เช้าวันจันทร์มักเป็วันที่โรงพยาบาลดูวุ่นวายกว่าปกติ ั้แ่เจ็ดโมงครึ่ง โถงหน้าอาคารผู้ป่วยนอกก็เต็มไปด้วยคนไข้ ญาติ พยาบาล และเ้าหน้าที่ที่เดินสวนกันไปมาอย่างเร่งรีบ เสียงเรียกคิวดังเป็ระยะปนกับเสียงรองเท้าส้นเตี้ยกระทบพื้นกระเบื้องเป็จังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นแอลกอฮอล์ล้างมืออ่อน ๆ ลอยปะปนกับกลิ่นกาแฟด้านหน้าโรงพยาบาล
ยี่หวา ก้าวลงจากลิฟต์ในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตา ผมยาวถูกรวบต่ำไว้อย่างประณีต ใบหน้าของเธอเรียบเฉย สุขุม และดูพร้อมรบเหมือนทุกวัน แต่ทันทีที่ก้าวผ่านเคาน์เตอร์พยาบาล เซนเซอร์บางอย่างในตัวเธอก็ทำงาน...มันคือสายตาแห่งความเผือกที่พุ่งเป้ามาที่เธออย่างพร้อมเพรียง
พยาบาลบางคนรีบหลบสายตาเมื่อเธอมองกลับ บางคนยิ้มกริ่มแบบมีนัยสำคัญ และบางคนถึงขั้นก้มลงอ่านแฟ้มคนไข้ในมืออย่างเอาเป็เอาตาย ราวกับว่าในผลแล็บนั้นมีเลขเด็ดงวดหน้าซ่อนอยู่ ยี่หวาชะลอฝีเท้าเพียงนิดเดียว มุมปากกระตุกเล็กน้อยก่อนจะเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“สวัสดีค่ะหมอ...”
“อรุณสวัสดิ์ค่ะหมอยี่หวา”
เธอพยักหน้ารับตามมารยาท พลางวางแฟ้มลงบนเคาน์เตอร์หน้าห้องตรวจ ยังไม่ทันจะได้หย่อนก้นลงนั่ง เฟิร์น พยาบาลสาวสายสืบประจำวอร์ดที่สนิทกันก็ถลาเข้ามาหา พร้อมสีหน้าที่พยายามกลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ย
“หมอคะ... วันนี้หมอสวยจังเลยค่ะ”
“ฉันก็สวยทุกวันนะเฟิร์น” ยี่หวาเงยหน้าขึ้นมองช้า ๆ ด้วยสายตาพิฆาตแบบทีเล่นทีจริง เฟิร์นหลุดหัวเราะพรืด
“จริงค่ะหมอ สวยยืนหนึ่ง แต่ว่าวันนี้... มันมีออร่าพิเศษค่ะ”
“ออร่าอะไร?”
“ออร่าคนมีแฟนค่ะหมอ!”
ยี่หวานิ่งไปหนึ่งจังหวะ หัวใจกระตุกผิดจังหวะไปนิดแต่ความนิ่งยังทำงานได้ดี เธอยกแฟ้มขึ้นเปิดเหมือนไม่ได้ใส่ใจ
“เช้านี้งานน้อยเหรอเรา ถึงมีเวลามานั่งวิเคราะห์ออร่าคนอื่น”
“งานไม่น้อยค่ะหมอ แต่ข่าวเยอะกว่า!” เฟิร์นโน้มตัวลงมา ลดเสียงลงระดับกระซิบที่ได้ยินกันทั้งแผนก
“ทั้งชั้นเขารู้กันหมดแล้วนะคะ ว่ามีรถหรูปริศนามารับคุณหมอ แถมไม่ได้มาแค่ครั้งเดียวด้วย คนเขาเม้าท์กันว่าเ้าของรถหล่อระดับทำลายล้างเลยนะคะหมอ”
“โรงพยาบาลเราไม่ได้รักษาแค่คนไข้สินะ ยังรักษาความเหงาของบุคลากรด้วยการแต่งนิยายกันเองด้วย” ยี่หวาตอบเรียบ ๆ
“อุ๊ย! หมอขา หนูขอจำประโยคนี้ไปลงสเตตัสได้ไหมคะ”
“ไม่ให้... ไปทำงานได้แล้วเฟิร์น”
เมื่อพยาบาลสาวเดินหัวเราะร่าจากไป ยี่หวาก็เผลอหยิบปากกาหมึกซึมสีเงินจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ขึ้นมาควงเล่นโดยไม่รู้ตัวความเย็นของโลหะที่ปลายนิ้วเตือนให้นึกถึงเ้าของของมันของขวัญจากเดตแรกที่เธอเผลอใช้บ่อยจนออยเพื่อนสนิทถึงขั้นทักว่า “แกแทบจะรวมร่างกับปากกานั่นอยู่แล้วนะหวา” ยี่หว่ากดปลายปากกาลงบนแฟ้มคนไข้ พลางส่ายหัวกับตัวเองเบา ๆ ‘แค่ของขวัญ... แค่แฟนทดลอง... แค่...’
“หมอยี่หวาคะ” เสียงเรียกของพยาบาลอีกคนดึงเธอกลับมา
“คะ”
“คนไข้รายแรกพร้อมแล้วค่ะ”
“เชิญเข้ามาได้เลยค่ะ”
“แกแทบจะรวมร่างกับปากกานั่นอยู่แล้วนะหวา” ยี่หว่ากดปลายปากกาลงบนแฟ้มคนไข้ พลางส่ายหัวกับตัวเองเบา ๆ ‘แค่ของขวัญ... แค่แฟนทดลอง... แค่...’
่สายผ่านไปอย่างบ้าคลั่ง เคสคนไข้แน่นจนไม่มีเวลาแม้จะจิบน้ำ แต่ถึงจะยุ่งแค่ไหนข่าวลือก็มีขาและวิ่งไวกว่าเชื้อไวรัสเสมอ ตอนที่เธอเดินเข้าห้องพักแพทย์เพื่อศึกษาเคสเพิ่ม เสียงสนทนาข้างในก็เงียบกริบลงทันทีเหมือนมีคนเผลอเหยียบเบรกกะทันหัน
หมอศัลย์ฯ สองคนตรงโต๊ะกาแฟหันมามองเธอเป็ตาเดียว
“อ้าว หมอยี่หวา ่นี้ไม่เห็นไปทานข้าวที่โรงอาหารตอนเย็นเลยนะครับ” หมอหนุ่มคนหนึ่งยิ้มกว้างจนเห็นครบทุกซี่
“งานยุ่งค่ะ”
“หรือว่ามีพนักงานขับรถส่วนตัว พาไปกินเหลาข้างนอกแล้วครับ?” อีกคนสมทบพร้อมเสียงหัวเราะหึ ๆ
ยี่หว่ายืนนิ่ง จ้องมองทั้งคู่ด้วยสายตาเรียบเฉยแต่ทรงพลัง
“หมอศัลยกรรมกระดูกนี่... เริ่มสนใจข่าวบันเทิงมากกว่าโครงสร้างมนุษย์ั้แ่เมื่อไหร่คะ?” ทั้งคู่ชะงักไปทันที
“แหะ ๆ แซวเล่นครับหมอ”
“เล่นได้ค่ะ... แต่ถ้าจะเล่นทุกวัน ฉันคิดค่ารักษาจิตใจเพิ่มนะคะ” เธอยิ้มสุภาพแต่ดาเมจแรงจนอีกฝ่ายไปไม่เป็ ยี่หวาหยิบแฟ้มแล้วเดินออกมาทันที เธอไม่ได้โกรธ แต่เธอไม่ชอบที่ชีวิตส่วนตัวถูกวางไว้บนโต๊ะกาแฟให้ใครก็ได้มาปรุงแต่งตามใจชอบ
และนั่นทำให้เธอนึกถึงคำพูดของ ธนากร ขึ้นมา... “ผมไม่ชอบโกหก เพราะมันยุ่งยาก” แปลกดีที่ผู้ชายมาดเข้มคนนั้น ดูจะเป็สิ่งเดียวในชีวิตเธอตอนนี้ที่จริงที่สุดท่ามกลางข่าวลือพวกนี้
พักเที่ยง ยี่หวาถูกเรียกตัว (หรือจะเรียกว่าถูกคุมตัว) ไปที่โต๊ะมุมเดิมในโรงอาหารชั้นหก มิ้นท์รีบเลื่อนแก้วน้ำหวานให้ราวกับจะทำพิธีต้อนรับ
“เชิญค่ะ คุณหมอคนดัง!” มิ้นท์ทัก
“ต้องเรียกว่า ว่าที่นายหญิงแห่งอาณาจักรธนากร หรือเปล่าจ๊ะ” แพรเสริมพร้อมยักคิ้วหลิวตา
“วันนี้รายการคลุกวงในหมอหวาจะเริ่มสัมภาษณ์ ณ บัดนี้!” ออยทำท่าถือไมค์ทิพย์
“หยุดเลยพวกแก” ยี่หวาวางถาดอาหารลง
“ฉันทำงานค่ะ ไม่ได้เอาเวลาไปเพ้อถึงผู้ชาย”
“อ้าว... เรายังไม่ได้พูดเลยว่าแกเพ้อ” เฟนเท้าคางมองด้วยสายตาเ้าเล่ห์
“แต่หน้าแกน่ะ... มันฟ้องว่าเพ้อค่ะ!” ออยสรุปปิดท้าย ยี่หวากลอกตามองบนพลางตักข้าวเข้าปาก
“ข่าวไปถึงไหนแล้วล่ะ?”
“ก็แค่... ตึกศัลย์ ห้องยา ห้องแล็บ พยาบาลหน้าห้องฉุกเฉิน ไปจนถึงป้าแม่บ้านชั้นสิบเองแก” ออยสาธยาย
“ดีค่ะ งั้นคราวหน้าฉันไม่ต้องแจกการ์ดแต่งงานเองแล้วนะ ให้ข่าวลือมันทำงานไป”
ทั้งโต๊ะเงียบกริบไปสิบวินาที ก่อนจะมีเสียงกรีดร้องเบา ๆ (แบบเกรงใจคนไข้) ตามมา
“งานแต่ง?! แกพูดเองนะหวา!”
“ฉันประชด!” ยี่หว่ารีบขัด แต่แก้มกลับร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“คนเราจะประชดเื่งานแต่งได้ แปลว่าสมองส่วนลึกแอบวาดภาพตัวเองในชุดสีขาวไปแล้วหนึ่งรอบ” เฟนสรุปอย่างผู้เชี่ยวชาญ
“สรุปว่าเขาเป็ยังไงบ้าง นอกเหนือจากหล่อ รวย และนิ่งน่ะ?”
ยี่หวาชะงักเล็กน้อย... เขาเป็ยังไงน่ะเหรอ? เขาคือผู้ชายที่ไม่เคยพูดเกินจำเป็ แต่ทุกคำพูดมีน้ำหนัก เขาคือคนที่รักษาพื้นที่ แต่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย เขาคือสุภาพบุรุษ... ในเวอร์ชันที่ไม่ได้พยายาม โชว์ ว่าเป็
เวลาไปกินข้าว เขาไม่เคยสั่งเผด็จการ แต่จะถามเสมอว่า “วันนี้คุณอยากทานอะไรครับ?” แล้วเสนอตัวเลือกให้เธอตัดสินใจ ในวันที่เขามารับไม่ได้ เขาจะส่งข้อความมาขอโทษสั้น ๆ แต่สม่ำเสมอ… ‘พักผ่อนเยอะ ๆ นะครับคุณหมอ’ ‘ราตรีสวัสดิ์ครับ’ แค่ข้อความธรรมดา แต่กลับทำให้เธอนั่งยิ้มหน้าจอเหมือนคนบ้างานที่พักผ่อนน้อย ยิ่งไปกว่านั้น เขาให้เกียรติเธออย่างถึงที่สุด ยอมจอดรถรอไกล ๆ เพราะรู้ว่าเธอ้าความเป็ส่วนตัว ไม่เคยรุกเร้า ไม่เคยขอขึ้นไปส่งบนคอนโด... แค่จอดรถรอจนมั่นใจว่าเธอเข้าตึกอย่างปลอดภัยเท่านั้น
“เขา... ก็โอเคค่ะ” ยี่หวาตอบสั้น ๆ
“คำว่าโอเคของยี่หวา แปลว่าดีต่อใจมาก ค่ะเพื่อน ๆ” แพรแซว ซึ่งคราวนี้ยี่หวาไม่ได้เถียงกลับ
เธอเพียงแต่ก้มหน้ากินข้าว พลางคิดในใจว่า คำว่า โอเค มันดูจะน้อยเกินไปเสียแล้ว สำหรับความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ... ความรู้สึกที่เธอเองก็เริ่มกลัวว่า มันจะถลำลึกไปไกลกว่าที่ สัญญา กันไว้ั้แ่ต้น