Chapter 11
เ้านายที่แสนดี
เช้าวันต่อมา
เนื่องจากแม่ป่วยเป็ความดันสูงทำให้นวตาตัดสินใจโทรไปลางานในตอนเช้ากับอินทรีย์ซึ่งอินทรีย์ก็ได้นำไปแจ้งดรัณภพที่มาทำงานแต่เช้า โดยที่ตัวดรัณภพเองก็แปลกใจว่าทำไมวันนี้ที่โต๊ะทำงานไร้ซึ่งผู้ช่วยเลขาหน้าหวานที่คุ้นเคย
“ทำไมมาลากระทันหัน เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
ดรัณภพนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานสวมชุดสูทยกแขนขึ้นเท้าคางแล้วมองหน้าอินทรีย์ที่ถือเอกสารอยู่ข้างหน้าพร้อมกับยื่นให้เขา วันนี้อินทรีย์ต้องคอยเอาเอกสารเข้ามาและแจ้งตารางงานให้กับประธานบริษัทเองเนื่องจากผู้ช่วยเลขาอย่างนวตาขอลาหยุดงานสามวัน
“เห็นว่าแม่ป่วยเข้าโรงพยาบาลครับ ไม่มีคนดูก็เลยต้องไปเฝ้า”
อินทรีย์กรอกเสียงตอบไปอย่างนั้นโดยไม่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร เขารู้ว่านวตาเป็คนพิเศษและมีสิทธิพิเศษมากกว่าใครต่อให้จะหยุดงานสักกี่วันหรือเป็เดือนท่านประธานก็คงจะไม่ว่าอะไรหรอกตราบใดที่ยังไม่เบื่อเธอคนนั้น
แต่ถ้าหากดรัณภพเบื่อ...ก็อาจจะเขี่ยทิ้งได้ทุกเมื่อเช่นกัน เสือร้ายอย่างดรัณภพมีหรือจะหยุดอยู่ที่ใครง่ายๆ
“ป่วยงั้นเหรอ บ้านของนวตาอยู่ที่จังหวัดอะไร”
ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเป็ห่วงอย่างมาก ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้กับใครมาก่อนแต่เด็กคนนี้เป็กรณีพิเศษจริงๆ ไม่รู้ทำไม...ดรัณภพรู้สึกเสพติดนวตาซะเหลือเกิน
“จังหวัดกาญจนบุรีนี่เองครับ”
“งั้นหรอ...อืม”
ตอบรับในลำคอแล้วก็เงียบไปสักพักจนอินทรีย์เห็นเ้านายเงียบไปจึงเอ่ยถามขึ้น
“เป็อะไรไปรึเปล่าครับคุณภพ?”
“ตอนนี้นวตอยู่ที่โรงพยาบาลอะไรเหรอ ขอที่อยู่หน่อยสิ”
“เ้านายจะไปหาตาที่กาญจนบุรีเหรอครับ?”
เดาได้ไม่ยากเลยจากอาการของผู้เป็นาย ดูท่าจะเป็ห่วงนวตาและแคร์ความรู้สึกเสียยิ่งกว่าอะไร ดูท่าจะเป็คนพิเศษที่เ้านายให้ใจจริงๆ สินะเด็กหนุ่มคนนั้น
“ก็ทำนองนั้น...อย่ามัวถามอยู่เลย ขอที่อยู่ของนวตาด้วย”
อินทรีย์ลอบมองหน้าเ้านายก่อนที่จะให้ที่อยู่ของนวตาไป ยังไงเขาก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามอะไรในตัวเ้านายอยู่แล้วนี่ ดรัณภพจะรู้สึกดีกับใครก็เป็สิทธิ์ของผู้เป็เ้านาย....อินทรีย์ไม่มีสิทธิ์คิดห้าม แม้ว่าภายในใจลึกๆ จะแอบเจ็บก็ตาม
ทำงานด้วยกันมาตั้งนานในตอนที่พ่อแม่อินทรีย์ป่วยดรัณภพก็แค่ถามไถ่แต่ไม่เห็นจะสนใจถึงเพียงนี้ แต่กลับนวตาที่รู้จักได้ไม่นานดรัณภพกลับรู้สึกสนอกสนใจและเอาใจเธอผิดปกติต่างจากอินทรีย์ที่อยู่ด้วยมานาน
ณ โรงพยาบาล
นวตาในวันนี้ก็ยังคงนั่งเฝ้าแม่อยู่ หมอบอกว่าวันนี้ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วโดยรับยาแล้วต้องมาตรวจทุกเดือนเนื่องจากเป็โรคประจำตัวเกี่ยวกับความดัน ซึ่งอาจจะให้สิทธิ์ไปที่โรงพยาบาลในอำเภอได้ไม่จำเป็ต้องเข้ามาในเมือง
“ตา...ลางานแบบนี้จะไม่เป็อะไรจริงเหรอ”
ผู้เป็แม่ที่นั่งอยู่บนเตียงเอ่ยถามลูกชายด้วยความเป็ห่วง นวตายังทำงานที่บริษัทนี้ได้ไม่นาน อยู่ๆ จะลางานแบบนี้กลัวว่าเ้านายจะว่าเอา ถึงเ้านายไม่ว่าเพื่อนร่วมงานก็อาจจะไม่โอเคกับลูกชายของเธอก็ได้
“เ้านายของตาเขาใจดีแม่ เขาไม่ว่าอะไรหรอก”
ตอบปัดไปแบบนั้นเพื่อให้ผู้เป็แม่สบายใจ พอกลับไปไปทำงานนวตาก็ไม่รู้ว่าตัวเธอจะเจอกับอะไรบ้าง เพียงเท่านี้เพื่อนร่วมงานก็ต่างนินทาเธอและดูเหมือนจะไม่ชอบขี้หน้าอยู่แล้ว
กลับไปรอบนี้ไม่รู้ว่าจะโดนหนักกว่าเดิมหรือเปล่าเพราะได้อภิสิทธิ์พิเศษในการเป็คนสนิทของดรัณภพหรือว่าประธานบริษัทที่เธอทำงานอยู่นั่นเอง
“ใจดีแค่ไหนแต่ทำงานได้ไม่นานแล้วลาหยุดมันก็คงไม่ดีหรอกลูก”
ด้วยความกลัวว่าลูกจะอยู่ยากจึงพูดไปอย่างนั้น เ้านายใจดีแต่เพื่อนร่วมงานอาจจะไม่ได้ใจดีด้วยก็ได้
“แม่อย่ากังวลไปเลยนะ เดี๋ยวตาพาแม่กลับบ้านเสร็จก็จะกลับไปทำงานแล้วล่ะ”
“ดื้อจริงๆ ลูกชายคนนี้...เฮ้อ แม่มันก็คนจนไม่มีเงินส่งเสียให้ลูกได้เรียนสูงๆ ดีๆ เหมือนใครอื่นเขา นี่ถ้าตาไม่กระตือรือร้นก็คงจะไม่ได้มาอยู่จุดนี้ แม่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรลูกได้เลยจริงๆ”
ผู้เป็แม่ยิ้มอ่อนและตัดพ้อกับตัวเอง รู้สึกเศร้าใจที่ไม่สามารถดันลูกให้ใกล้ฝั่งแบบพ่อแม่คนอื่นได้ มีแต่ลูกชายของเธอจะต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง ทำได้เพียงเป็กำลังใจอยู่ข้างๆ ห่างๆ
“แค่แม่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่กับตาได้นานๆ เพียงเท่านี้ตาก็สุขใจมากแล้ว แม่อย่าคิดมากเลยนะ”
พูดไปแบบนั้นเพื่อให้แม่คลายกังวล ทั้งคู่รอหมอมาตรวจรอบเช้าและน่าจะได้กลับบ้าน่บ่าย
“ตา...”
น้ำเสียงที่แสนจะคุ้นเคยเอ่ยเรียกชื่อทำเอานวตาสะดุ้งโหยงหันกลับไปมองตามเสียงที่เรียกจากด้านหลัง
“คุณภพ!”
ใอย่างสุดขีด ดวงตากลมโตเบิกโพลง ไม่รู้ว่าผู้เป็เ้านายมาถึงที่โรงพยาบาลแห่งนี้ได้อย่างไร
“คุณภพมาที่นี่ได้ยังไงครับ”
เมื่อเห็นหน้าเขาร่างเล็กก็เอ่ยถามในทันที นวตาจ้องหน้าดรัณภพอย่างไม่เข้าใจ ส่วนแม่ที่นอนป่วยอยู่บนเตียงก็มองตามสายตาของลูกชายเพียงคนเดียว ผู้ชายรูปร่างสูงดูภูมิฐานสะอาดสะอ้านกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ ดูจากบริบทที่คุยกันน่าจะเป็เ้านายของลูกชาย
“คุณเป็ใครงั้นเหรอคะ?”
เห็นจากการแต่งตัวก็หวั่นใจ ชุดสูทเต็มยศสวมใส่เดินเข้ามาในโรงพยาบาลต่างจังหวัดแบบนี้ได้ยังไงกัน หรือว่าผู้ชายคนนี้จะเป็เ้านายของลูกเธอนะ?
“สวัสดีครับคุณแม่ของตา ผมเป็ประธานบริษัทที่นวตาทำงานอยู่”
“ฮะ! อะไรนะคะ! คุณมาหาลูกชายของฉันถึงที่นี่มีอะไรหรือเปล่า หรือว่าตามันไปทำอะไรให้คุณเดือดร้อน ฉัน ฉันขอโทษแทนลูกชายด้วยนะคะ”
“แม่....ตายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”
ผู้เป็ลูกชายหันไปมองหน้าแม่สลับกับมองหน้าของประธานบริษัทอย่างดรัณภพ ทำไมจะต้องไปขอโทษเขาด้วยในเมื่อยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
“ไม่มีอะไรอย่างนั้นหรอกครับคุณแม่ของตา ผมแค่ได้ยินจากเลขาว่าแม่ของนวตาป่วยแล้วผมบังเอิญเดินทางมาทำงานที่จังหวัดนี้พอดีก็เลยแวะมาเยี่ยมคุณแม่ด้วย”
“อ๋อ...งั้นเหรอคะ ขอบคุณนะคะที่มีน้ำใจเป็ห่วงพนักงานตัวเล็กๆ อย่างนี้ด้วย ฉันเข้าใจผิดคิดว่าลูกชายไปสร้างึวามเดือดร้อนให้กับบริษัทของคุณ ลูกชายฉันเพิ่งทำงานที่นั่นได้ไม่นานกลัวจะทำอะไรที่ผิดพลาดไปค่ะ”
“คุณแม่ไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ นวตาทำงานได้เป็อย่างดี...ดีจริงๆ ไม่มีตรงไหนบกพร่องเลยสักนิด”
เขาเน้นคำว่าดี เน้นคำว่าไม่มีตรงไหนบกพร่องแต่นวตารู้ได้ในทันทีว่าที่ดรัณภพพูดแบบนั้นไม่ใช่งานที่บริษัทหรอก...แต่เป็งานบนเตียงต่างหากที่ดีไร้จุดบกพร่อง
“ดีจังเลยนะตา ทำงานได้ไม่นานก็โดนชมซะแล้วแม่ภูมิใจในตัวลูกจริงๆ”
“ก็ใช่สิแม่ ตาบอกแล้วว่าตาทำงานได้ดีจะตาย แม่ไม่ต้องกังวลเลยนะว่าตาจะถูกไล่ออก”
“ไล่ออก?”
ทบทวนคำพูดนั้นพร้อมขมวดคิ้วมุ่น ทำไมผู้เป็แม่ถึงคิดอย่างนั้นไปได้
“พอดีเห็นตามันหยุดงานมาเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล แม่ก็กลัวว่าที่ทำงานจะไม่เข้าใจเพราะเพิ่งทำงานได้ไม่นานแล้วจู่ๆ มาหยุดกระทันหันแบบนี้อีก ที่จริงวันนี้ตากลับไปทำงานเลยก็ได้นะลูกแม่อยู่คนเดียวได้ เดี๋ยวป้าข้างบ้านก็มาช่วยดูแล”
“ไม่เป็ไรเลยครับคุณแม่ เื่ป่วยทางบริษัทเข้าใจได้ อยู่เฝ้าจนกว่าแม่จะหายแล้วค่อยกลับไปทำงานเถอะนะตา”
ถึงแม้จะรู้ดีว่าที่เขาพูดแบบนั้นมันมีความหมายอื่นแฝง รู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ใช่พนักงานธรรมดาแต่เป็พนักงานที่ไต่เต้าไปนอนบนเตียงกับประธานบริษัทอย่างดรัณภพได้ เพียงเท่านี้เพื่อนร่วมงานก็หมั่นไส้จะแย่
“ครับคุณภพ...ถ้าแม่ผมหายผมจะรีบกลับไปทำงานในทันที คุณภพไม่ต้องกลัวนะครับว่างานจะเสียหาย”
“ฉันไม่กลัวหรอกว่างานจะเสียหาย ที่บริษัทก็มีพนักงานตั้งหลายคนให้อินทรีย์ช่วยดูรับ่ต่อไปก่อนก็ได้่นี้ ยังไงอินทรีย์มันก็ยังไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ”
“แต่เดี๋ยวแม่ก็กำลังจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว คืนนี้ยังไงก็ต้องกลับไปนอนที่บ้าน ตาไปทำงานเลยก็ได้นะลูก”
“อ๋อ คุณแม่กำลังจะออกจากโรงพยาบาลแล้วงั้นเหรอครับ?”
ดรัณภพรีบถามขึ้นทันทีขัดจังหวะสองแม่ลูก นวตาได้แต่มองหน้าเขาแล้วดูว่าเขา้าอะไรจากเธอ มาตีสนิทกับแม่แบบนี้ทำไมกันนะ
“ใช่จ้ะ หมอให้ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ววันนี้นี่ก็กำลังรอเคลียร์เื่ยากับค่าใช้จ่ายกันอยู่เดี๋ยวก็กลับบ้านแล้วล่ะ”
“แต่ตาอยากนอนค้างกับแม่อีกคืน เดี๋ยวถ้าอาการหน้ามืดมันกำเริบขึ้นมาอีกจะทำยังไง”
“กลับไปอยู่บ้านก็ไม่เป็ไรแล้วลูก ลุงกับป้าก็อยู่บ้านข้างๆ เอง”
“งั้นเอาเป็ว่าให้นวตาอยู่ดูแลคุณแม่อีกวัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยกลับไปทำงาน”
“จะดีเหรอคะท่านประธาน ลูกชายของฉันหยุดงานหลายวันเกรงว่าจะกินแรงพนักงานคนอื่นหรือเปล่า”
แม้จะป่วยอยู่แต่ไม่ห่วงตัวเองเลยสักนิด ห่วงแต่เพียงลูกชายเพียงคนเดียวกลัวว่างานจะไม่ราบรื่น เธอไม่อยากทำตัวเป็ตัวถ่วงของลูกเลย
“หยุดได้ครับ...งั้นผมขออนุญาตเป็คนพาคุณแม่ไปส่งที่บ้านนะพอดีงานผมเพิ่งเสร็จไหนๆ ก็มาเยี่ยมแล้ว”
“รบกวนคุณแย่เลยค่ะแบบนั้น...เป็ถึงเ้านายตามัน แม่ไม่กล้ารบกวนหรอก”
“ไม่ใช่เื่ใหญ่เลยครับ กลับกับผมเถอะนะคุณแม่ ยังไงก็ไม่มีคนมารับไม่ใช่เหรอครับ”
ดรัณภพเดา ดูจากท่าทางของแม่ลูกก็ไม่น่าจะมีใครมารับแล้วไม่งั้นนวตาคงจะไม่ดึงดันลางานมาเฝ้าแม่แบบนี้
“ก็ใช่ค่ะ แต่เดี๋ยวเราสองแม่ลูกกับรถเมล์ก็ได้”
“ใช่ครับคุณภพ ผมไม่อยากรบกวนเวลางานคุณภพด้วย”
“ก็บอกแล้วไงว่างานเสร็จแล้ว”
นวตารู้ดีว่าเขาโกหกทั้งเพ วันนี้ตารางงานคือมีประชุมที่กรุงเทพไม่ได้มีงานที่ต่างจังหวัดสักหน่อย ดรัณภพแค่ตั้งใจจะตามเธอมาเธอดูที่นี่
“เอ่อ...งั้นก็แล้วแต่คุณท่านประธานก็ได้ค่ะ อย่าขัดท่านเลยนะลูกตา เ้านายอุตส่าห์มีน้ำใจปฏิเสธไม่ดีนะ”
จากที่ตอนแรกคิดปฏิเสธแล้ว แต่ดรัณภพก็ยังยืนยันว่าจะช่วยซึ่งต้องปล่อยเลยตามเลยเพราะการปฏิเสธสินน้ำใจจากผู้เป็เ้านายคงไม่ดีนัก แม่ของนวตาจึงรีบให้ลูกรับคำยอมให้ดรัณภพช่วยในครั้งนี้
เฮ้อ คนตัวเล็กได้แต่ลอบถอนหายใจ ่นี้ดรัณภพทำตัวแปลกๆ และพยายามเข้าหาอยู่ตลอด...เขาคงจะติดใจในเรือนร่างเล็กนี้จริงๆ สินะ
“ก็ได้ครับ...ผมจะให้คุณไปส่งผมกับแม่ที่บ้าน”
“หึ ดีมาก...เดี๋ยวฉันจะไปส่งนายกับแม่ที่บ้านเองนวตา”