เสร็จจากเข้าเฝ้าองค์ราชา ด้วยความเคร่งเครียดของสถานการณ์ทำให้จางฟู่ถิงไม่อาจเสียเวลาร่ำลาผู้ใด ผู้เป็นเจ้าสำนักรีบนำสมาชิกทุกคนของตนกลับสู่หมู่ตึกพฤกษา ทันทีที่ถึงก็เรียกชุมนุมเหล่าอาจารย์และผู้อาวุโสเพื่อหารือเกี่ยวกับการประลองห้าแคว้นทันที
“ทางราชสำนักขอให้ผู้ชนะทั้งสี่วิถี และศิษย์รุ่นเยาว์อีกสองคนจากสำนักหลักทั้งสองไปร่วมการประลองห้าแคว้น เป้าหมายหลักคือการเข้าสู่ถ้ำอสูรและครอบครองลูกแก้วบงการอสูรให้ได้” จางฟู่ถิงสรุป
“นี่มันคาดหวังเกินไปแล้ว จากกลุ่มตัวแทนทั้งหมดจากห้าแคว้น มีเพียงผู้ชนะคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ถ้ำอสูรได้” เยี่ยกวนโอดครวญอย่างอดไม่ได้
“ข้าเห็นด้วย กี่ปีมาแล้วที่พวกเราแคว้นต้าหนานไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ตำแหน่งนั้น” อาจารย์อิงเองก็มีทีท่าร้อนรน ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้เหตุใดพวกเขาต้องรับแรงกดดันมากเพียงนี้ด้วย
“นับจากสิบห้าปีก่อน ที่มู่เหวินป๋ออัจฉริยะจากตระกูลมู่ที่สามารถคว้าชัยชนะมาได้ ก็ไม่เคยมีผู้ใดสามารถเช่นนั้นอีก อย่าว่าแต่ชนะเลิศเลย แม้แต่สิบอันดับแรกพวกเขายังเบียดเข้าไปไม่ได้” อาจารย์ซูลอบทอดถอนใจถึงอัจฉริยะที่หายสาบสูญไปหลังงานประลองนั้น
“ไหนจะต้องครอบครองลูกแก้วบงการอสูร กี่ร้อยปีมาแล้วนับแต่เทือกเขาหู่ลี่ถูกปิดผนึกก็ไม่เคยมีผู้ใดสามารถพบเห็น มีเพียงข่าวลือถึงลูกแก้วสีขาวสว่างที่สามารถทำให้เหล่าสัตว์อสูรก้มคารวะอย่างนอบน้อมเท่านั้น” ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยบ้าง
“แต่ข้ากลับคิดว่าเรายังมีหวัง เพราะในปีนี้เหล่าศิษย์ของเรา… โดดเด่นเกินผู้ใด”
ฟ่านจูหลิงเสนอความคิดอย่างมั่นใจ เมื่อจางฟู่ถิงและเหล่าอาจารย์ทั้งหลายฟังแล้วต่างก็พยักหน้าเห็นพ้องเช่นกัน
“ตัวแทนผู้ชนะทั้งสี่วิถีนั้นแน่นอนแล้วว่ามีมู่เชียน อิงอู่หลาน ฉวนสี่ และ ก้วนฉู่เซิง ทว่าศิษย์อีกสองคนที่จะถูกคัดเลือกไปนั้นยังต้องเลือกเฟ้นให้ดี พวกเจ้ามีข้อเสนอใดบ้าง”
“แม้ปราณยุทธ์ของเด็กพวกนั้นจะโดดเด่นเป็นหนึ่งในต้าหนาน ทว่าเทียบกับแคว้นอื่นพวกเรายังล้าหลังอยู่มาก ในความเห็นข้าตัวแทนอีกคนควรจะต้องเป็นอู่เฉินกัง พลังการต่อสู้ของเขาอาจพอมีประโยชน์ในยามคับขัน”
“แต่ข้าคิดว่า …. ปราณยุทธ์นั้นอย่างไรเราก็สู้ไม่ได้ เหตุใดไม่ยึดถือจุดเด่นของพวกเราเล่า… ข้าเห็นว่าโม่เจี้ยนนั้นเหมาะสมกว่าเขาบรรลุยอดยุทธ์ชั้นต้นแล้ว ยามนี้ความสามารถด้านควบคุมสัตว์อสูรของเขานั้นไม่ด้อยกว่าก้วนฉู่เซิง นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”
อาจารย์ซูนิ่งคิดสักครู่ก็พยักหน้าเห็นจริงตามนั้น เมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้าน ตัวแทนคนแรกจึงเป็นโม่เจี้ยน
“อีกคนนั้นข้าเสนอหยางอี้ปิน ปราณยุทธ์ของเขาไม่ด้อยกว่าโม่เจี้ยน อีกทั้งยังเชี่ยวชาญศาสตร์ปราณโอสถ ยามคับขันจะช่วยลดความสูญเสียได้” ร่างอ้วนของอาจารย์อิงลุกขึ้นเสนอความคิดบ้าง
“ข้าเห็นด้วย งานประลองระหว่างแคว้นนั้นดุเดือดอย่างมาก หลายชีวิตต้องบาดเจ็บล้มตาย หากเลือกได้ศาสตร์แห่งการเยียวยานับว่าจำเป็น”
เยี่ยกวนเอ่ยอย่างมีเหตุผล เมื่อพิเคราะห์แล้วว่าในกลุ่มตัวแทน มีทั้งอิงอู่หลาน หยางอี้ปิน รวมถึงมู่เชียน สามในหกล้วนเชี่ยวชาญศาสตร์เยียวยา ย่อมได้เปรียบแคว้นอื่นได้ด้านพลังชีวิตอย่างมาก
“เช่นนั้นก็เอาตามที่พวกท่านว่า แจ้งให้พวกเขาเตรียมตัวเถิด อีกสามวันต้องออกเดินทางแล้ว” จางฟู่ถิงเอ่ยสรุปในที่สุด
เหล่าตัวแทนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างเริ่มเตรียมตัวกันอย่างเร่งรีบ งานประลองห้าแคว้นจะจัดขึ้นที่แคว้นฉินในอีกครึ่งเดือน ระยะทางนั้นยาวไกลอย่างมากเนื่องจากแคว้นฉินนั้นคือแคว้นห่างไกล ตั้งอยู่ใต้สุดของทวีปกลาง การจะเดินทางจากหมู่ตึกพฤกษาถึงแคว้นนั้นใช้เวลาราวสิบวัน
สามวันต่อมาตัวแทนทั้งหกได้มารวมตัวกันที่ลานสำนักเพื่อออกเดินทางไปยังแคว้นฉิน ฉวนสี่เห็นมู่เชียนเดินมาก็เบิกตากว้าง
“ศิษย์น้องมู่ ไม่พบเพียงสามวันก็บรรลุอีกแล้วหรือ ทำให้ศิษย์พี่อิจฉานัก” เขาสังเกตว่ามู่เชียนนั้นบรรลุยอดยุทธ์ขั้นปลายแล้ว ….. แม้จะเอ่ยว่าอิจฉาแต่ในใจของฉวนสี่นั้นกลับมีเพียงความเลื่อมใสและยินดีด้วยจากใจจริง
“อีกแล้วหรือ ….?” โม่เจี้ยนเอ่ยตัดพ้อแล้วก็นั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง
มู่เชียนได้แต่ยิ้มมองปฏิกิริยาของพวกเขาที่แตกต่างกันไปอย่างขบขัน. สามวันมานี้นางฝึกตนอยู่ในหอรวมปราณมาโดยตลอด เมื่อปราณธาตุในร่างเต็มจนล้นในที่สุดเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ขั้นปลายได้สำเร็จ
จ้าวซงคือสมาชิกเพียงคนเดียวในรุ่นที่ไม่ได้เดินทางไปด้วย แม้จะเป็นเช่นนั้นเขากลับไม่ได้มีท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจแต่อย่างไร ชายหนุ่มร่างเล็กยามนี้มารอส่งศิษย์พี่น้องของเขาด้วยความเป็นห่วงเท่านั้น
“นี่คือโอสถระดับสามที่ข้าปรุงไว้ พวกเจ้าต้องระวังตัวให้ดี โดยเฉพาะเจ้า โม่เจี้ยน ปราณยุทธ์ของเจ้าด้อยที่สุด เวลาต่อสู้อย่าได้บุ่มบ่ามวิ่งเข้าใส่ ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่ใดใช้ร่างกายเข้าสู้ประชิดอย่างเจ้าบ้าง เจ้าควรรู้จักเรียนรู้ใช้พรสวรรค์ด้านสัตว์อสูรให้เป็นประโยชน์”
จ้าวซงเอ่ยตักเตือนโม่เจี้ยนอย่างอดไม่ได้ ที่ผ่านมาเขามักจะเป็นคนแรกในกลุ่มที่บาดเจ็บก่อนเสมอ ทว่าคนถูกเป็นห่วงกลับย่นคิ้วไม่ชอบใจ
“ข้าวิ่งใส่พวกมันเมื่อไหร่ มีแต่พวกมันนั่นล่ะวิ่งใส่ข้า คงเพราะรู้ว่าข้าคือตัวอันตรายที่สุด”
จ้าวซงส่ายหน้าครั้งหนึ่งให้กับความมั่นใจเกินเหตุของโม่เจี้ยน จากนั้นก็หันกลับมาหาศิษย์น้องผู้เป็นนายของตนแล้วคารวะทีหนึ่ง
“ขอให้คุณหนูเดินทางโดยสวัสดิภาพ ประสบความสำเร็จดังตั้งใจ และกลับมาอย่างปลอดภัย”
จ้าวซงรู้ดีว่ามู่เชียนมีภารกิจต้องนำลูกแก้วบงการอสูรกลับมาให้ได้ มิเช่นนั้นนางและครอบครัวอาจประสบภัย แม้จะยากเย็นแต่จ้าวซงกลับเชื่อมั่นว่านางจะทำได้สำเร็จแน่นอน
“วางใจเถอะ พวกเราจะต้องปลอดภัยกลับมาแน่” มู่เชียนเอ่ยยิ้มๆ
เพียงไม่นานจางฟู่ถิงก็มาถึง ขบวนของพวกเขาเริ่มออกเดินทางสู่แคว้นฉินทันที ระหว่างการเดินทางนั้นพวกเขาได้รับความรู้จากเหล่าอาจารย์เกี่ยวกับงานประลองห้าแคว้นอีกมาก
งานประลองห้าแคว้นนั้นจัดขึ้นทุกๆสามปี วัตถุประสงค์หลักของการประลอง ให้โอกาสอัจฉริยะรุ่นเยาว์ได้เข้าไปในเทือกเขาหู่ลี่
หลายร้อยปีก่อนไม่ทราบด้วยเหตุใดจู่ๆเทือกเขาแห่งนี้ก็ปรากฏสนามพลังขนาดใหญ่ขึ้นครอบคลุมทั้งหมดไว้ มีผู้พยายามค้นหาความจริงพยายามเล็ดรอดเข้าไปตรวจสอบกลับไม่อาจทำได้
ทว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง สนามพลังแห่งนี้จะเปิดออกทุกๆสามปี มีเพียงผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับต่ำกว่าปราชญ์ยุทธ์เท่านั้นจึงจะเข้าไปได้ หลังจากหนึ่งเดือนไปแล้วสนามพลังแห่งนี้ก็จะปิดลงอีกครั้ง
ภายในนั้นมีทรัพย์สมบัติมากมาย ทั้งหินปราณ เคล็ดวิชา อาวุธเวทย์ เหล่าอาจารย์เล่าว่าสมบัติหลายๆชิ้นของหมู่ตึกพฤกษาก็ได้มาจากที่นั่น ในอดีตถึงกับเคยมีคนพบอาวุธเวทย์ระดับฟ้า หรือแม้กระทั่งเคล็ดวิชาระดับฟ้ามาแล้ว ภายหลังคนมากมายได้สำเร็จขั้นมหายุทธ์จากสมบัติในถ้ำ เปลี่ยนชะตาชีวิตของตนเองไปตลอดกาล
ทว่าไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆภายในเทือกเขานั้นเต็มไปด้วยอันตราย มีทั้งค่ายกลและสัตว์อสูรอันโหดร้ายมากมาย แต่กระนั้นภายใต้เงื่อนไขที่ว่าขอเพียงรอดมาได้ย่อมต้องมีอะไรติดมือกลับมา ทำให้เหล่าผู้หวังความก้าวหน้ายังคงดิ้นรนเพื่อเข้าร่วมงานประลองและเข้าสู่เทือกเขามรณะนี้อยู่เสมอ
นอกจากนี้ยังมีข่าวลือถ้ำแห่งหนึ่ง ในนั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรร้ายกาจระดับปราชญ์อสูรขึ้นไป น่าแปลกที่พวกมันต่างต้องวนเวียนมาคารวะลูกแก้วสีขาวสุกสว่างลูกหนึ่งอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่า “ลูกแก้วบงการอสูร”
สิบวันต่อมา เมืองชายแดนแคว้นฉินที่เคยเงียบเหงา ยามนี้กลับคราคร่ำไปด้วยผู้คน ผู้กล้าจากหลากแคว้น หลายสำนักล้วนมารวมตัวกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานประลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปกลาง มู่เชียนและเหล่าศิษย์พี่น้องทยอยลงจากหลังของสัตว์อสูรที่บริเวณหน้าประตูเมือง คิดจะตรงเข้าเมืองไปหาที่พัก แต่ก็ต้องมาพบกับขบวนต้อนรับอันยิ่งใหญ่ของแคว้นฉิน
เดิมพวกเขาคิดซาบซึ้งในไมตรีอันอบอุ่นของเจ้าบ้าน แต่กลับพบว่าคนเหล่านั้นมิได้มีทีท่าสนใจการปรากฏตัวของพวกเขาแม้แต่น้อย เหล่าผู้มาเยือนทั้งหลายจึงได้แต่หลบไปอยู่ด้านข้างอย่างเจียมตน
ท่ามกลางกลุ่มคนที่ยืนสงบนิ่งอยู่นั้น องค์ราชาแคว้นฉินในชุดฉลองพระองค์หรูหรายืนอยู่หน้าประตูเมือง ด้านหลังของเขามีเชื้อพระวงศ์และเหล่าข้าราชบริพารหลายร้อยชีวิตอยู่ด้วย
“ดูเหมือนพวกเขากำลังรอใครอยู่” มู่เชียนเอ่ยอย่างสงสัย
“ใครกันนะยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่องค์ราชาแคว้นฉินต้องมารอรับด้วยตนเอง” .. ฉวนสี่เอ่ยออกมาเบาๆอย่างสงสัยเช่นกัน
จะมีสักกี่คนในแผ่นดินที่ทำให้องค์ราชาแคว้นฉินออกมาต้อนรับถึงหน้าประตูเมืองเช่นนี้ แน่นอนว่าองค์ราชาแห่งต้าหนานของพวกเขานั้นไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน
“ราชาแคว้นต้าเยว่เสด็จแล้ว”
เสียงจากเบื้องบนประกาศก้อง ชักนำสายตาของผู้เฝ้ารอให้แหงนหน้ามอง ร่างหกร่างปรากฏตัวขึ้นบนฟากฟ้าเหนือประตูเมืองโดยไร้สุ้มเสียง และหนึ่งในนั้นได้ดึงดูดความสนใจของทุกสายตาไปจนหมดสิ้น
ร่างสูงสง่าอยู่ในชุดสีดำหรูหรา ใบหน้าที่งดงามราวเทพเจ้าของเขาเต็มไปด้วยความเฉยชา ดวงตาดำมืดที่กำลังกวาดมองกลุ่มคนเบื้องล่าง มิอาจสร้างความรู้สึกอื่นใดได้นอกจากความหวาดกลัว แม้จะเป็นเช่นนั้นรูปลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างเทพและปีศาจก็ยังทำให้ผู้คนมิอาจละสายตาไปจากเขาได้ ทำได้เพียงแหงนหน้ามองร่างทรงอำนาจนั้นอย่างหลงใหลระคนหวั่นเกรง
นี่คือเยว่เทียนหง…. องค์ราชาผู้อยู่เหนือราชาทั้งปวง ร่างสูงค่อยๆลอยลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าขบวนต้อนรับ โดยมีฟู่หลิงและองครักษ์หู่ทั้งสี่ยืนขนาบล้อมอยู่ด้านหลัง
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
ขบวนต้อนรับกว่าพันชีวิตคุกเข่าราบลงกับพื้น แม้องค์ราชาแห่งแคว้นฉินเองก็ยังต้องโค้งกายคารวะอย่างนอบน้อม ใบหน้าชราของเขาเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง ไม่มีท่าทางฝืนใจแม้แต่น้อยที่ทำความเคารพบุรุษหนุ่มรุ่นลูก ใต้หล้านี้แต่ไรมาความแข็งแกร่งล้วนอยู่เหนือทุกสิ่ง
แคว้นต้าเยว่.. ไม่ว่าจะด้วยปราณยุทธ์หรือกำลังทหารก็ถือเป็นอันดับหนึ่ง ลำพังแค่คนหกคนตรงหน้า หากพวกเขาคิดจะทำลายแคว้นฉินทั้งหมดก็เพียงสิ้นเปลืองเวลาไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น
เยว่เทียนหงมิได้ใส่ใจกลุ่มคนที่ทรุดตัวอยู่ ร่างสูงสง่าหันมาด้านหลังเพื่อมองหาเป้าหมายของตนทว่าการจะตามหาเด็กสาวตัวเล็กๆท่ามกลางกลุ่มคนหลายพันนั้นไม่ง่ายเลย
“ผู้ชายจริงหรือนั่น” โม่เจี้ยนเหม่อมองใบหน้าของเยว่เทียนหงแล้วก็อดหลุดปากออกมาไม่ได้
‘เขาคือเยว่เทียนหงจริงๆด้วย…..’
มู่เชียนมองร่างสูงที่อยู่ไกลๆ พลางคิดว่านางควรเข้าไปทักทายสักหน่อย อย่างไรก็คนรู้จักกัน แต่ท่ามกลางคนมากมายเช่นนี้ จะถูกมองว่านางเป็นพวกจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือหรือไม่… แต่หากไม่ไปแล้วเขารู้เข้านางก็กลายเป็นพวกไม่รู้มารยาทน่ะสิ
ระหว่างที่คิดวุ่นวายอยู่นั้น เงาร่างงดงามร่างหนึ่งก็วิ่งตรงเข้าหาร่างสูงสง่า ท่ามกลางสายตานับพันคู่อย่างยินดี
“เสด็จพี่เทียนหง..”
น้ำเสียงหวานใสราวระฆังกังวานผสานออดอ้อนฉอเลาะ ใบหน้างดงามเย้ายวนเกินหญิงใดเต็มไปด้วยความคิดคำนึง น้ำตาหยดเล็กไหลลงมาอย่างงดงามก่อนที่ร่างบางจะย่อกายคารวะใกล้ๆ
“เสด็จพี่ … จากกันหลายปีไม่มีวันใดเลยที่เหยาเหยาจะไม่คิดถึงท่าน…”
มู่เชียนที่ยืนอยู่ไกลๆ ได้แต่มองความใกล้ชิดนั้นอย่างงุนงงอยู่บ้าง หยางอี้ปินเห็นนางมีท่าทางสนใจจึงเอ่ยอธิบายว่า
“นั่นคือองค์หญิงเหยา- ฉินซือเหยาแห่งราชวงศ์ฉิน น้าสาวของนางคือสนมเอกของราชาแคว้นเยว่พระองค์ก่อน