมองชายหนุ่มผิวขาว คิ้วเข้ม ตาคม จมูกโด่งรับกับใบหน้า หล่อและดูโดดเด่นกว่าใครนั่งอยู่ด้านหลังสุด แค่เห็นแป้งร่ำก็เผลอยิ้มออกมาอย่างลืมตัว ใจเต้นตุบ ๆ ขึ้นมาทันใด
นี่มันเทพบุตรชัด ๆ
“ครับ” เขารับคำจากอาจารย์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
นี่ขนาดไม่ยิ้มนะ ออร่ายังเปล่งประกายขนาดนี้ แล้วถ้าเขายิ้มล่ะใจจะไม่ละลายเลยเชียวหรือ แป้งร่ำรีบละสายตาออกมาเมื่อเขาส่งสายตาพิฆาตมาทางเธอประมาณว่า มองหา....เหรอ!!!
การเรียนเริ่มขึ้นอย่างคร่ำเคร่งแม้จะอยู่สายศิลป์แต่ห้องนี้เต็มไปด้วยเด็กที่มีคะแนนดี ๆ ทั้งหมดจึงตั้งใจเรียน ผ่านมาหลายวันแป้งร่ำยอมรับว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็วิชาที่ยากประหนึ่งจะปลิดิญญาคนเรียนเสียให้ได้อาจารย์ให้โจทย์ยาวเหยียด ทุกคนนั่งทำแบบฝึกหัดจนเสร็จเหลือแต่แป้งร่ำ พีทลุกขึ้นเดินเก็บสมุดจากเพื่อน ๆ จนถึงเด็กสาวที่นั่งปั่นจนหัวหมุนเธอค่อย ๆ เงยหน้ามองร่างสูงที่ยืนกดดันไม่พูดไม่จา คนหล่อมายืนประชิดตัวขนาดนี้ เผลอมองใบหน้าที่เนียนขาวใสพลางส่งยิ้มให้เขาแบบไม่รู้ตัว
หล่อจังเลย!
“จะมองอีกนานไหม”
เธอสะดุ้ง หลุดจากภวังค์
“แป๊บนึง ๆ ๆ เก็บคนอื่นก่อนเลย” แล้วก็ลนลานปั่นงานต่อ
“เหลือเธอคนเดียว” คำพูดนิ่ง ๆ ของเขา ทำให้แป้งร่ำเหงื่อตก
“เออ....งั้นเดี๋ยวฉันเอาไปส่งให้นะ วางของทุกคนไว้บนโต๊ะได้เลย” เธอพูดตะกุกตะกักชายหนุ่มยกกองสมุดทั้งหมดวางไว้ตรงหน้าเธอ โดยไม่พูดอะไรก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง
ค่อยยังชั่วหน่อย
หล่อแต่ขรึมแบบนี้ อกอีแป้นจะแตก
แป้งร่ำยังคงนั่งปั่นงานต่อทว่าเพื่อนในห้องต่างเดินไปเรียนที่ห้องดนตรีกันหมดแล้ว กุ๊กกิ๊กวิ่งเข้ามาตาม
“เสร็จรึยังอะแป้งร่ำ”
“อีกข้อเดียวจะเสร็จแล้ว กุ๊กกิ๊กไปห้องดนตรีก่อนได้เลย”
“เสร็จแล้วก็ตามมานะ” พูดจบกุ๊กกิ๊กก็วิ่งออกไปอย่างรีบเร่งส่วนแป้งร่ำก็ยังคงนั่งปั่นงานต่อไป รู้สึกเหมือนมีใครจ้องอยู่ข้างหลังจู่ ๆ เธอก็ขนลุกซู่ขึ้นมาและ หันไปมองอย่างช้า ๆ
นายพีท!!!!
เขายังนั่งกอดอกมองเธอหน้านิ่งอยู่
ทำไมไม่ยอมไปเรียนวะ
แป้งร่ำยิ้มให้อย่างแหย ๆใช่..เขาคงกำลังรองานเล่มสุดท้ายจากเธอ
“ดะ...เดี๋ยว...เดี๋ยวฉันไปส่งให้ไง นายไปเรียนเถอะ ไม่ต้องเป็ห่วง ”แป้งร่ำพูดเบา ๆ อย่างเกรงใจ
เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับจากคุณชายหน้านิ่งคนนั้นแป้งร่ำหันกลับมาปั่นงานต่อ รู้สึกหน้าแตกสุดฤทธิ์
“เสร็จแล้ว!!!”
เด็กสาวรีบเอาสมุดวางรวมเอาไว้ในกองพลางมองสมุดสี่สิบเล่มที่กองพะเนินอยู่ตรงหน้า เธอจะแบกไปยังไงหมดเหล่สายตาไปที่หัวหน้าห้องสุดหล่อ ที่ยังนั่งกอดอกมองเธอว่าจะทำยังไงกับงานของเขาโดยไม่มีทีท่าจะเข้ามาช่วยเธอเลยแม้แต่น้อย ใช่สิ.. ก็เพราะเธอเป็ฝ่ายออกปากไปแล้วว่าจะรับผิดชอบส่งงานของคนทั้งห้องให้แทนเขาแต่ก็ควรจะแสดงน้ำใจกันบ้างเพราะสมุดคณิตศาสตร์สี่สิบเล่มมันหนักเกินเธอจะรับได้
เอาไงล่ะทีนี้ จะยกยังไงวะเนี่ย
แป้งร่ำตัดสินใจรวบรวมพลังทั้งหมดยกสมุดทั้งสี่สิบเล่มขึ้นมากองสมุดนั้นสูงเกินหัวเธอด้วยซ้ำ เด็กสาวค่อยๆ ย่างก้าวอย่างระมัดระวัง
ตาบ้านั่นไม่ช่วยเราจริง ๆ ด้วย
ในที่สุดเธอก็หอบกองสมุดที่สูงเกินหัวมาถึงหน้าห้องพักครู เด็กสาวยิ้มอย่างมีชัยไม่จำเป็ต้องเรียกร้องให้ใครมาช่วยก็สามารถจัดการได้
“หนูจ๊ะ นี่มันห้องพักครูภาษาไทยนะจ๊ะ” อาจารย์ท่าทางใจดีเอ่ยขึ้นหลังจากดูชื่อวิชาที่เด็กสาววางสมุดไว้บนชั้นสำหรับส่งงาน
ไม่นะ!
“ห้องพักครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ต้องไปอีกอาคารหนึ่งจ้ะตรงนี้อาคารเรียนของพวกภาษาไทย อังกฤษ และสังคม”
“ค่ะ” แป้งร่ำยิ้มแหย ๆถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยกกองสมุดนั่นไปอีกครั้ง เด็กสาวอยากจะร้องไห้ออกมาจริง ๆเพราะอีกอาคารหนึ่งมันช่างไกลเหลือเกิน ทุกคนเข้าห้องเรียนกันหมดไม่มีแม้แต่เงานักเรียนคนใดเดินผ่านมาให้เธอขอความช่วยเหลือได้เลยสักคน
โครม !!!!
และแล้วกองสมุดที่เธอประคับประคองมาอย่างดีก็ล้มระเนระนาดจนได้แป้งร่ำทรุดตัวลงอย่างหมดแรง น้ำตาซึมกับเคราะห์กรรมที่เจอ
แง ! แล้วจะต้องไปห้องไหน .. ตึกไหน... ฉันไม่รู้ทาง ....ฉันไม่น่าออกปากรับอาสามาเลย แง!
ใครคนหนึ่งเดินเข้ามาก้มลงเก็บสมุดที่กระจายอยู่ทั่วทางเดิน เด็กสาวปาดน้ำตาเงยหน้ามองอย่างคาดไม่ถึง
นายพีท!!!!
เด็กสาวเม้มปาก มองคนตัวสูงที่ก้มหน้าก้มตาเก็บสมุดจนกระทั่งเสร็จ ก่อนหน้านี้เธออยากจะเอ่ยปากขอร้องให้เขาช่วยแต่ก็ไม่กล้าเพราะเป็คนขันอาสารับมาเอง
“ขอบใจ” เธอพูดเสียงอ่อย ๆ พลางยกกองสมุดนั้นขึ้นมาอีกครั้งอย่างระวังก่อนจะก้าวเท้าเดิน
“เดี๋ยว!” เขาเรียกเอาไว้
แป้งร่ำชะงัก เมื่อพีทเดินเข้ามาใกล้
“คิดว่าตัวเองเป็ซุปเปอร์เกิร์ลรึไง”ชายหนุ่มช่วยยกสมุดกองโตนั่น ในมือแป้งร่ำเหลือสมุดอยู่เพียงแค่สิบเล่มเท่านั้นเธอยืนอึ้งมองแผ่นหลังของเขาที่เดินนำหน้าไปลิ่ว ๆ ความจริงเขาก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำอะไรเด็กสาวเผลอยิ้มออกมา
ตึกตักตึกตัก ตึกตัก
นี่มันไม่ใช่เวลาที่หัวใจเธอจะเต้นแบบนี้ เด็กสาวส่ายศีรษะเรียกสติตัวเองกลับมาก่อนจะวิ่งตามเขาไปต้อย ๆ
หลังจากพีทและแป้งร่ำเอาสมุดไปส่งได้สำเร็จ ก็เข้าเรียนวิชาดนตรีแต่เพราะทั้งคู่เข้าสายเกือบครึ่งชั่วโมงทำให้บรรยากาศภายในห้องเรียนตึงเครียดไป
“มาซะทีนะ พิทยะ ..แล้วอีกคนชื่ออะไร เด็กใหม่ใช่ไหม”อาจารย์รัมภาส่งสายตาพิฆาตทำเอาเด็กสาวใจคอไม่ดี
“แป้งร่ำค่ะ”
“ขอชื่อจริง ในคลาสนี้ครูเรียกชื่อจริงเท่านั้น”
“ทัตติยาค่ะ”
“พิทยะ ทัตติยา ครูเริ่มสอนเพื่อนเธอมาแล้วกี่นาที รู้ไหม
“เอ่อ...เอ่อ..สามสิบนาทีค่ะ”
“ไม่ต้องตอบ!” อาจารย์เสียงแข็งใส่ เ้าหล่อนสะดุ้งโหยง
อ้าว เมื่อกี้อาจารย์ไม่ได้ถามเหรอวะ.
“พวกเธอรู้ไหมว่าครูสอนพื้นฐานการอ่านโน้ต เพื่อเตรียมตัวให้นำ เสนองานเก็บคะแนนสอบเพื่อนเรียนจนจะจบบทอยู่แล้ว ไปไหนกันมาก็ไม่รู้”
“ไปส่งงานค่ะ”
“ไม่ต้องตอบ!”
แป้งร่ำสะดุ้งอีกครั้งพร้อมกับหน้าสลด อยากจะเกาหัวแต่ก็ดูจะเป็การเสียมารยาท
ไม่ได้ถามอีกแล้วเหรอวะ
“จะให้ครูมาสอนตอนนี้แล้วเพื่อน ๆ เธอก็จะเสียเวลา เอาเป็ว่าตอนเย็นหลังเลิกเรียนเธอสองคนมาเรียนรู้โน้ตเปียโนกับครู เข้าใจไหม”
คราวนี้เด็กสาวเม้มปากแน่น ไม่กล้าตอบอะไรออกไปเพราะเดี๋ยวจะถูกดุอีก
“ทำไมไม่ตอบครู!!!”
อ้าว...ให้ตอบเหรอวะ
เด็กสาวลนลาน
“ค่ะ เข้าใจค่ะ” พลางเหล่สายตามองคนตัวสูง ที่ยืนนิ่งไม่ตอบรับใด ๆทั้งสิ้น
“ ไปนั่งได้”
กุ๊กกิ๊กโบกมือให้แป้งร่ำเป็กำลังใจที่เปิดเทอมมาไม่กี่วันก็เจอดีซะแล้วทว่าเพื่อนก่อนหน้านี้จับคู่ตามคำสั่งอาจารย์รัมภาไปแล้ว นั่นหมายถึงเธอและหัวหน้าห้องมาดขรึมจะต้องคู่กัน ใจหนึ่งก็แอบยิ้มกริ่มที่ได้คู่กับคนหล่อแต่อีกใจหนึ่งก็เกร็ง ๆ กับความเ็าของเขา
“เอาล่ะ เมื่อครู่นี้เราเรียนทฤษฎีไปแล้ว ต่อไปจะเป็งานที่ครูจะให้พวกเธอทำครูให้พวกเธอนั่งเป็คู่เพราะจะให้คนหนึ่งเล่นเปียโนอีกคนหนึ่งร้องเพลงซึ่งจะเป็การเก็บคะแนนก่อนสอบปลายภาคในอีกสองเดือนข้างหน้า และในเวลาที่เหลือให้เธอทั้งสองคนปรึกษากันว่าใครจะร้องใครจะเล่น”
แป้งร่ำหันขวับไปที่ชายหนุ่มด้านข้างทันที ความจริงการร้องเพลงของเธอไม่ได้เื่เอาซะเลยแต่สำคัญเหนืออื่นใด เธอเล่นเปียโนไม่เป็แม้กระทั่งอ่านโน้ต หญิงสาวพนมมือขึ้นโดยอัตโนมัติ
“นายพีท...เราขอเป็คนร้องเพลงนะ นะ นะ นะ ขอร้องล่ะ”
เขาปรายตามองแป้งร่ำ พลางพูดนิ่ง ๆ ใส่
“เธอร้องเพลงได้อย่างนั้นเหรอ”
“พอร้องได้ แต่เปียโน เล่นไม่เป็เลย ฉันและนายอาจจะถูกหักคะแนนเอาได้นะ”
“ร้องให้ฟังสิ”
เื่มากแท้ ไอ้พีท
“ก็ได้....ประกาศเอาไว้ฉันมีสุนัขอยู่หนึ่งตัว เห่าอยู่ริมรั้วทุกคนต่างกลัวต่างรู้ดีอยากจะลองไหมแน่จริงมาบ้านดูสักที ระวังให้ดีกัดทีจะร้องโอย โอ๊ย โอ้ย......”
พอแป้งร่ำเริ่มร้องเพลงพีทก็เห็นถึงชะตากรรมคะแนนของเขาแล้วว่าไม่น่าจะรอด เอาเพลงดี ๆ ของนุ๊กสุธิดามาร้องจนเพี้ยนสุดๆ
“พอ! หยุดร้อง!”เขาตัดบท แป้งร่ำเขยิบตัวเข้าไปใกล้เขาอย่างมีลุ้น
“ไง...ร้องดีใช่ปะ ให้เราร้องเถอะนะ”
เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้แบบไม่ทันตั้งตัวแป้งร่ำตาเบิกโพลงเมื่อเห็นใบหน้าขาวใสระยะประชิด
“เธอ... อย่าร้องเพลงให้ใครฟังอีกเลย ปวดหู”
“แต่ฉันเล่นเปียโนไม่เป็นะ”
“เล่นไม่เป็ก็หัดเล่น....”
“แต่นายเป็ถึงนักเปียโนของโรงเรียนแล้วจะมาให้คนอย่างฉันเล่นเนี่ยนะ”
“ใช่!!!!”
“โอ๊ย!!! นายพีท นายจะบ้าเหรอ คะแนนจะเอาไหมนี่มันไม่ใช่เื่เล่น ๆ นะ”
“ฉันก็ไม่ได้เล่น ๆ เหมือนกัน เธอนั่นแหละที่ต้องเล่นเปียโน เข้าใจนะยัยเกรมลินส์!!”
ไม่นะ!!!! นายพีท แล้วคนอย่างนายจะร้องเพลงเหรอ คาแรคเตอร์มันไม่ใช่นะ…
โอ๊ย....แล้วเกรมลินส์…..คืออิหยังหว่า!!!!