การตายของหวงฉีนั้นเป็ไปอย่างรวดเร็วและหมดจดใบไม้ในมือขององค์ชายสี่โจวหยางร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างช้าๆท่ามกลางความเงียบในเวลานั้นองค์ชายโจวหยางได้หันหน้าไปมองยังทิศทางหนึ่งด้วยดวงตาเย็นเยียบ!อีกฟากหนึ่งไม่ไกลนักตรงริมผาตอนนี้ชายทั้งสองแห่งกลุ่มโจรหมวกดำต่างสั่นสะท้านไปทั้งร่างกาย!
ในดวงตาฉายชัดถึงความตกตะลึงและความหวาดกลัว!ภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้เป็สิ่งที่น่าหวาดกลัวมากเกินไป!ทันทีที่สายตานั้นมองมาทางพวกเขาก็ทำให้ขนลุกซู่ชายผู้ถูกเรียกว่าเป็ผู้ตรวจการนั้นรีบประสานมือกล่าวขอความเมตราออกมาทันทีแม้จะอยู่ห่างไกลจนพวกเขาไม่สามารถได้ยินการสนทนาของพวกหวงฉีได้แต่สำหรับยอดปรมาจารย์ที่สังหารหวงฉีอย่างชายหนุ่มคนนั้นจะต้องเข้าใจความหมายที่พวกเขาสื่อแน่นอน!
รอจนผ่านไม่กี่ลมหายใจผู้ตรวจการแห่งกลุ่มหมวกดำเห็นว่าอีกฝ่ายหันหน้ากลับไปแล้วก็รีบลากตัวลูกสมุนออกจากบริเวณนั้นทันทีแม้จะอยู่ห่างมากแล้วแต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะหลังเหงื่อออกมาเต็มแผ่นหลัง!
“เป็ไปได้อย่างไร!?เขาเป็ใครกันแน่!?แล้วไอ้บ้าหวงฉีมันไปหาเื่ผู้สูงส่งเช่นนั้นได้อย่างไร!?”
“ทท่านผู้ตรวจการ...อย่า...อย่าบอกนะว่าเขา...”
“หุบปาก!รอให้กลับไปถึงฐานค่อยว่ากันพลังอำนาจระดับนี้ข้าเคยเห็นแต่ตอนที่หัวหน้าใหญ่ต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับสูงเท่านั้น!แม้แผ่นดินอวิ้นโจวจะกว้างใหญ่แต่โลกยุทธ์พบก็เป็เพียงกลุ่มคนเล็กๆเท่านั้นโดยเฉพาะเทพเซียนเ่าั้!หากเขาไปถึงขั้นนั้นจริงๆทำไมถึงไม่มีใครรู้?ทำไมถึงต้องหลบซ่อนจากยุทธ์ภพ?”
หลังจากนั้นทั้งสองก็นิ่งเงียบพร้อมกับเร่งความเร็วสูงสุดเพื่อให้พ้นจากรัศมีของชายหนุ่มผู้น่ากลัวที่ลงมาจากรถม้า!
กลับมาทางป่าที่การต่อสู้พึ่งจบลงสายตาของโจวหยางหลังจากที่เห็นพวกหมวกดำจากไปแล้วก็เริ่มพล่าเรือนร่างกายทรุดลงชันเข่าข้างหนึ่งคิ้วของชายหนุ่มขมวดเป็ปมขณะที่ใช้มือขวากดไปยังหน้าอกข้างซ้ายราวกับเ็ปถึงขีดสุด!
“องค์ชาย!”
เตาเหวินเทียนรีบเข้ามาประคองทันทีด้วยความกังวลองครักษ์หนุ่มพาเขากลับขึ้นไปบนรถม้าอย่างเร่งรีบก่อนจะถูกไล่ให้ลงมาด้านล่างด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงโจวหยางทนต่อความเ็ปเข้าฌานทำสมาธิทันทีภายในร่างกายของเขาลมปราณที่ไหลเวียนอยู่เริ่มกลับมาเข้มข้นอย่างช้าๆหลังจากใช้พลังออกไปบางส่วน
โจวหยางโคจรพลังปราณในร่างถึงเก่าถึงผนึกรวมกันตรงไปยังหัวใจของเขาในห้วใจของชายหนุ่มปรากฏว่ามีไข่สีดำทมิฬใบหนึ่งถูกฝังเอาไว้ไข่ใบนี้มีขนาดเท่าเม็ดถั่วทว่ากลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายกระจายออกมาไม่หยุดที่หน้ากว่าไปกว่านั้นคือเวลานี้ที่เปลือกไข่ปรากฏรอยร้าวขึ้นมาหนึ่งจุดเป็เส้นยาวคล้ายจะแตกออกได้ถูกเมื่อ
อย่างไรก็ตามพลังปราณอันบริสุทธิ์ที่มีปริมาณมหาศาลได้เริ่มไหลทะลักเข้ามากดกลิ่นอั่วร้ายเอาไว้แล้วเริ่มผลักดันสะกดรอยแตกเอาไว้จนกระทั่งผ่านไปราวก้านธูปหนึ่งสภาพร่างกายภายในของเขาก็กลับมาปกติเช่นเดิม
โจวหยางถอนหายใจอย่างอ่อนล้าก้มลงมองหน้าอกของตัวเองด้วยความขมขื่น
‘อย่างมากก็กดเอาไว้ได้อีกสามปีโดยไม่ใช้พลังปราณเกินหนึ่งส่วนหากต้องเผชิญกับวิกฤติเช่นนี้เส้นตายคืออีกแค่สองครั้งเท่านั้น!’
ที่ด้านนอกรถม้าเตาเหวินเทียนกำลังยืนรออยู่เงียบๆฝ่ามือทั้งสองข้างของชายหนุ่มกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือเป็ผลให้เืไหลซึมออกมาการแสดงกระบวนท่าที่สองของโจวหยางเมื่อครู่นี้น่าตื่นตะลึงอย่างมากก็จริงแต่ความรู้สึกขององครักษ์หนุ่มกลับมีเพียงความหม่นหมองและโกรธแค้นเท่านั้น!
โกรธแค้นที่ตัวเขานั้นอ่อนแอ!โกรธแค้นที่ตัวเขานั้นไร้ประโยชน์!
‘อ่อนแอ!ไร้ประโยชน์!องค์ชายทุ่มเทมากมายไปกับข้าแต่ข้ากลับ...กลับไม่สามารถแม้แต่จะปกป้องเขาได้!สุดท้ายก็ยังเป็เขาที่ช่วยชีวิตของข้าไว้อีกครั้ง!’
“ยุทธ์ภพนั้นลึกล้ำและกว้างใหญ่ยิ่งนักทั้งเ้าและข้าก็เป็เพียงลูกนกตัวน้อยที่พุงฟักออกมาจากไข่...ข้าไม่โทษเ้าและเ้าก็ห้ามโทษตัวเองบนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่นี้เต็มไปด้วยเหล่าวิหคมากมายโผบินดังนั้นการที่ลูกนกจะเจอนกตัวที่ใหญ่กว่านั้นไม่ใช่เื่แปลกจำเอาไว้ว่าไม่มีลูกนกตัวไหนที่ฟักออกจากไข่แล้วสามารถโผบินไปได้ทั่วทั้งท้องฟ้า!การฝึกตนก็เช่นกันในเมื่อเ้ารู้ตัวว่ายังอ่อนแอก็มีเพียงต้องฝึกฝนให้มากขึ้น...ทั้งแรงกายและแรงใจล้วนเป็สิ่งสำคัญในการฝึกยุทธ์หากจิตใจของเ้ายังจมดิ่งอยู่เช่นนี้แล้วจะบรรลุขั้นกลายเป็เ้าเวหาที่สามารถโผบินไปทั่วทั้งท้องฟ้าได้เช่นไร?เคยบอกเ้าไปแล้วว่าเส้นทางที่ข้าเลือกเดินนั้นเต็มไปด้วยอันตรายแต่เ้าก็ยังเลือกที่จะติดตามข้าในเมื่อเป็เช่นนั้นก็อย่าได้ลืมเจตนารมณ์ที่เคยมีเหมือนตอนที่เ้าให้สัตย์สาบานต่อข้า!”
เสียงที่ดูอ่อนแอร่ายยาวออกมาจากรถม้าดึงสติของเตาเหวินเทียนขึ้นมาจากความผิดหวังองครักษ์หนุ่มพลันนึกย้อนไปยังอดีตที่นานมาแล้วก่อนจะได้สติขึ้นมาดวงตากลับกลายเป็แรงกล้าโหยหาความแข็งแกร่งดุจเดิมใช่แล้ว...หากรู้ว่าตัวเองอ่อนแอก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิมเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น!หากยังไม่พอก็ทำมันให้มากกว่าเดิม!ทำให้มากพอที่ตัวเขาจะสามารถกลายเป็โล่และดาบขององค์ชายได้อย่างแท้จริง!
“ขอบคุณองค์ชายที่สั่งสอน!”
เตาเหวินเทียนหมอบลงกับพื้นโขกศีรษะเสียงดังลั่นว่าจาว่าจากนี้ไปจะต้องไม่เกิดเื่เช่นนี้ขึ้นอีก!
“เข้าใจแล้วก็ดี...เ้ารีบไปจัดการเื่นี้ให้จบโดยเร็วข้าจะพักผ่อนเสียหน่อย...”
“ขอรับ!”
เตาเหวินเทียนที่ได้ความมั่นใจกลับมาก็ลุกขึ้นแล้วตรงไปยังจุดอื่นๆที่เกิดการปะทะทันทีการตายของหวงฉีนั้นเป็เหมือนกับจุดจบของกลุ่มโจรสมิงดำแม้ว่าทั่วภาคกลางจะมีสมาชิกของกลุ่มโจรนี้อยู่อีกมากมายแต่หัวหน้าที่เป็ปรมาจารย์ดินอย่างหวงฉีนั้นมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น!
การต่อสู้ที่ปรมาจารย์ดินอย่างเตาเหวินเทียนเข้าร่วมเพียงไม่นานก็สามารถจัดการกลุ่มโจรสมิงดำทั้งหมดที่เขาร่วมแผนการนี้ได้ทั้งหมด!
ครั้งนี้ขบวนของตระกูลเหม่ยสูญเสียผู้ฝึกยุทธ์สองคนและคนธรรมดาอีกสามคนส่วนทางด้านพี่น้องเกราะดำนั้นแค่ได้รับาเ็สาหัสบางคนเท่านั้นไม่มีผู้เสียชีวิต!ด้วยคำแนะนำของเตาเหวินเทียนทั้งหมดตั้งค่ายพักอยู่ด้านหน้าช่องเขาศิลาขาวอยู่สามวันเพื่อฟื้นฟูพละกำลัง
สามวันผ่านไปกองคาราวานได้มุ่งตรงเข้าสู่ช่องเขาด้วยความตึงเครียดประสบการณ์จากโจรสมิงดำทำให้พวกเขาระมัดระวังตัวมากขึ้นมา การเข้ามาในอาณาเขตของโจรมีชื่ออย่างพวกหมวกดำนั้นแม้ว่าจะเป็เพียงฐานที่มั่นเล็กๆก็ยังไม่อาจประมาทได้!
อย่างไรก็ตามตลอดเวลาห้าวันภายในช่องเขาศิลานั้นพวกเขาไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกหมวกดำสักคนเดียว!แน่นอนว่านี่เป็สิ่งที่โจวเหวิน้าสองคนที่เขาเห็นในวันนั้นมีคนหนึ่งที่เป็ปรมาจารย์ดินขั้นห้าซึ่งถือว่าพลังยุทธ์สูงส่งแล้วสำหรับประเทศเล็กๆแห่งนี้นี่เป็เหตุผลที่เขาลงทุนถอนพลังปราณจากการสะกดปรสิตกลืนใจออกมาใช้
หากเพียง้าขับไล่หวงฉีบางทีฝืนกำลังสักหน่อยก็เพียงพอแล้วอย่างไรก็ตามเขาไตร่ตรองดูแล้วว่าคุ้มค่า! หนึ่งคือสังหารหวงฉีสองได้สาธิตเพลงกระบี่ให้เตาเหวินเทียนดูและสุดท้ายก็เพื่อขับไล่ปรมาจารย์ดินขั้นห้าออกไปซึ่งส่งผลให้พวกหมวกดำไม่กล้าเข้ามายุ่งย่ามกับขบวนตระกูลเหม่ย!
ตลอดทางอีกหลายวันเตาเหวินเทียนไม่ลงจากรถม้าโจวหยางก็นั่งนิ่งอยู่ด้านในราวกับไม่มีคนอยู่จนกระทั่งมาถึงเมืองไป๋ด่านแรกในขอบเขตของดินแดนทางเหนือ!เมื่อถึงจุดหมายขบวนเดินทางของตระกูลเหม่ยก็แยกออกเป็สามกลุ่มกลุ่มเกราะดำเป็กลุ่มแรกที่จากไปหลังจากสำเร็จภารกิจ
ก่อนจะจากไปพี่น้องทั้งหกไม่ลืมที่จะมาอำลาเตาเหวินเทียนและโจวหยางพี่ใหญ่ของกลุ่มเกาะดำไม่ลืมที่จะประสานมือไปทางรถม้าท่ามกลางความสงสัยของพี่น้องที่เหลือในวันนั้นแม้ว่าจะไม่เห็นชัดแต่เขาก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสิบคนหนึ่งจึงพอจะััได้ถึงคลื่นพลังของผู้ใช้พลังยุทธ์
นอกจากคลื่นพลังของหวงฉีและเตาเหวินเทียนแล้วในวันนั้นยังมีคลื่นพลังที่ยิ่งใหญ่กลุ่มหนึ่งสาดพัดออกมาก่อนที่คลื่นพลังของหวงฉีจะมลายหายไป!แม้จะไม่มั่นใจแต่เขาคิดว่ากว่าห้าส่วนผู้ลึกลับในรถม้านั้นจะต้องเป็เ้าของพลังอันยิ่งใหญ่กลุ่มนั้น!
เมื่อกลุ่มเกราะดำจากไปเตาเหวินเทียนก็ไปบอกลาเหม่ยฉีทันทีการเดินทางของพวกเขายังไม่สิ้นสุดและเมืองไป๋เองก็เป็เพียงทางผ่านเท่านั้น!โชคดีที่หลังจัดการกับโจรสมิงดำที่น่าลำคาญไปแล้วจึงทำให้การเดินทางหลังจากนี้ไม่ยุ่งยาก
อย่างไรก็ตามตอนที่ไปลาเหม่ยฉีนั้นไม่คาดคิดว่าเด็กหนุ่มอย่างเหม่ยกวงจะ้ากราบเตาเหวินเทียนเป็อาจารย์และติดตามไปด้วย!เื่นี้เตาเหวินเทียนไม่อาจตัดสินใจได้แม้จะไม่้านำตัวเด็กหนุ่มผู้นี้ไปด้วยแต่ก็เลือกที่จะไปถามความเห็นของโวหยางก่อน
สำหรับเหม่ยกวงที่เป็เด็กหนุ่มเช่นนี้เห็นการต่อสู้ในวันนั้นและความแข็งแกร่งของเตาเหวินเทียนย่อมต้องฮึกเหิมเลื่อมใสเป็ธรรมดา!สุดท้ายแม้แต่เตาเหวินเทียนเองก็ยังประหลาดใจที่โจวหยางอนุญาตให้เด็กหนุ่มผู้นี้ติดตามไปได้และไม่ลืมที่จะกล่าวคำเดียวกับที่เตาเหวินเทียนเคยได้ยินเมื่อตอนที่เลือกติดตามโจวหยาง!
เหม่ยฉ๊นั้นลังเลอย่างมากแต่สุดท้ายก็ไม่อาจห้ามหลายชายผู้นี้ได้อีกอย่างการติดตามปรมาจารย์ดินอย่างเตาเหวินเทียนก็ไม่ใช่เื่ไม่ดีดังนั้นสุดท้ายรถม้าของโวหยางจึงมีเด็กหนุ่มอีกหนึ่งคนติดตามไปด้วย
ตะวันเวียนจันทราเปลี่ยนเพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนรถม้าขององค์ชายโจวหยางถูกบังคับโดยราชองครักษ์หนุ่มให้หยุดลงตรงเนินเขาแห่งหนึ่งที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสายตาขององค์รักษ์หนุ่มกวาดมองพื้นที่โดยรอบก่อนจะก้มดูแผ่นหนังที่หยิบออกมาจากอกเสื้อจนมั่นใจจึงหยิบพลุสัญญาณออกมาอันหนึ่งยิงขึ้นท้องฟ้าไป
แสงสีแดงเส้นเล็กๆพุ่งขึ้นท้องฟ้าก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วเหม่ยกวงที่ไม่ทันได้ระวังถูกเตาเหวินเทียนทำให้สลบไปอย่างไม่รู้ตัวนั่งพิงอยู่ด้านข้างเขาก่อนที่ไม่นานจะเห็นเงาของคนสองคนควบขี่อาชามุ่งตรงมายังรถม้าของพวกเขา
ผู้มาเยือนเป็ชายร่างใหญ่สวมใส่ชุดคลุมหนังสัตว์กลิ่นอายดุร้ายเมื่อเข้ามาถึงระยะหนึ่งก็หยุดลงก่อนจะสั่งให้ผู้ติดตามเฝ้าม้าเอาไว้แล้วเดินตรงมายังรถม้าที่ดูโดดเดี่ยวอยู่ตรงเนินหิมะเตาเหวินเทียนมองดูชายร่างใหญ่ผู้นี้ด้วยความตกตะลึงเล็กน้อยกลิ่นอายที่กระจายออกมารอบตัวเขานั้นชี้ชัดว่าไปถึงระดับปรมาจารย์ดินขั้นที่ห้าแล้ว!
ชายร่างใหญ่หันมายิ้มให้กับเตาเหวินเทียนก่อนจะพยักหน้าให้กันเป็เชิงทักทายก่อนที่จะหยุดลงตรงด้านหน้าของรถม้าแล้วประสานคุกเข่าลงกับพื้น
“เซี่ยหงคารวะองค์ชายสี่!”
แม้ว่าเสียงของเขาจะไม่ดังมากนักแต่ก็หนักแน่นและแฝงไปด้วยความเคารพภักดีอย่างถึงที่สุด!สิ้นคำเสียงภายในรถม้าก็ดังตอบออกมาอย่างแ่เบา
“ตอนนี้ข้าเป็เพียงนายน้อยตระกูลเสินท่านเซี่ยไม่ต้องมากพิธี...หลังจากนี้ยังมีเื่ต้องทำอีกมากคงต้องรบกวนท่านแล้ว...”
“ขอเพียงเป็ประสงค์ของท่านต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตเซี่ยหงก็จะไม่ปริปากแม้แต่ครึ่งคำ