บทที่ 5 อบอุ่นหัวใจ
ในห้องประชุมใหญ่ของหอการค้าไห่ถังบุรุษวัยกลางคนในอาภรณ์สีดำหรูหรากำลังนั่งพิจารณาแหวนหยกในมือด้วยสายตาคมกริบ ด้านข้างมีบรรดาผู้จัดการระดับสูงทุกคนยืนประสานมือเรียงรายอยู่อย่างเคร่งขรึมจนกระทั่งเฉิงซู่กลับเข้ามาพร้อมกับนำแหวนมิติวงใหม่มามอบให้บรรยากาศในห้องถึงได้เปลี่ยนไป
“โอ้ นางถึงกับนำออกมาอีกวงได้ทันทีเลยหรือ”เฉิงจี้ ประมุขหอการค้าไห่ถังหยิบเอาแหวนหยกสีขาวเนื้องามออกมาด้วยท่าทางคาดไม่ถึง“นี่บ่งบอกว่าแม่นางลึกลับท่านนี้ไม่ใช่คนธรรมดา”
“ท่านประมุข ไม่สู้ส่งคนไปสะกดรอยตามนาง”หนึ่งในผู้จัดการเสนอขึ้น
“ไม่ได้” เฉิงซู่รีบแย้งทันที“คนที่หยิบโอสถออกมาได้ทีเดียวพันกว่าเม็ดแล้วยังสามารถหยิบยื่นสมบัติวิเศษหายากเช่นนี้ออกมาได้โดยไม่ลังเลและไม่เรียกร้องเงินเ้าคิดว่านางจะไม่รู้หรือหากถูกสะกดรอยตาม”
“ถูกของอาซู่หากนางจับได้ว่าพวกเราคิดสืบเื่นาง แล้วบันดาลโทสะถึงตอนนั้นก็อย่าหวังเลยว่านางจะเอาอะไรมาขายให้กับพวกเราอีก”ผู้จัดการอีกคนรีบกล่าวเสริม
ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มของประมุขหอการค้างเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมา“นางบอกว่าอะไรบ้างตอนนำของออกมา”
เฉิงซู่รีบเล่าคำพูดของนางออกมาอย่างไม่มีตกหล่นเฉิงจี้ได้ยินแล้วก็พยักหน้ารับ “เห็นที ตัวนางเองก็ไม่ได้คิดจะปิดบังนักหรอกอีกไม่นานจะต้องเปิดเผยตัวตนออกมาแน่ มาขายของนั้นสามารถปกปิดตัวตนได้แต่การจะซื้อร้านหรือซื้อที่ดินจะอย่างไรก็ต้องใช้ชื่อจริงของใครสักคนที่มีตัวตนจริงในการซื้อถึงตอนนั้นเดี๋ยวตัวตนของนางก็จะปรากฏออกมาเองที่ข้าสนใจก็คือที่นางบอกว่าจะขายสิ่งประดิษฐ์”
“นั่นสิขอรับดูท่าแล้วสิ่งประดิษฐ์ที่นางเอ่ยถึงก็ไม่น่าจะเป็ของธรรมดาแต่ในเมื่อนางคิดจะให้เราเป็ผู้จัดหาของให้อีกไม่นานเราคงได้รู้ก่อนใครว่านางคิดจะขายสิ่งใดกันแน่”
เฉิงจี้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย“ห้ามตามสืบเื่ตัวตนนาง แต่คอยจับตาดูไว้ว่ามีร้านค้าที่ไหนในเมืองเปิดใหม่บ้างข้าอยากรู้ก่อนใครว่าสินค้าเ่าั้คืออะไรไม่แน่...การค้ารายใหญ่อาจรออยู่ก็เป็ได้”
“รับทราบขอรับ”
หลังออกจากหอการค้าไห่ถังมาได้ไม่ไกลอวิ๋นเหลียนกับฉางซุนจิ้งก็ถอดอุปกรณ์ที่ใช้ปกปิดใบหน้าออกพวกเขาเดินไปตามท้องถนนอย่างไม่รีบร้อน มองผ่านๆเหมือนคู่รักที่พากันมาเดินซื้อของทว่าสายตาของทั้งสองกลับไม่ได้จับจ้องอยู่กับข้าวของที่วางขายหากแต่เพ่งมองหาร้านรวงที่ปิดไว้และติดประกาศขาย
“เ้ามีแบบร้านเอาไว้ในใจแล้วหรือยัง”
“อืม ข้าอยากได้แบบห้องแถว”อวิ๋นเหลียนย่อมคิดเอาไว้บ้างแล้ว “เราต้องมีลูกจ้างซึ่งข้าจะซื้อตัวทาสแบบมีสัญญาถูกกฎหมายมาจะได้ป้องกันการทรยศหักหลังดังนั้นข้าอยากได้ห้องแถวแบบสองหน้าร้านถ้ามีพื้นที่ด้านหลังหรือมีชั้นสองก็คงจะดีข้าจะได้ให้ทาสที่ทำงานในร้านอาศัยอยู่ที่นั่นเลย”
ฉางซุนจิ้งถึงจะไม่ค่อยได้ออกจากบ้านแต่เขาก็ยังออกมาข้างนอกบ่อยกว่าอวิ๋นเหลียนมาก ดังนั้นจึงทำหน้าที่เป็คนเจรจาสอบถามเขาตามหาตัวนายหน้าขายที่และร้านได้อย่างรวดเร็วและแจ้งเงื่อนไขของร้านที่พวกเขาอยากได้จากนั้นทั้งสองก็ถูกพาไปยังหน้าห้องแถวที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตลาด
ห้องแถวสองชั้นถูกสร้างไว้ทั้งหมดแปดห้องสร้างอย่างดีและดูแข็งแรง ด้านหลังมีลานกว้างพอให้สร้างเรือนเล็กๆได้นับว่าคุณสมบัติตรงตามที่้า ตอนนี้ถูกซื้อไปแล้วสี่ห้องเหลืออีกสี่ห้องที่ยังปิดทิ้งไว้ ทำเลที่ตั้งไม่นับว่าแย่แต่ก็ห่างไกลจากคำว่าทำเลทองอยู่มากเพราะฝั่งตรงข้ามไม่ได้หันหน้าชนกับร้านค้าร้านอื่นแต่ดันชนกับภัตตาคารสูงสามชั้นที่มีชื่อว่าหอประชุมเซียนทั้งยังเป็ฝั่งประตูด้านหลังของร้านอีกต่างหากไม่แปลกเลยที่ห้องทั้งสี่ห้องนี้ขายไม่ออกเสียที
ฉางซุนจิ้งกลับเปรยขึ้นมาว่า“ถ้าหากสินค้าดึงดูดใจมากพอ ทำเลที่ตั้งก็ไม่ได้สำคัญ”
อวิ๋นเหลียนพยักหน้าติดๆกันแสดงความเห็นด้วย
นายหน้าขายห้องแถวถูมือไปมาพลางเอ่ยปะเหลาะว่า“คุณชาย คุณหนู ข้าน้อยก็ไม่คิดจะโก่งราคา ทำเลตรงนี้ไม่ดีสร้างมาหลายปีแล้วได้แต่ทิ้งร้างเอาไว้ ข้าขายขาดห้องละสองหมื่นตำลึง”
สองหมื่นตำลึงในราคาขายขาด นับว่าไม่แพงเพราะที่นี่คือเมืองหลวง ปกติร้านค้าห้องเดียวซ้ำยังไม่มีชั้นสองก็ปาเข้าไปหลายหมื่นตำลึงแล้วที่นี่ยังตั้งอยู่ในเขตตลาด ถึงจะหันหน้าเข้าหาหลังภัตตาคารใหญ่แต่ก็ใช่ว่าจะถูกทำลายฮวงจุ้ยจนทำอะไรไม่ได้เลย
อวิ๋นเหลียนหรี่ตาลงก่อนจะเอ่ยว่า“ข้าเอาทั้งสี่ห้องเลยหาคนมารื้อกำแพงลานด้านหลังให้ทะลุถึงกันทั้งหมดให้ด้วยได้ไหม”
“โอ้ ได้ขอรับ ได้แน่นอน” นายหน้ายิ้มหน้าบานรีบพานางไปทำเื่ซื้อที่ดินพร้อมร้านค้าอวิ๋นเหลียนควักตั๋วเงินแปดหมื่นตำลึงจ่ายออกไปอย่างไม่เสียดายก่อนจะเก็บโฉนดที่ดินที่ระบุชื่อเ้าของว่าอวิ๋นเหลียนกับกุญแจห้องทั้งสี่เอาไว้อย่างดี
ฉางซุนจิ้งถึงกับอดแซวไม่ได้ “นายหญิงเป็เ้าของที่ดินแล้วไม่รู้ว่าจะมอบสักห้องให้เป็สินสอดข้าได้หรือไม่”
คนซื่อกลับอุทานด้วยความใ “จริงด้วยข้าต้องหาสินสอดไว้สู่ขอท่านด้วยนี่นา”
ฉางซุนจิ้งหัวเราะเขาลูบศีรษะอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู “เด็กโง่ เ้าเพิ่งอายุสิบสี่ยังไม่ต้องคิดเื่สินสอดหรอก ตอนนี้เรามาคิดกันดีกว่าว่าจะตกแต่งร้านอย่างไรแล้วจะแก้ไขปัญหาหันหน้าร้านชนก้นผู้อื่นอย่างไร เงินเ้าเหลือแสนกว่าเท่านั้นเอง”
“โบราณว่ามีเงินใช้ผีโม่แป้งได้”อวิ๋นเหลียนกล่าวยิ้มๆไม่ถือสาที่ถูกเรียกว่าเด็กโง่แม้ตนจะแก่กว่าอีกฝ่ายมากก็ตาม“แสนกว่าตำลึงเพียงพอให้ข้าจัดการร้านสักห้อง เวลาไม่คอยท่าข้าอยากเปิดร้านให้ทันก่อนปีใหม่ เราไปซื้อสมุนไพรอีกดีกว่า ข้าจะหาเงินอีกก้อนแล้วเราค่อยสั่งของจากหอการค้ามาเตรียมประดิษฐ์สินค้าในร้าน ตามด้วยตกแต่งร้านเสร็จแล้วค่อยไปตลาดค้าทาส”
“ได้เลยขอรับ ตามแต่นายหญิง้า”ฉางซุนจิ้งเริ่มชอบการเรียกนางว่านายหญิงเสียแล้วมันให้ความรู้สึกเหมือนเขากลายเป็ผู้ชายของนางแล้วอย่างไรอย่างนั้นเพียงแต่คนถูกเรียกไม่ได้คิดอะไรเลยแม้แต่น้อยยิ้มรับหน้าตาเฉยพลางลากเขาไปร้านสมุนไพรอย่างอารมณ์ดี
คราวนี้อวิ๋นเหลียนซื้อสมุนไพรและส่วนผสมสำหรับปรุงยาอีกหลายอย่างไปเป็เงินหลายหมื่นตำลึงนางยังต้องซื้อขวดหยกเพิ่ม และยังสั่งทำขวดแก้วเล็กๆอีกจำนวนมากด้วย
“เ้าซื้อขวดแก้วไปทำไมหรือโอสถวิเศษควรจัดเก็บในขวดหยกมิใช่หรือไร” ฉางซุนจิ้งถามด้วยความสงสัย
“ข้าเอาไปใส่น้ำยาวิเศษเ้าค่ะ”อวิ๋นเหลียนอธิบายเสียงใส “น้ำยาวิเศษแตกต่างจากโอสถวิเศษแม้ว่าจะมีโอสถน้ำอยู่บ้างเหมือนกันแต่น้ำยาวิเศษถูกปรุงขึ้นเพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนการใช้งานจริงตามคุณสมบัติของมันไม่ได้ช่วยเพิ่มพลังฝึกปรือเหมือนโอสถ ยกตัวอย่างเช่น น้ำยาเพิ่มความเร็ว หากท่านดื่มเข้าไปก็จะกระตุ้นให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นชั่วคราวหรือน้ำยาฟื้นฟูจิตเมื่อดื่มเข้าไปก็จะช่วยเพิ่มพลังจิตที่สูญเสียไปได้จำนวนหนึ่งในทันทีเป็ของที่สิ้นเปลืองเมื่อเทียบกับโอสถวิเศษ แต่ก็เป็ประโยชน์กว่ามากในยามคับขันเพราะออกฤทธิ์ทันทีที่ดื่มเข้าไปแต่ก็มีน้ำยาบางประเภทที่แม้แต่โอสถวิเศษก็ยังเทียบไม่ได้ เช่นน้ำยาฟื้นฟูระดับสูง มันสามารถรักษาอาการาเ็ทั้งหมดได้ในทันทีไม่ว่าาแของท่านจะลึกแค่ไหนก็ตาม ข้อเสียก็ราคาแพงมาก วัตถุดิบก็หายากมากด้วยข้าเชื่อว่าในโลกใบนี้มีเพียงข้าคนเดียวที่รู้วิธีปรุงพวกมัน”
“เ้าคิดจะเอาไปขายให้หอการค้าหรือว่าขายในร้านตัวเองเล่า”
“ข้าตั้งใจจะเริ่มทำน้ำยาเพิ่มอุณหภูมิก่อนเป็อย่างแรกแถมให้กับลูกค้าที่มาซื้อสิ่งประดิษฐ์ที่ร้านนี่คือไม้ตายที่ข้าจะเอาไว้สู้กับทำเลเลวร้ายของร้านเราข้าเชื่อว่าหลังจากแถมไปแล้ว คนจะต้องอยากได้เพิ่มแน่ถึงตอนนั้นเราค่อยนำออกมาขาย” อวิ๋นเหลียนยิ้มกว้างอย่างมั่นใจ“แม้แต่หอการค้าก็ต้องเป็ฝ่ายเข้ามาติดต่อขอซื้อสินค้าเราไปขายต่อเมืองอื่นแน่ ฮึแต่ข้าไม่ปล่อยไปง่ายๆหรอก ไว้เราค่อยหาโอกาสเปิดร้านสาขาเอาทีหลัง”
ฉางซุนจิ้งเอ็นดูแม่สาวน้อยที่ช่างทำธุรกิจจนอยากจะคว้านางมากอดแน่นๆนางช่างน่ารักและเก่งกาจเขาไม่รู้สึกเสียศักดิ์ศรีเลยแม้แต่น้อยที่ยกให้นางเป็นายหญิงของตัวเองในอนาคตจากที่เคยชมชอบมาั้แ่วัยเยาว์วันนี้เขาเริ่มรู้สึกราวกับว่าตนตกหลุมรักสตรีมากความสามารถผู้นี้แล้วอย่างแท้จริง
“พี่จิ้ง เราไปที่ร้านกันดีกว่าข้าจะหลอมโอสถเอาไว้ทีเดียวเลย เพราะจะเอากลับไปหลอมที่จวนไม่ได้นี่ก็เริ่มเย็นแล้ว หากกลับบ้านช้าจะถูกต่อว่าเอา” นางยิ้มอย่างซุกซนพลางดึงแขนเขาให้เดินเร็วขึ้น“หากวันแรกออกมาเที่ยวกับบุรุษแล้วกลับค่ำมืดแม่เลี้ยงของบ้านข้ากับบ้านท่านจะไม่พอใจเอาได้”
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนเห็นแหวนมิติของพวกเขาอวิ๋นเหลียนจึงสั่งของทั้งหมดแล้วให้ร้านค้านั้นๆนำไปส่งให้ที่ร้านส่งตัวเองก็เดินตัวเปล่าเคียงคู่ไปกับฉางซุนจิ้งรอจนกระทั่งคนงานเ่าั้กลับไปแล้ว เด็กสาวจึงเริ่มหลอมยาอีกครั้ง
คราวนี้ที่นางหลอมออกมาคือโอสถฟื้นฟูปราณทั้งระดับหนึ่งและระดับสองนี่คือโอสถพื้นฐานที่ผู้ฝึกตนจำเป็ต้องมีอีกชนิดหนึ่งเพราะมันจะช่วยฟื้นฟูปราณยุทธ์ที่สูญเสียไปกลับมาได้ หากอยู่ในระหว่างการต่อสู้การมียาฟื้นฟูปราณก็อาจทำให้ได้เปรียบและพลิกมาชนะได้เลยทีเดียว
ราคาของยาฟื้นฟูปราณระดับหนึ่ง อยู่ที่เม็ดละ 60ตำลึง ส่วนระดับสองอยู่ที่ 180 ตำลึง อวิ๋นเหลียนหลอมอย่างละ 600เม็ดด้วยท่าทีสบายๆ ก่อนที่นางจะหลอมโอสถฟื้นฟูปราณระดับสามออกมาหนึ่งเตาหรือก็คือ 120 เม็ด แต่นางตั้งใจจะนำไปขายเพียง 20 เม็ดเท่านั้น
สมควรทราบว่าต้นทุนของสมุนไพรที่ใช้ในการหลอมเฉลี่ยต่อเม็ดนั้นต่ำมากอย่างโอสถฟื้นฟูปราณระดับหนึ่ง ต้นทุนไม่ถึงเม็ดละ 2 ตำลึงด้วยซ้ำอวิ๋นเหลียนซื้อของมาด้วยราคาหมื่นตำลึง แต่นางขายทั้งหมดนี้ได้เงินเป็แสนๆ
สำหรับครอบครัวประชาชนทั่วไปที่มีรายได้เพียง12-20 ตำลึงต่อปี อวิ๋นเหลียนจัดเป็เศรษฐีตัวน้อยได้เลย
แม้แต่ท่านแม่ทัพบิดานางเองยังไม่แน่ว่าจะมีเงินเกินห้าแสนตำลึงหรือไม่
ส่วนฉางซุนจิ้งที่เป็ผู้ลงทุนครึ่งหนึ่งย่อมต้องได้ส่วนแบ่งแต่เขากลับแสดงบทบาทของว่าที่สามีได้อย่างดีเยี่ยม มอบเงินทั้งหมดให้นางเก็บเอาไว้เขาเพียงแต่ช่วยนางเก็บยาทั้งหมดไว้ เผื่อนางไม่สามารถออกจากจวนได้เขาจะทำหน้าที่เอามันไปขายแทนนางเอง
หลังหลอมโอสถที่จะขายทั้งหมดแล้วอวิ๋นเหลียนก็ไม่ได้หยุดมือ นางนั่งลงขัดสมาธิบนพื้นด้วยท่าทางจริงจังก่อนจะนำวัตถุดิบจำนวนหนึ่งที่ซื้อมาถูกๆออกมา มีทั้งดอกไม้สีขาว ก้อนหินประหลาด ไปจนถึงน้ำแร่ธรรมชาติซึ่งของเหล่านี้ล้วนเป็ของที่ขายไม่ค่อยออกในร้านสมุนไพรแต่อวิ๋นเหลียนกลับซื้อเหมามา ทำให้ได้ราคาที่ถูกมาก
เด็กสาวหลับตาลง ยื่นมือทั้งสองข้างมาเื้ัเปลวเพลิงสีทองพุ่งออกมาจากมือทั้งสองข้างของนางก่อนจะรวมตัวกลายเป็เตาหลอมเพลิงสีทองขนาดเล็กลอยอยู่กลางอากาศ
อวิ๋นเหลียนเทน้ำแร่ลงไปในเตาหลอมใช้ไฟชำระดอกไม้จนกลายเป็ผงสีขาวเรืองรอง จากนั้นก็ใช้ไฟเผากลั่นหินประหลาดจนกลายเป็ผงแล้วใส่ผงเ่าั้ลงในน้ำแร่ เปลวเพลิงลุกโหมอยู่นานเกือบสองเค่อจากนั้นนางก็เติมของอีกสองสามอย่างลงไป รอจนกระทั่งมีเสียงเหมือนน้ำเดือดนางถึงได้หยิบขวดแก้วออกมาวางเรียงแล้วใช้มือควบคุมเตาให้เทของเหลวสีใสลงไปในขวดทั้งสิบเมื่อเทจนเกลี้ยงแล้วถึงได้สลายเตาหลอมกลับเป็เปลวเพลิงแล้วเก็บเข้าสู่ร่าง
“นี่คือ?”ฉางซุนจิ้งมองกระบวนการทั้งหมดด้วยความตื่นตาตื่นใจก่อนจะเอ่ยถามเมื่อมีโอกาส
“น้ำยาฟื้นฟูระดับกลาง” อวิ๋นเหลียนกล่าวพลางแบ่งน้ำยาสามขวดส่งให้เขา “พี่จิ้งกลับไปบ้านแล้วท่านต้องดื่มมันก่อนนอนสามคืน คืนละหนึ่งขวดหลังจากนี้สุขภาพของท่านก็จะหายดีกลับมาแข็งแรงหล่อเหลาเหมือนเดิมเสียดายที่หาวัตถุดิบได้แค่นี้ ถ้าหากปรุงยาฟื้นฟูระดับสูงได้ขวดเดียวก็เห็นผลแล้ว”
ฉางซุนจิ้งรับขวดน้ำยาวิเศษไปอย่างทะนุถนอมนางถึงกับตั้งใจปรุงยาให้เขา หัวใจของชายหนุ่มซาบซึ้งจนอดไม่ไหว รีบเก็บขวดแก้วลงแหวนแล้วยื่นมือไปรั้งร่างบางขึ้นมาบนตัก สองแขนโอบกอดเอวบางไว้แน่น
อวิ๋นเหลียนรับรู้ได้ถึงความตื้นตันของเขานางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะเขาเหมือนที่เขาชอบทำเวลาปลอบโยนนางตอนเด็กๆ “โอ๋ๆ นะ”
ชายหนุ่มซุกใบหน้าหล่อเหลาลงบนไหล่บาง เมื่อได้ยินคำว่าโอ๋ๆนะของนางก็เผลอหัวเราะลมหายใจอุ่นร้อนกระทบลำคอของเด็กสาว อวิ๋นเหลียนสะดุ้งเบาๆความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นวาบ หัวใจก็เต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะหนึ่งแต่เพราะไม่เข้าใจนักว่าอาการเช่นนี้คืออะไรนางจึงพยายามตั้งสติแล้วขยับตัวหลบลมหายใจอุ่นๆของเขาอย่างไม่เป็ธรรมชาติ
“พะ พี่จิ้ง ท่านกอดแน่นเกินไปแล้ว”อวิ๋นเหลียนรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุนางดันไหล่ของเขาเบาๆเสียงที่ตะกุกตะกักเล็กน้อยทำให้ดวงตาของฉางซุนจิ้งวาววับไปด้วยความลิงโลดแต่เขาก็ระงับความดีใจเอาไว้ พลางคลายอ้อมกอดอย่างว่าง่ายแล้วยกนางลงจากตักของตัวเอง
อวิ๋นเหลียนรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนนางแสร้งมองไปทางอื่นก่อนจะเอ่ยว่า “เรากลับบ้านกันเถอะก่อนกลับแวะซื้อขนมไปฝากคนที่บ้านกันด้วย พวกเขาจะได้อารมณ์ดี”
“อืม” ฉางซุนจิ้งรับคำอย่างชื่นบานเก็บของที่จำเป็ใส่ในแหวนมิติ แล้วเป็ฝ่ายเดินนำออกจากร้านก่อนจะช่วยนางใส่กุญแจปิดประตูร้านอย่างมิดชิด
ตอนที่อวิ๋นเหลียนกลับมาถึงจวนโดยมีฉางซุนจิ้งเดินมาส่งถึงประตูบ้านฮูหยินใหญ่ก็ยิ้มอย่างปลาบปลื้มออกมาต้อนรับด้วยตัวเองยิ่งเมื่อทั้งสองมอบกล่องขนมร้านดังในเมืองให้ นางก็เอ่ยชมไม่หยุดก่อนจะบอกลาฉางซุนจิ้งแล้วจูงเด็กสาวเดินกลับเข้าไปในบ้าน
“ฮูหยินนี่คือขนมที่ข้าซื้อมาฝากพี่ใหญ่กับน้องสาม”อวิ๋นเหลียนยกกล่องขนมอีกสองกล่องขึ้นมา ฮูหยินรีบสั่งให้สาวใช้มารับเอาไปส่งที่เรือนของคุณชายใหญ่และคุณหนูสามส่วนนางก็จับจูงอวิ๋นเหลียนไปที่เรือนของตัวเอง
“เหลียนเอ๋อร์เ้าคิดว่าคุณชายฉางซุนจิ้งเป็อย่างไร”
ฮูหยินใหญ่ถามอย่างยิ้มแย้มอวิ๋นเหลียนเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไร นางตัดสินใจแล้วว่าจะแต่งงานกับฉางซุนจิ้งดังนั้นจึงเอ่ยไปตามตรงว่า “พี่จิ้งเป็คนดีมากเ้าค่ะข้าอยู่ใกล้ๆเขาแล้วรู้สึกสบายใจ หากมีโอกาสฮูหยินจะอนุญาตให้ข้าไปเที่ยวเล่นในเมืองกับพี่จิ้งอีกได้หรือไม่เ้าคะ”
“ได้สิๆ” ฮูหยินใหญ่ดีใจจนเนื้อเต้นแต่ก็พยายามระงับอาการเอาไว้ “ตอนเด็กๆเ้าชอบเล่นกับเขาที่สุดถึงแม้ว่าจะโตๆกันแล้ว แต่ความสัมพันธ์ดีๆก็ควรรักษาไว้ เ้าไม่ค่อยได้ออกไปไหนหากภายหลังเ้าอยากออกไปเที่ยวเล่นนอกจวนก็สามารถออกไปได้ แต่ต้องมาแจ้งข้าไว้ก่อนทางที่ดีก็ให้พาพี่ชายใหญ่ของเ้าไม่ก็คุณชายฉางซุนออกไปด้วย”
“ขอบคุณฮูหยินใหญ่เ้าค่ะ”อวิ๋นเหลียนยิ้มพลางเอ่ยขอบคุณเสียงหวาน
หลังจากนั้นฮูหยินใหญ่ก็สอบถามนางว่าไปที่ไหนกันมาบ้างอวิ๋นเหลียนก็เอ่ยเล่าคร่าวๆว่าพวกนางไปเดินเล่นในเมือง ไปกินข้าวที่ภัตตาคารแล้วก็ไปเดินเล่นในตลาดต่อ สุดท้ายแวะซื้อขนมแล้วกลับบ้าน
เมื่อซักถามได้ข้อมูลจนเป็ที่พึงพอใจแล้วฮูหยินใหญ่ถึงได้ชวนนางไปกินข้าวเย็นด้วยกัน วันนี้ท่านแม่ทัพค้างที่ค่ายทหารในห้องรับประทานอาหารจึงมีเพียงฮูหยินใหญ่ คุณชายใหญ่อวิ๋นลู่คุณหนูรองอวิ๋นเหลียน และคุณหนูสามอวิ๋นรั่ว ส่วนคุณชายน้อยอวิ๋นหลี่น้องชายคนเล็กยังอายุน้อยจึงไม่สามารถมาร่วมทานอาหารที่นี่ได้
“น้องรอง วันนี้ออกไปเที่ยวมาเป็อย่างไรบ้างฉางซุนจิ้งรังแกเ้าหรือเปล่า” อวิ๋นลู่เติบโตมาในค่ายทหารค่อนข้างมีนิสัยตรงไปตรงมา พอเจอหน้าน้องสาวก็โพล่งถามออกมาทันที
“พี่จิ้งดีต่อข้ามากเ้าค่ะ”อวิ๋นเหลียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ นางยื่นมือไปช่วยน้องสาวเลื่อนจานอาหารที่คีบไม่ถึงอย่างเป็ธรรมชาติได้รับเสียงหวานเอ่ยขอบคุณกลับมา บรรยากาศของพี่น้องดูรักใคร่กลมเกลียวแตกต่างไปจากบ้านอื่นที่เหล่าบุตรธิดาต่างมารดาไม่ค่อยลงรอยกัน
แต่จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียวลึกๆแล้วอวิ๋นรั่วก็ไม่ได้ชอบพี่สาวต่างมารดามากนักเหตุก็เพราะอวิ๋นเหลียนงดงามเกินไปแม้แต่คู่หมั้นของนางเวลามาหายังแอบมองไปทางพี่สาวหลายครั้งทำให้สาวน้อยอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก แต่อวิ๋นเหลียนไม่เคยทำอะไรไม่ดีต่อนางเลยสุดท้ายแล้วนางก็เกลียดพี่สาวไม่ลงจริงๆ ได้เพียงแอบอิจฉาอยู่ลึกๆในใจเท่านั้น
ยามนี้เห็นพี่สาวทำท่าจะมีคู่หมายแล้วในที่สุดนางก็วางใจลงได้ว่าคู่หมั้นของนางจะได้เลิกแอบมองพี่สาวเสียที
อวิ๋นเหลียนผู้ใสซื่อไม่ได้รับรู้เื่เหล่านี้เลยแม้แต่น้อยนางไม่รู้กระทั่งว่าคุณชายอวี๋หลานชายของอัครมหาเสนาบดีผู้เป็คู่หมั้นของน้องสาวแอบมองนางบ่อยๆเพราะถูกใจใบหน้างดงามนี้นางไม่เคยไปร่วมงานเลี้ยงที่ไหน ไม่เคยออกมาพบปะแขกคนอื่นนอกเหนือจากตระกูลฉางซุนดังนั้นผู้ที่เคยเห็นรูปโฉมของนางจึงมีอยู่ไม่มากคุณชายอวี๋เองก็บังเอิญได้พบนางก็่ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้เขาถึงได้รู้ว่าพี่สาวที่ป่วยหนักมานานปีของอวิ๋นรั่วเป็สาวงามหาตัวจับยากในใจก็อดนึกเสียดายไม่ได้ ต่อให้นางเป็บุตรอนุแต่รูปโฉมเช่นนั้นก็ยังชวนให้ผู้คนอยากได้มากอยู่ดี
ที่จริงแล้วไม่ใช่แค่คุณชายอวี๋คุณชายตระกูลฉางซุนคนอื่นๆพอได้เห็นนางแล้วก็อดขุ่นเคืองใจขึ้นมาไม่ได้ที่ฮูหยินฉางซุนคิดจะให้นางหมั้นหมายกับฉางซุนจิ้งพวกเขาต่างก็อยากให้นางแต่งกับตัวเองมากกว่า
แต่การที่อวิ๋นเหลียนไม่รับรู้ถึงเื่พวกนี้ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆในบ้านจะไม่รับรู้อวิ๋นลู่ยื่นมือไปโยกศีรษะของนางพลางเอ่ยว่า “ฉางซุนจิ้งก็ไม่เลวจริงๆนั่นแหละแต่ข้าคิดว่าเขาดูอ่อนแอเกินไป อีกหน่อยจะปกป้องดูแลเ้าดีๆได้หรือแถมพวกเราเองก็รู้ว่าเขาถูกรังแกในจวนน้องสาวเราแต่งเข้าไปจะไม่เป็อะไรจริงๆหรือ”
ฮูหยินใหญ่พลอยหุบยิ้มไปด้วยเพราะนางสนิทสนมกับฮูหยินฉางซุน จึงลืมคิดถึงเื่นี้ไปชั่วขณะพอได้ยินบุตรชายเอ่ยขึ้นมาจึงเริ่มกังวล นางเองก็เอ็นดูลูกเลี้ยงไม่น้อยไม่อยากให้นางต้องไปลำบาก เห็นทีนางคงต้องพิจารณาให้นานขึ้นอีกหน่อยแล้ว
อวิ๋นเหลียนเพียงแต่ยิ้มน้อยๆนางไม่ใส่ใจเื่บ้านฉางซุนหรอกเพราะนางตั้งใจจะเป็ฝ่ายดูแลปกป้องพี่จิ้งต่างหากล่ะ!
เมื่อนึกถึงความอบอุ่นอ่อนโยนของเขา อ้อมกอดที่เจือด้วยกลิ่นหอมจางๆของดอกกล้วยไม้ที่มาจากถุงหอมของเขาอวิ๋นเหลียนก็รู้สึกหัวใจผ่อนคลายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวนางไม่เข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ เพียงเข้าใจว่านางรู้สึกดีมากๆเวลาอยู่ใกล้เขาและอยากจะััความรู้สึกเช่นนั้นอีก จึงเริ่มขบคิดแล้วว่าจะออกไปข้างนอกแล้วชวนเขาไปด้วยวันไหนดี