ในเมื่อมีความคิดที่จะทำแล้ว เช่นนั้นก็ต้องรีบไปทำ
หลังจากสวี่ตี้พิจารณาจนเข้าใจแล้ว ก็เริ่มสอบถามข้อมูลลูกสาวคนที่สองของอาลักษณ์หลี่
ในเรือนของอาลักษณ์หลี่มีลูกอยู่สามคน บุตรชายหนึ่งคน บุตรสาวสองคน ลูกชายแต่งงานไปแล้ว อีกทั้งภรรยาก็กำลังตั้งครรภ์ ได้ยินมาว่าฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็จะคลอดหลานของสกุลหลี่ออกมา คุณหนูใหญ่เป็นคนอ่อนโยน นิสัยนุ่มนวล ส่วนคนน้อง คนอื่นพูดว่านางไม่ช่างพูดช่างจา แต่นิสัยดี มักจะยิ้มตาหยีอยู่ตลอด จางจ้าวฉือกลับบอกว่าแม่นางคนนี้เป็นคนที่มีอีคิวสูงมาก ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกระทันหันก็จะสามารถรับมือได้ดีอีกด้วย
จางจ้าวฉือไม่ใช่คนที่จะชมคนอื่นง่ายๆ นั่นเป็นเพราะจางจ้าวฉือไม่ได้เป็นแค่หมอศัลยแพทย์ในโรงพยาบาลเท่านั้น ยังเป็นอาจารย์หมอด้วย เรียนแพทย์นั้นคือการแย่งชีวิตคนกับยมทูต เรื่องเกี่ยวกับชีวิต ไม่สามารถปล่อยผ่านได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นจางจ้าวฉือปฏิบัติกับนักเรียนของตนเอง รวมถึงคนข้างกายของตนก็ล้วนแต่มีเงื่อนไขที่สูง
ในใจของสวี่ตี้กลับมีความหวาดกลัวขึ้นมาหลายระดับ เขารู้สึกว่าตนเองน่าจะมีสิ่งที่จำเป็นต้องทำอีกหลายอย่าง แต่ก็คิดไม่ออกว่าจะต้องทำอะไร จนกระทั่งต่อมายืนยันแล้วว่าจะไปทำงานเขาก็ไม่แน่ใจว่าตนเองจะต้องทำหรือไม่
สวี่ตี้คิดว่าความรู้สึกหวาดกลัวของตนเองในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมาก แต่อยากจะหาคนมาพูดด้วยเพื่อระบายออกก็ไม่รู้ว่าจะไปหาใคร คนที่สามารถเข้าใจความรู้สึกนี้ของตน นอกจากพ่อและแม่ แต่เขาเพิ่งจะออกมาจากห้องแม่ จะไปหาอีกครั้งก็คงไม่ค่อยดี จึงเดินออกจากห้องตนเองแล้วไปที่สำนักงานว่าการเขต
สวี่เหราทำงานเสร็จ ตอนที่กำลังชงชาหนึ่งกาเตรียมที่จะมีความสุขกับช่วงเวลาว่างๆ ก็เห็นลูกชายตนเองเดินเข้ามา
นอกจากตอนที่มาถึงที่นี่ใหม่ๆ สวี่ตี้ได้มาเดินดูภายในสำนักงานว่าการเขตแห่งนี้ไปแล้ว ภายในสองปีนี้สวี่ตี้ก็ไม่เคยมาที่นี่เลยสักครั้ง ในเมื่อมาแล้วจะต้องมีเรื่องแน่ๆ
สวี่เหรารีบเรียกสวี่ตี้ไปที่ห้องทำงานของตนเอง พลางรินน้ำชาให้เขา ก่อนจะมองสำรวจสีหน้าของสวี่ตี้แล้วเอ่ยถาม “เจ้ามีเรื่องที่คิดไม่ออกหรือ?”
สวี่ตี้หัวเราะแล้วตอบ “ข้าก็รู้ว่าท่านจะมองออก ตอนนี้ข้ามีเรื่องที่คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี คิดมานานมากแล้ว ก็คิดว่ามาพูดกับท่านจะดีกว่า ดูว่าท่านจะให้คำแนะนำข้าได้หรือไม่”
สวี่เหรารีบจัดท่าทางของตนเองให้ดี “ได้สิ เช่นนั้นเจ้าก็ลองพูดมา ดูว่าข้าจะสามารถให้คำแนะนำดีๆ ให้เจ้าได้หรือไม่”
สวี่ตี้ถึงได้เอาคำพูดที่ตนคุยกับจางจ้าวฉือเล่าให้บิดาฟัง สวี่เหราฟังจบแล้วก็เงียบคิดไปนาน ก่อนจะเอ่ย “ความจริงแล้วที่แม่เจ้าพูดก็มีเหตุผลมาก เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้จริงๆ สถานการณ์ก็เป็นสถานการณ์เช่นนี้จริงๆ แต่ว่าเรื่องนี้ก็ต้องดูที่ตัวเจ้าเอง ถ้าหากเจ้าอยากทำพวกเราก็ไม่ห้ามเจ้า หากเจ้าไม่อยาก พวกเราเองก็ไม่ได้บังคับ”
สวี่ตี้ฟังแล้วก็ถอนหายใจ “ท่านพ่อ ข้าคิดว่าที่แท้ที่ข้าไม่ได้คบหาดูใจใครอีกมาตลอด คงจะมีความกลัวการแต่งงาน ข้าตัวคนเดียวอิสระมาจนชินแล้ว พอคิดว่าเวลาที่เหลือจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับอีกคนหนึ่ง อีกทั้งพวกเรายังต้องนอนเตียงเดียวกัน ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ข้าก็รู้สึกกลัวนิดหน่อยน่ะขอรับ”
สวี่เหรารีบถามเขาต่อ “เช่นนั้นเจ้าสามารถพูดกับข้าได้หรือไม่ ว่าเจ้ากลัวอะไร?”
สวี่ตี้นิ่งอยู่นาน คิดนานมากๆ ก่อนจะตอบออกมาด้วยความไม่มั่นใจว่า “คงจะกลัววุ่นวายกระมัง?” ประโยคนี้แสดงออกถึงความสงสัย ไม่แน่ใจ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าตนเองกลัวอะไรอยู่
สวี่เหรายิ้มแล้วเอ่ย “ข้าคิดว่าเจ้าคงกลัวการเปลี่ยนแปลง เจ้าไม่อยากไปลองใช้ชีวิตที่มีกันแค่สองคน ในชีวิตของเจ้านอกจากการเรียนแล้วก็คือการทดลอง ไม่ก็วิทยานิพนธ์ เจ้ามีความสุขกับชีวิตเช่นนี้ ไม่อยากจะเปลี่ยนสถานะตรงนี้ไป ความจริงในใจของเจ้านั้นรู้ดี ถ้าหากเจ้าคบหาดูใจ หรือแต่งงานไปแล้ว ก็จะไม่สามารถใช้ชีวิตเช่นนี้ได้อีก เจ้าไม่อยากจะทิ้งชีวิตเช่นนี้ไป ดังนั้นเจ้าถึงได้กลัว”
สวี่ตี้ฟังแล้วก็คิดอยู่นานก่อนจะเอ่ย “มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเช่นนี้ แต่ท่านพ่อ เช่นนั้นท่านว่าข้าควรจะลองใกล้ชิดกับลูกสาวของใต้เท้าหลี่สักหน่อยดีหรือไม่?”
สวี่เหราถอนหายใจ “ข้ารู้สึกว่าความเป็นไปได้มีไม่มาก พวกเจ้าสองคนอายุสิบกว่าปีแล้ว ในยุคนี้ถึงแม้เมืองชายแดนจะไม่ให้ความสำคัญกับการห้ามบุรุษสตรีพบเจอกันมากนัก แต่ว่าหากให้พวกเจ้าใกล้ชิดกันตามลำพัง จะอย่างไรก็ไม่เหมาะสม”
สวี่ตี้ถอนหายใจ “เช่นนั้นต่อไปก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องถูกคลุมถุงชนแล้วจริงๆ หรือ? ไม่รู้จักกันและกันให้ดีพอ หากต่อไปใช้ชีวิตด้วยกันแล้วรู้สึกว่าไม่เหมาะสมกันจะทำอย่างไร? ทั้งยังหย่ากันไม่ได้ด้วย”
สวี่เหราตอบ “ความจริงแล้วเจ้าควรเชื่อสายตาของแม่เจ้า ข้าคบกับแม่เจ้ามาหลายปีขนาดนี้ แม่เจ้ามองคนตั้งแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยพลาด นางบอกว่าลูกสาวคนเล็กของใต้เท้าหลี่ดี เช่นนั้นนางจะต้องมีเหตุผลดีๆ ในเมื่อนางอยากจะให้เจ้าแต่งงานกับลูกสาวคนเล็กของเขา เช่นนั้นก็คงคิดว่าต่อไปพวกเจ้าสองคนจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันได้ดีแน่นอน เจ้าคือลูกชายของนาง นางจะยังไม่เข้าใจเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
สวี่ตี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นข้าก็จะให้ท่านแม่ไปจัดการให้ข้า อย่างไรไม่ว่ากับใครก็ต้องแต่งงาน จะใช้ชีวิตอย่างไรก็ต้องให้มันเป็นไป”
สวี่เหราส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ “เจ้าคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ชีวิตนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ตนเองต้องใช้ เจ้าอยากจะใช้ชีวิตเช่นไร ก็ต้องพยายามเพื่อให้ได้ชีวิตเช่นนั้นมา สวี่ตี้ แต่งงานกับใคร หลังจากแต่งงานไปแล้วจะมีชีวิตเช่นไร ความจริงแล้วสิทธิ์ในการตัดสินใจมันอยู่ในมือของเจ้า”
สวี่ตี้ฟังแล้วก็ตั้งใจคิด “ท่านพ่อ ท่านกับท่านแม่ไปปรึกษากับครอบครัวใต้เท้าหลี่สักหน่อยเถิด หากเขายอมยกลูกสาวให้แต่งงานกับข้า ข้าจะต้องดูแลนาง ใช้ชีวิตร่วมกันกับนางอย่างดีแน่นอน ข้าเองก็ไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมาย แต่ทำให้ภรรยาและลูกกินดีอยู่ดีข้ายังทำได้”
สวี่เหราฟังแล้วก็หัวเราะลั่นออกมา “ได้ พอดีเลยตอนนี้ข้าไม่มีเรื่องอะไรต้องทำ ข้าจะกลับบ้านไปปรึกษากับแม่ของเจ้าด้วยกัน”
สวี่ตี้เอ่ยด้วยความตกใจ “ท่านจะโดดงานหรือ?”
สวี่เหราพูดอย่างภาคภูมิใจ “ข้าตำแหน่งใหญ่ที่สุดของที่นี่ ข้าพูดอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้นแหละ”
สวี่ตี้ส่ายหน้า “ต่อไปในอนาคตจะต้องเป็นหัวหน้าที่ไม่ใช่ระดับปลายแถวนะขอรับ จะตำแหน่งใหญ่หรือเล็กนั้นเป็นเรื่องรอง ที่สำคัญที่สุดจะต้องมีอำนาจอยู่ในมือของตน ที่ตนเองพูดคำไหนแล้วจะเป็นไปตามนั้น อย่าให้คนอื่นมาจูงจมูกเดินได้”
สวี่เหราหัวเราะแล้วเอ่ย “เช่นนั้นเจ้าจะต้องตั้งใจอ่านหนังสือ เตรียมสอบเค่อจวี่ [1] ผ่านไปอีกสองปีเจ้าก็ไปสอบระดับอำเภอให้ได้เป็นซิ่วไฉก่อน พอได้เป็นซิ่วไฉแล้วค่อยไปสอบเซียงซื่อ พอได้เป็นจวี่เหรินค่อยไปสอบฮุ่ยซื่อเพื่อรับราชการ ส่วนเตี่ยนซื่อก็รอไปก่อนสักหน่อย ก่อนอายุสามสิบค่อยสอบเป็นจิ้นซื่อก็ได้”
สวี่ตี้ฟังแล้วเอ่ย “ท่านไม่เชื่อในความสามารถด้านการเรียนของข้าหรือ ขอแค่ข้าอยาก มีหรือที่ข้าจะเรียนไม่ดี?”
สวี่เหราส่ายหน้าน้อยๆ “ลูกชาย ไม่ใช่ข้าดูถูกเจ้านะ เจ้าคิดว่าการสอบเค่อจวี่เหมือนกับสอบเกาข่าวหรือสอบปริญญาโทหรือ? แน่นอนว่าไม่เหมือนกัน ส่วนไม่เหมือนกันอย่างไร รอเจ้าสอบระดับอำเภอเป็นซิ่วไฉได้แล้วค่อยว่ากัน คำพูดที่เจ้าคำนวณออกมาไม่ได้ผ่านระบบการเรียน ต่อไปข้าคิดว่าเจ้าจะต้องอ่านหนังสือทั้งสี่คัมภีร์ทั้งห้า [2] แล้วข้าจะคิดหาวิธีหาข้อสอบเก่าๆ มาให้เจ้า เจ้าเองก็คงจะรู้ประมาณตัวเองดี”
สวี่ตี้รับคำ สองพ่อลูกคุยกันแล้วเดินเข้าไปยังเรือนหลัง
จางจ้าวฉือเห็นทั้งสองคนกลับมาแล้วก็ตกใจมาก “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานนะ เหตุใดเจ้าถึงกลับมาแล้วล่ะ?”
สวี่เหราเอ่ย “เรื่องชีวิตแต่งงานของลูกชายเราจะไม่ให้ความสำคัญได้อย่างไร เขาคิดดีแล้ว ว่าอยากจะให้พวกเราไปสู่ขอลูกสาวสกุลหลี่”
จาวจ้าวฉือฟังแล้วก็เอ่ย “สวี่ตี้ยินยอมจริงๆ หรือ? เช่นนั้นพวกเราก็เขียนจดหมายไปหาฮูหยินผู้เฒ่า บอกกล่าวกับนางเสียหน่อย ในภายภาคหน้าคนพวกนั้นจะได้ไม่เข้ามายุ่ง”
สวี่ตี้ฟังแล้วก็เอ่ย “หากคนในจวนไม่ยอมจะทำอย่างไรขอรับ?”
จางจ้าวฉือเอ่ย “การบอกกับพวกเขาคือการให้เกียรติพวกเขา พวกเราเป็นบิดามารดาของเจ้า เรื่องแต่งงานของเจ้าพวกเรามีสิทธิ์เป็นเจ้าเรื่อง อีกอย่าง ข้าแค่อยากจะบอกกับฮูหยินผู้เฒ่าเอาไว้ ส่วนคนอื่นๆ ข้าเองก็ไม่อยากจะสนทนากับพวกเขานัก มีสิทธิ์อะไรที่เรื่องแต่งงานของครอบครัวพวกเราจะต้องรอให้พวกเขายินยอม”
สวี่เหราเอ่ย “จดหมายข้าเขียนเอง จะเขียนอย่างไรข้าคิดเอาไว้แล้ว เขียนเสร็จแล้วจะให้คนของพี่สามส่งกลับไป พอดีเลย ผ่านไปอีกสักหน่อยก็เป็นวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว เจ้าเตรียมของขวัญเอาไว้หน่อย ส่งของขวัญไปด้วย จะได้ตัดปัญหาที่ส่งจดหมายไปอย่างเดียวมันจะสะดุดตาเกินไป”
จางจ้าวฉือรับคำ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มก็แล้วกัน พรุ่งนี้ข้าจะไปสอบถามกับสกุลหลี่ก่อน ดูว่าพวกเขาถูกใจลูกชายของเราหรือไม่ ถ้าถูกใจ ต่อไปพวกเราค่อยๆ เริ่มทำตามพิธี แล้วจัดการเรื่องหมั้นหมายให้เรียบร้อย”
สวี่ตี้ฟังพ่อแม่ของตนเองปรึกษาอยู่ด้านข้างแล้วก็ถอนหายใจ “ดูท่าข้าจะต้องแต่งภรรยาแล้ว ทั้งยังเป็นเด็กหญิงแสนน่ารัก ข้ายังต้องค่อยๆ เติบโตไปกับคู่หมั้นตัวน้อยถึงค่อยแต่งเข้าเรือน เช่นนี้ก็เป็นการบ่มเพาะใช่หรือไม่?”
จางจ้าวฉือเอ่ย “บ่มเพาะให้เติบโตไปด้วยกันดีจะตาย นางเพิ่งจะอายุสิบปี ปรัชญาสามทัศน์ [3] ยังไม่ได้ก่อตัว เจ้าค่อยๆ ชี้แนะรอจนนางโตแล้ว อย่างน้อยมุมมองทั้งสามก็น่าจะเข้ากับเจ้าได้”
สวี่ตี้เอ่ย “ได้ขอรับ ข้าฟังคำท่าน ชี้แนะดีๆ อย่างไรต่อไปพวกเราก็ไม่ได้มีตำแหน่งชนชั้นสูงส่งอันใดให้สืบทอด ใช้ชีวิตของพวกเราไปอย่างมั่นคงก็พอแล้ว”
ในเมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เรื่องต่อไปก็จัดการง่ายขึ้น
จางจ้าวฉือเดินทางไปที่เรือนสกุลหลี่โดยมีข้ออ้างว่าจะเอาของขวัญมาให้ พร้อมทั้งพูดเรื่องการแต่งงานของลูกชายลูกสาวอยู่นาน นางมิได้พูดอะไรมากก็กลับเรือนไป ฮูหยินหลี่ถูกการมาอย่างกะทันหันของจางจ้าวฉือทั้งยังพูดเรื่องพวกนั้นจนทำเอานางลูบหาศีรษะไม่เจอ กล่าวกันตามจริงแล้ว ฮูหยินหลี่ไม่ได้คิดไปในทางที่จะให้ครอบครัวทั้งสองฝ่ายเกี่ยวดองกันเลย คิดว่าตำแหน่งของทั้งสองครอบครัวต่างกันเกินไป สวี่เหราจะอย่างไรก็ออกมาจากจวนโหว ถึงแม้สวี่เหราจะเป็นบุตรอนุ แต่สวี่ตี้ก็เป็นหลานชายคนโต การแต่งงานของหลานชายคนโต นั่นก็ควรจะให้หย่งหนิงโหวเย่พยักหน้ายอมรับถึงจะราบรื่น
ฮูหยินหลี่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร นอนตอนกลางคืนก็เอาเรื่องนี้มาพูดกับอาลักษณ์หลี่ ซึ่งพอสามีนางได้ฟังก็เงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ข้ารู้สึกว่าสกุลสวี่มีความคิดที่จะแต่งงานกับครอบครัวพวกเรา บุตรชายของพวกเขายังไม่มีคู่หมั้นเอาไว้ไม่ใช่หรือ ไม่รู้ว่าไปถูกใจเยว่หลินหรือว่าเยว่ซีของพวกเราตอนไหน”
ฮูหยินหลี่พูดด้วยความสงสัย “ไม่มีทางเป็นไปได้ สกุลสวี่เป็นสกุลระดับไหน พวกเราเป็นระดับไหน เจ้าเป็นจวี่เหริน ตอนนี้ยังเป็นอาลักษณ์ขั้นแปด ครอบครัวของพวกเราเองก็ไม่มีคนที่โดดเด่นอะไร พวกเขาจะมาถูกใจพวกเราได้อย่างไร?”
อาลักษณ์หลี่เอ่ย “ข้าเห็นว่าใต้เท้าสวี่กับฮูหยินสวี่ล้วนเป็นคนไม่ธรรมดา เจ้าเองก็อย่าคิดมากเกินไปเลย ปกติควรจะทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เป็นครอบครัวพวกเขามีความต้องการไม่ใช่พวกเรา รอพวกเขามาพูดกับพวกเราก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ?”
ทางด้านสวี่เหราได้เขียนจดหมายให้กับท่านย่าของตนเองพร้อมส่งของขวัญวันเกิดกลับไปที่จวนพร้อมกัน
สวี่เหราไม่ได้ปกปิดจางจ้าวจื่อ ทั้งยังให้จางจ้าวจื่อหาหญิงวันกลางคนที่มีความสามารถด้านการพูดการจาจากบ้านของพวกเขาไปส่งของขวัญให้ถึงมือฮูหยินผู้เฒ่า แล้วให้นางนำจดหมายไปให้ด้วยตนเอง หากติดธงร้านค้าของสกุลจาง คาดว่าคงไม่มีใครกล้าขวาง
จางจ้าวจื่อรู้ว่าสามีน้องสาวตนเองจะหาภรรยาให้กับหลานชาย แน่นอนว่าต้องดีใจมาก เขาเชื่อในสายตาของน้องเขย หลังจากรับจดหมายมาแล้วก็สั่งงานคน รอจนกระทั่งของขวัญจากเหอซีส่งไปแล้ว ก็เลือกคนจะนำของขวัญพร้อมทั้งจดหมายไปที่จวนหย่งหนิงโหว
คนใช้ของจวนโหว ถึงแม้จะดูแลคนไม่เหมือนกัน แต่ทว่ามีเงินเปิดทาง หญิงวัยกลางคนที่นำของขวัญและจดหมายมาส่งก็สามารถเข้าไปในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าได้
ผ่านไปอีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่า เพราะว่าไม่ใช่อายุเต็มเลขสิบ จึงไม่อยากจะจัดงานให้มันใหญ่โต จึงเชิญญาติๆ กับสหายที่สนิทมารับประทานอาหารร่วมกัน ฟังละครไม่กี่ตอนก็พอแล้ว ได้ยินมาว่าสวี่เหราส่งคนเอาของขวัญวันเกิดมาให้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ดีใจมาก รีบเชิญให้คนเข้ามา
หญิงวัยกลางคนผู้นั้นที่จางจ้าวจื่อหามาเมื่อหลายปีก่อนเคยติดตามมาอยู่ที่เมืองหลวงมาก่อน ต่อมาก็ตามสกุลจางไปที่ทางใต้ ช่วงนี้เพิ่งจะถูกสกุลจางส่งมาจัดการกับบ้านเก่า เตรียมการกลับมาของครอบครัวสกุลจาง
เมื่อได้รับงานส่งของขวัญของสกุลสวี่ หญิงวัยกลางคนผู้นั้นก็คิดทบทวนเกี่ยวกับมารยาทพิธีของสกุลใหญ่ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ถึงได้นำของขวัญกับจดหมายมาที่สกุลสวี่
หลังจากที่ทำความเคารพให้กับฮูหยินผู้เฒ่าเสร็จ ก็ทำการส่งมอบทั้งของขวัญและจดหมายให้แก่นาง ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าว “ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ นี่คือของขวัญวันเกิดที่น้องเขยของคุณชายของข้ารบกวนให้กลุ่มการค้าของคุณชายสามส่งมาจากเหอซีเจ้าค่ะ คุณชายบอกว่า ไม่ว่าผู้ใดจะมาส่งของให้ จะต้องคำนับอวยพรวันเกิดแทนพวกเขาสี่คน โดยให้สิทธิ์มางานวันเกิดของท่านแทนพวกเขาเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟังแล้วก็เอ่ยด้วยความดีใจ “ไอ๊หยา ขอบคุณคุณชายของพวกเจ้ามากนะ พวกเขาออกจากเรือนไปได้สามปีแล้ว ทางนั้นลำบากลำเค็ญ มิรู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว”
หญิงวัยกลางคนยิ้มแล้วเอ่ย “คุณชายสามของพวกเราบอกว่าเคยไปหาที่เหอซีมาก่อน ฮูหยินและน้องเขยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่นั่นดีมากเจ้าค่ะ ที่พักก็ดี อาหารการกินก็ดี ทั้งยังบอกว่าคุณชายใหญ่และคุณหนูเก้าเองก็เติบโตขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ็นดูสวี่เหราอยู่พอสมควร ถึงแม้สวี่เหราจะเป็นบุตรอนุในจวน แต่ว่าก็เป็นหลายชายของตนเหมือนกัน
ฮูหยินผู้เฒ่ารอจนหญิงวัยกลางคนของสกุลจางจากไป ก็ไม่ได้สนใจของขวัญพวกนั้น นางแกะจดหมายออกมาอ่านก่อนเป็นอันดับแรก
หลังจากแม่นมเสิ่นคนข้างกายของฮูหยินผู้เฒ่าส่งคนกลับไปแล้ว ก็เห็นฮูหยินผู้เฒ่านั่งทำหน้าครุ่นคิดอยู่ข้างโต๊ะ จึงเข้าไปรินน้ำชาให้ ก่อนจะมองฮูหยินผู้เฒ่าด้วยความกังวล
ฮูหยินผู้เฒ่ามองแม่นมเสิ่น ก่อนจะเอ่ย “คุณชายสามของพวกเราจะหมั้นหมายให้คุณชายใหญ่ จึงเขียนจดหมายมาบอกกล่าวกับข้าว่าเป็นลูกสาวคนที่สองของอาลักษณ์ที่เมืองเหอซี”
เชิงอรรถ
[1] การสอบเค่อจวี่ หรือการสอบขุนนางนั้น มีทั้งหมด 4 ขั้น จะมีคำเรียกตามระดับขั้นจากแรกจนถึงสูงสุด ขั้นแรกคือ "ถงเซิง" เป็นการสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้ระดับคุณวุติเรียกว่า “ซิ่วไฉ” ต่อมาคือ "เซียงซื่อ" เป็นการสอบคัดเลือกระดับภูมิภาค ผู้ที่เข้าสอบระดับนี้ได้จะต้องได้คุณวุติซิ่วไฉก่อน ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้ระดับคุณวุติเรียกว่า “จวี่เหริน” ขั้นถัดไปคือ "ฮุ่ยซื่อ" เป็นการสอบคัดเลือกระดับประเทศ ผู้ที่เข้าสอบระดับนี้ได้จะต้องได้คุณวุติจวี่เหรินก่อน ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้ระดับคุณวุติเรียกว่า “ก้งเซิง” ได้ขึ้นบัญชีเพื่อรอการเรียกบรรจุเข้ารับราชการ ขั้นสุดท้ายคือ "เตี่ยนซื่อ" เป็นการสอบต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ โดยฮ่องเต้เป็นผู้ออกข้อสอบและตรวจข้อสอบด้วยพระองค์เอง ผู้ที่ผ่านการสอบในระดับนี้มีจำนวนจำกัด โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มที่ดีที่สุด หรือเรียกว่า "ซานจย่า" ในแต่ละกลุ่มจะมีผู้ได้รับคัดเลือกเพียง 3 คน ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่ง สองและสามของแต่ละกลุ่มจำนวน 9 คนนี้เรียกว่า "จิ้นซื่อ" ในกลุ่มอีจย่า(กลุ่มที่หนึ่ง) ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งจะได้รับตำแหน่งอันดับหนึ่งจะได้ตำแหน่ง 'จ้วงหยวน' หรือ’จอหงวน’ อันดับสองจะได้ตำแหน่ง 'ปั๋งเหยี่ยน' อันดับสามจะได้ตำแหน่ง 'ทั่นฮวา'
[2] หนังสือทั้งสี่และคัมภีร์ทั้งห้า (四书五经 sìshūwǔjīng) ที่เป็นแนวคิดของปรัชญาขงจื๊อ (儒家 rújiā) หนังสือทั้งสี่ (四书 Sìshū) คือหนังสือสี่เล่มที่เริ่มมีมาก่อนสมัยราชวงศ์จิ๋น แต่ในสมัยนั้นไม่ได้เรียกว่า"ซื่อซู"เหมือนปัจจุบัน ได้แก่ "หลุนหยู่"ซึ่งบันทึกคำสั่งสอนของขงจื๊อ แล้วยังมีหนังสือ"เมิ่งจื๊อ" "ต้าเสวีย"และ"จงยง" "เมิ่งจื๊อ" เป็นหนังสือที่รวบรวมแนวคิดและหลักการปกครองของผู้นำในลัทธิปรัชญาขงจื๊ออีกท่านหนึ่ง ชื่อว่าเมิ่งเคอ "ต้าเสวีย"และ"จงยง"เดิมเป็นบทความสองเรื่องที่คัดมาจากหนังสือ"หลี่จี้" (คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรม) เนื้อหาส่วนใหญ่จะกล่าวถึงวิธีการประพฤติตนให้มีความรู้และคุณธรรม พอถึงสมัยราชวงศ์ซ่งใต้นักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงนามว่า จูซี
คัมภีร์ทั้งห้า(五经 Wǔjīng) ได้แก่ "อี้จิง" (คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องโหราศาสตร์) "ซ่างซู"(ตำราประวัติศาสตร์) "ซือจิง"(คัมภีร์กวี) "หลี่จี้"(คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรม) และ"ชุนชิว"(บันทึกพงศาวดารและปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ)
[3] ปรัชญาสามทัศน์, ทัศนคติสามด้าน หรือ ซานกวน (三观 Sān guān) ประกอบไปด้วย
ทัศนคติต่อชีวิต (人生观 Rénshēng guān) หมายถึง มุมมองที่มีต่อชีวิต ความเชื่อ สิ่งที่ยึดถือของคนเรา
ทัศนคติต่อโลก, โลกทัศน์ (世界观 Shìjièguān) หมายถึง มุมมองที่มีต่อ สิ่งรอบตัว ผู้คนรอบตัว สังคม โลก และจักรวาล ทั้งที่มีและไม่มีตัวตน
ทัศนคติต่อคุณค่า, ค่านิยม (价值观 Jiàzhíguān) หมายถึง มุมมองในการให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ