“ครับ”
ลู่เหย่ขานรับคำหนึ่งก่อนจะจูงมือชีชีกลับเข้าห้อง
ทันทีที่ประตูปิดลงลู่เหย่ก็พลันรู้สึกประหม่าขึ้นมาเสียดื้อๆ
เมื่อเทียบกับท่าทีที่ดูสง่าผ่าเผยและเป็ธรรมชาติของชีชีแล้วเขากลับดูเกร็งและขัดเขินอย่างเห็นได้ชัดมือไม้ดูจะวางผิดที่ผิดทางไปหมดจนไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน
เนิ่นนานกว่าที่เขาจะล้วงเอาห่อผ้าผืนหนึ่งออกมาจากใต้หมอนแล้วยื่นให้เธอ“นี่เป็เงินเก็บทั้งหมดของผม ผมให้คุณต่อไปเงินเดือนของผมก็จะให้คุณเป็คนดูแล ในเมื่อเราแต่งงานกันแล้วก็มาสร้างครอบครัวและใช้ชีวิตด้วยกันให้ดีเถอะ”
ผู้ชายคนนี้รู้ความไม่เบาเลย...ชีชีคลี่ยิ้มจนดวงตาโค้งหยีประดุจพระจันทร์เสี้ยวความขุ่นมัวในใจหายไปเป็ปลิดทิ้ง
เมื่อเปิดสมุดบัญชีเงินฝากดูก็ต้องประหลาดใจเพราะในนั้นมีเงินถึงหนึ่งพันห้าร้อยหยวน
ขนาดชีเจี้ยนกั๋วและภรรยาประหยัดกินประหยัดใช้มาเกือบทั้งชีวิตยังเก็บออมได้เพียงสองพันหยวนเท่านั้น
ลู่เหย่เพิ่งเป็ทหารมาได้เพียงหกปีกลับมีเงินเก็บมากมายขนาดนี้เห็นได้ชัดว่าเขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจในกองทัพมากเพียงใด
แต่จะว่าไปการที่สามารถเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็รองผู้บังคับกองพันได้ั้แ่อายุยี่สิบสองปีหากไม่สู้ยิบตาจนสุดกำลังก็คงไม่มีทางทำได้แน่
ในห่อผ้ายังมีเงินสดอีกจำนวนหนึ่งรวมๆ แล้วประมาณร้อยกว่าหยวน และยังมีตั๋วอีกไม่น้อย นอกจากตั๋วอาหารและน้ำมันตั๋วผ้าที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้ว แม้แต่ตั๋วสำหรับซื้อของมีค่าจำพวก‘สามสิ่งหมุนหนึ่งสิ่งเสียง’ [*] ก็ยังมีพร้อม
ดวงตาคู่สวยของชีชีเปล่งประกายระยิบระยับ“ให้ฉันหมดเลยหรือคะ?”
“ครับ”
“คุณไม่กลัวฉันหอบเงินหนีไปเหรอ?”
ลู่เหย่หลุบตาลงเพื่อซ่อนความรู้สึก“คุณจะหนีไปไหนได้?”
นั่นก็จริง...ยุคสมัยนี้หากไม่มีจดหมายแนะนำตัว แม้แต่ตั๋วรถไฟก็ยังซื้อไม่ได้ จะหนีไปไหนพ้น
ชีชีรู้สึกหมดสนุกขึ้นมาทันทีเธอหมุนตัวกลับไปนั่งลงบนเตียง
ลู่เหย่จ้องมองสีหน้าของหญิงสาวที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาภายในห้องที่ค่อนข้างปิดทึบ เขาพลันรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจขึ้นมาเสียเฉยๆในหัวมีแต่ภาพเหตุการณ์บนเตียงหลังนี้เมื่อวันนั้นผุดซ้อนขึ้นมาจนความร้อนรุ่มเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
“รีบนอนเถอะครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปขึ้นรถไฟ”
ประโยคนี้ดูเหมือนจะใช้ความกล้าหาญทั้งหมดที่เขามีแม้แต่ลำคอก็ยังเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ
ผิวของเขาเป็สีแทนสุขภาพดีเครื่องหน้าคมเข้มดุดัน เมื่อมีท่าทางประหม่าขัดเขินปรากฏบนใบหน้าเช่นนี้กลับดูน่ารักอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นชีชีเพียงจ้องหน้าเขาเงียบๆไม่ยอมพูดจา ลู่เหย่ก็เริ่มใจเสีย เขาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง“คุณวางใจเถอะ ผมจะไม่บังคับคุณ...”
“ฉันไม่รู้สึกว่าถูกบังคับเลยค่ะ”
ชีชีคว้าปกเสื้อของเขาไว้แล้วดึงให้เขาโน้มหน้าลงมา ก่อนจะประทับจุมพิตลงไปตรงๆ
ผู้ชายที่สมรรถภาพทางกายดีเยี่ยมขนาดนี้มาอยู่ตรงหน้าถ้าไม่กินก็โง่เต็มทนแล้ว
วินาทีที่ริมฝีปากบางทั้งคู่ัักันราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมาจากสรวง์ชั้นเก้า
ลู่เหย่ลมหายใจสะดุดกึกเขารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านั้แ่หนังศีรษะจรดปลายเท้าทั้งซ่านสยิวและชาหนึบไปทั้งตัว
เนิ่นนานกว่าที่เขาจะตั้งสติได้และเริ่มตอบสนองอย่างเงอะงะ
ภายในม่านเตียงสีแดงอันอบอุ่นเสียงครวญครางและท่วงทำนองแห่งความปรารถนาสอดประสานกันอย่างเผ็ดร้อนการหาความสุขครั้งนี้ช่างเปี่ยมล้นและตราตรึงใจ ทั้งคู่ต่างรู้สึกอิ่มเอมยิ่งนัก
ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นเลยแค่ใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับฟ้าประทานบวกกับลีลาอันดุดันเร้าใจของลู่เหย่ชีชีก็รู้สึกว่าคุ้มค่าเกินบรรยายแล้ว
“ต่อไปก็มาใช้ชีวิตด้วยกันให้ดีเถอะนะ”
น้ำเสียงของชีชียังคงมีความแหบพร่าและออดอ้อนหลังบทรักราวกับกระแสไฟที่วิ่งเข้าจู่โจมขั้วหัวใจของลู่เหย่จนมันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง
“ครับ” ลู่เหย่ตอบรับด้วยเสียงทุ้มพร่าแฝงเสน่ห์ดึงดูด“ผมไปเอาน้ำอุ่นมาให้นะ”
แค่ได้ยินเสียงนี้ชีชีก็แทบจะทนไม่ไหว สัตว์ป่าตัวน้อยในร่างกายเริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอีกครั้งมันร่ำร้องอยากจะทะลวงกำแพงออกไปอาละวาดให้ทั่วทุกสารทิศ
เธอไม่ใช่หญิงสาวขี้อายหัวโบราณในยุคนี้ชีชีจึงดึงตัวลู่เหย่กลับมา “ไม่ต้องรีบค่ะ”
ผิวสีน้ำแทนของลู่เหย่กลายเป็สีแดงจัดอีกครั้ง“คุณ...”
ภรรยาตัวน้อยที่ทั้งหอมทั้งนุ่มนิ่มขนาดนี้เขาก็แสนจะรักจนวางไม่ลงเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อชายหนุ่มได้ลิ้มลองรสชาติอันหวานล้ำแล้วก็ยากที่จะควบคุมตัวเองทั้งสองถลำลึกลงไปในวังวนแห่งตัณหาอีกครั้งโรมรันพันตูสู้ศึกกันไปถึงสามร้อยกระบวนท่า
จนกระทั่งเวลาผ่านอีกครู่ใหญ่คราวนี้ชีชีไม่ได้ห้ามตอนที่ลู่เหย่จะไปเอาน้ำอุ่น เพราะเธอหมดแรงแล้วจริงๆ
หลังจากเช็ดตัวทำความสะอาดเสร็จชีชีก็พลันเหลือบไปเห็นเชือกผูกผมสีแดงเส้นหนึ่งสอดอยู่ใต้หมอนของลู่เหย่
เดิมทีเธอก็ไม่ได้ใส่ใจนักแต่เพียงเพราะวิธีถักเชือกเส้นนั้นมันเหมือนกับความเคยชินของเธอไม่มีผิดเพี้ยนเธอจึงยื่นมือออกไปหมายจะหยิบขึ้นมาดู
“อย่าจับนะ!”
เสียงดุต่ำของลู่เหย่ทำให้มือของชีชีกระตุกสั่นเธอชักมือกลับตามสัญชาตญาณ ประกายความรักในแววตาเหือดหายไปในทันที
เธอมองลู่เหย่ที่หยิบเชือกสีแดงซึ่งสีซีดจางไปมากแล้วเส้นนั้นขึ้นมาจัดวางอย่างระมัดระวังในใจพลันรู้สึกจุกเสียดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“คนรักเก่าของคุณให้มาเหรอ?”
“ไม่ใช่ครับ”
ชีชีหัวเราะเยาะหยันตัวเองก่อนจะกลิ้งตัวเข้าไปด้านในเตียงแล้วข่มตานอนทันที
ลู่เหย่มีความลับซ่อนอยู่ในใจมีคนสำคัญเก็บไว้ในใจ แต่ตอนที่ทำเื่อย่างว่ากับเธอเขากลับทุ่มเทปานนั้นผู้ชายก็สันดานเดียวกันหมดจริงๆ
กินในชามแต่สายตาจ้องมองในหม้อไม่มีใครดีสักคน
ชีชีตัดสินใจถอนคำพูดที่บอกว่าจะ‘ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างดี’ ทันที
หวังพึ่งูเาูเาก็ถล่ม หวังพึ่งคน คนก็หนี พึ่งพาตัวเองนี่แหละมั่นคงที่สุดแล้ว
ในหัวของเธอเต็มไปด้วยเื่สับสนวุ่นวายแต่เปลือกตากลับหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
ไอ้ผู้ชายสารเลวคนนี้ช่างไม่รู้จักยั้งมือเกือบจะทำเธอร่างพังกระจายไปหมดเหนื่อยเป็บ้าเลยจริงๆ
ลู่เหย่ยืนอยู่ข้างเตียงเนิ่นนานกว่าที่เขาจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง “ผมอธิบายได้นะ”
ทว่าบนเตียงกลับมีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของชีชีส่งมาเท่านั้นเห็นได้ชัดว่าเธอหลับลึกไปแล้ว
ลู่เหย่ทอดถอนใจออกมาอย่างเงียบเชียบ“เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกันแล้วกัน”
เชิงอรรถ
[*]สามสิ่งหมุนหนึ่งสิ่งเสียง หมายถึง จักรยาน จักรเย็บผ้านาฬิกาข้อมือ และวิทยุ