บ่ายวันพฤหัสบดี
ท้องฟ้าของปักกิ่งถูกฉาบด้วยสีเทาอมเหลืองของฤดูหนาวที่แห้งแล้งแสงแดดจางๆ ลอดผ่านกิ่งไม้ที่ไร้ใบทาบทับลงบนแนวกำแพงอิฐสีหม่นของเรือนสี่ประสานเป็เงายาวเหยียดลมเหนือพัดผ่านตรอกแคบๆ หอบเอาฝุ่นผงและใบไม้แห้งปลิวไปตามพื้นถนนเสียงกระดิ่งจักรยานของคนส่งอาหารดังแว่วมาและจางหายไป
ภายในแกลเลอรีอากาศอบอุ่นและนิ่งสนิท
เคทนั่งอยู่บนสตูลไม้ตัวเล็กหลังเคาน์เตอร์บนตักมีสมุดสเก็ตช์ภาพเล่มเก่าและดินสอถ่านสีดำนิ้วเรียวของเธอขยับวาดเส้นโค้งเว้าลงบนกระดาษอย่างเหม่อลอย กลิ่นของสีน้ำมันทินเนอร์ และกาแฟที่เย็นชืดผสมปนเปกันเป็บรรยากาศที่เธอคุ้นเคย ฝุ่นผงเล็กๆเต้นระบำอยู่ในลำแสงที่ส่องผ่านกระจกหน้าร้าน
เสียงกระดิ่งประตูดังขึ้นแ่เบา
ชายชราคนหนึ่งก้าวเข้ามาในร้านเขาสวมเสื้อโค้ตผ้าวูลสีเข้มและหมวกทรงแบน ใบหน้ามีรอยย่นลึกตามกาลเวลาเคทลุกขึ้นยืน ส่งยิ้มบางๆ ให้เขาตามมารยาท ชายชราพยักหน้ารับเงียบๆก่อนจะเดินเอามือไพล่หลัง ชมภาพวาดบนผนังไปทีละภาพด้วยจังหวะก้าวที่เชื่องช้า
เขาหยุดยืนอยู่กลางห้องนานกว่าห้านาที
สายตาของเขาจับจ้องไปยังผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่สุดภาพของชายหนุ่มที่กำลังปักปิ่นดอกท้อลงบนเส้นผมของหญิงสาวท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ
"สีขาวของคุณหนาหนักมาก" ชายชราเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบเสียงของเขาแหบพร่าแต่กังวาน
"หิมะในภาพนี้ไม่ได้กำลังตก แต่มันกำลังฝังกลบทุกสิ่งทุกอย่าง"
เคทเดินเข้าไปหยุดยืนรักษาระยะห่างอยู่ด้านหลังเขา
"ค่ะ ฉันตั้งใจให้มันรู้สึกแบบนั้น"
"แล้วทำไมถึงมีปิ่นดอกท้อ"
ชายชราหันมามองเธอแววตาของเขามีความสงสัยที่ตรงไปตรงมา
"ดอกท้อบานในฤดูใบไม้ผลิ แต่นี่คือพายุหิมะการนำความบอบบางไปวางไว้ท่ามกลางความโหดร้าย มันดูผิดที่ผิดทางเหมือนความทรงจำที่พยายามขัดขืนความตาย"
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่มันพุ่งชนบางอย่างในอกของเคทอย่างรุนแรง
ความรู้สึกอึดอัดก่อตัวขึ้นที่ฐานลำคอหญิงสาวขยับริมฝีปากเพื่อจะตอบคำถาม เธอเตรียมคำอธิบายเชิงศิลปะไว้มากมายเื่การตัดสี เื่องค์ประกอบภาพ แต่เมื่อจะเปล่งเสียงออกไปลำคอของเธอกลับตีบตัน
จู่ๆอาการปวดแปลบก็แล่นปร๊าดขึ้นมาที่กลางหน้าอก
มันไม่ใช่ความเ็ปทางกล้ามเนื้อแต่มันเป็ความรู้สึกสูญเสีย เป็ช่องว่างที่เปิดอ้าออกอย่างกะทันหันหัวใจของเธอก็บีบรัดจนต้องเผลอยกมือขึ้นทาบทับเสื้อสเวตเตอร์ของตัวเอง
"ฉัน... ฉันไม่ทราบค่ะ" เคทตอบเสียงแ่ ลมหายใจของเธอสะดุด
"มันแค่... ต้องอยู่ตรงนั้น"
ชายชรามองท่าทางของเธอเงียบๆเขาไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ เพียงแค่พยักหน้าช้าๆ
"ศิลปะที่อธิบายไม่ได้ มักมาจากที่ที่ลึกที่สุดเสมอ"
เขาหันกลับไปมองภาพนั้นอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากแกลเลอรีไป ทิ้งให้เคทยืนนิ่งงันอยู่กลางห้องมือของเธอยังคงกำผ้าสเวตเตอร์ตรงหน้าอกแน่น
...
เวลาห้าโมงเย็นสี่สิบห้านาที
ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีน้ำเงินเข้มขุ่นมัว
รถซีดานสีดำสนิทจอดนิ่งอยู่บนถนนวงแหวนรอบที่สองการจราจรของปักกิ่งในชั่วโมงเร่งด่วนติดขัดราวกับลานจอดรถขนาดั์ไฟท้ายสีแดงนับพันดวงสาดสะท้อนกันไปมา ควันไอเสียลอยกรุ่นตัดกับอากาศที่เย็นจัด
เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งอยู่เบาะหลังเขามองนาฬิกาข้อมือเรือนเรียบหรู เข็มวินาทีเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าการเจรจาธุรกิจกับนักลงทุนต่างชาติกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกยี่สิบนาทีที่ร้านอาหารในตรอกใกล้เคียงชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขาคือคนที่ควบคุมทุกอย่างในชีวิตมาตลอด และเขาเกลียดตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้
"รออยู่ที่นี่"
เขาเอ่ยเสียงเรียบ
"ฉันจะเดินไปเองมันเร็วกว่า"
"แต่ท่านประธานครับ อากาศข้างนอก..."
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้ฟังคำทักท้วงเขาเปิดประตูรถและก้าวลงไปยืนบนพื้นถนนทันที ลมเหนือพัดปะทะใบหน้าความเย็นเยียบกรีดผ่านเนื้อผ้าของเสื้อโค้ตตัวยาว ชายหนุ่มกระชับปกเสื้อสอดมือเข้าในกระเป๋า แล้วเริ่มออกเดินไปตามทางเท้าที่ปูด้วยอิฐบล็อก
เขาบอกตัวเองว่านี่คือการเดินเพื่อรักษาเวลา
แต่เมื่อถึงทางแยกแทนที่เขาจะเลี้ยวขวาไปยังร้านอาหาร สองเท้าของเขากลับก้าวตรงไปข้างหน้าลัดเลาะเข้าสู่เขตเรือนสี่ประสานเก่าแก่
เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่
แต่รอยแยกบนกำแพงอิฐกลิ่นของควันไฟจากเตาถ่าน ทุกอย่างล้วนมีแรงดึงดูด ชายหนุ่มเดินช้าลงเรื่อยๆจนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ใต้เงาของต้นไม้ใหญ่ที่ทิ้งใบจนหมดต้นในฝั่งตรงข้ามของถนน
ตรงหน้าของเขาคือแกลเลอรีศิลปะแห่งนั้น
แสงไฟสีส้มสว่างไสวทะลุผ่านกระจกบานใหญ่เสิ่นเยี่ยนฉือยืนนิ่งอยู่ในเงามืด สายตาของเขาทอดมองข้ามถนนไปยังภาพภายในร้าน
เขาเห็นเธอ
เคทกำลังยืนอยู่หน้าภาพวาดหิมะชิ้นนั้นเธอยกมือขึ้นทาบที่หน้าอกซ้าย ใบหน้าของเธอซีดเซียวและดูเปราะบาง
ในวินาทีนั้นเองบางสิ่งในตัวของเสิ่นเยี่ยนฉือก็กระตุกรุนแรง ร่างกายของเขาขยับไปเองสองเท้าก้าวออกจากเงามืด ทิ้งน้ำหนักลงบนขอบถนน กล้ามเนื้อที่ไหล่และแขนตึงเครียดสัญชาตญาณดั้งเดิมที่ไร้รูปร่างะโสั่งให้เขาเดินข้ามไปสั่งให้เขาแทรกตัวเข้าไปขวางระหว่างเธอกับอากาศที่หนาวเย็นมันเป็แรงผลักดันที่รุนแรงและป่าเถื่อนจนเขาแทบจะก้าวลงไปบนผิวถนน
แต่ก่อนที่ปลายเท้าจะพ้นขอบทางเท้าสติสัมปชัญญะก็กระชากเขากลับมา
ชายหนุ่มชะงักงันเขากัดกรามแน่นจนขึ้นสันนูน เขาเพ่งมองมือตัวเองที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อยความอึดอัดแปรเปลี่ยนเป็ความเ็ปทางกาย ขมับของเขาเต้นตุบๆ ลมหายใจติดขัด
‘แกกำลังทำอะไรวะ’
เขาถามตัวเองในใจอย่างกราดเกรี้ยว
เขาบังคับตัวเองให้ถอยหลังกลับเข้าสู่เงามืดหันหลังให้กับแสงไฟจากแกลเลอรี และบังคับสองเท้าให้ก้าวเดินจากไปเดินกลับไปสู่โลกของตัวเลข การควบคุม และความเ็าที่เขาคุ้นเคยปล่อยให้ความสั่นไหวเมื่อครู่เป็เพียงความผิดปกติที่เขาจะไม่ยอมรับมัน
...
หกโมงครึ่ง
แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วอย่างสมบูรณ์
กู้เหยียนโจวเดินทอดน่องออกมาจากร้านบะหมี่เล็กๆในตรอกแคบ เขาเพิ่งตื่นนอนตอนบ่ายสามโมง สภาพร่างกายยังคงอ่อนล้าเสื้อโค้ตสีน้ำตาลตัวเก่าของเขาดูหลวมโพรกเมื่ออยู่บนร่างกายที่ผอมบางลง
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อััความอุ่นจากถ้วยกาแฟกระดาษที่เพิ่งซื้อมาชายหนุ่มเดินไปเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมายเสียงรองเท้าผ้าใบเหยียบลงบนแผ่นหินดังเป็จังหวะสม่ำเสมอความอบอุ่นจากถ้วยกระดาษในมือเป็เพียงสิ่งเดียวที่ยึดโยงเขาไว้กับปัจจุบัน
ขณะที่เขาเลี้ยวผ่านมุมตึกสายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับแสงไฟจากร้านแกลเลอรีศิลปะที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของถนน
กู้เหยียนโจวหยุดเดิน
เขาไม่ได้สังเกตเห็นแผ่นป้ายชื่อร้านเขาไม่ได้มองดูการตกแต่งภายในแต่สายตาของเขาถูกดึงดูดด้วยภาพวาดขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ภาพของพายุหิมะต้นท้อ และคนสองคน
กาแฟในมือของเขาเอียงจนเกือบหกรดเสื้อ
ร่างกายของศัลยแพทย์หนุ่มชาวาบั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าความรู้สึกคุ้นเคยอย่างรุนแรงพุ่งทะลุขึ้นมาจากกระดูกสันหลังเข่าของเขาอ่อนแรงลงกะทันหันจนต้องเผลอถอยหลังไปพิงกำแพงอิฐด้านหลัง
เขามองเห็นเพียงแค่'หิมะ' ในภาพวาดนั้น
แต่ในความรู้สึกของเขาหิมะเ่าั้กำลังถูกย้อมด้วยสีแดง
กู้เหยียนโจวยกมือข้างที่ว่างขึ้นทาบที่หน้าอกหัวใจของเขาเต้นช้าและหนักหน่วงราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงน้ำลมหายใจของเขาเริ่มหอบถี่ความอึดอัดที่มวลรวมตัวกันอยู่ในอกกลายเป็ความเ็ปทางกายอย่างรุนแรงเขายืนพิงกำแพงอยู่อย่างนั้น มองดูภาพวาดผ่านบานกระจกใส