คำตอบนั้นทำให้รอยยิ้มของมารตีอ่อนละมุนขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้เธอยกมืออีกข้างแตะที่ใบหน้าเขาอย่างแผ่วเบา แล้วโน้มตัวเข้าไป มอบจูบเบาๆที่มุมปากของเขา มันไม่ใช่จูบที่เร่าร้อน ไม่ใช่จูบที่อธิบายอะไรได้หมดแต่เป็นจูบที่อ่อนโยนจนหัวใจนัทพงษ์เต้นผิดจังหวะทันที เขายืนนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับไม่แน่ใจว่านี่คือความจริงหรือความฝัน ก่อนจะยิ้มออกมา ช้าๆและขวยเขินอย่างน่ารัก
นัทพงษ์รีบรับทันที หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก “ขะ... ขอบคุณครับ!”
เมื่อทั้งสองกลับมาที่ห้องพัก นัทพงษ์ก็ขอไปอาบน้ำก่อน เสียงน้ำไหลดังสม่ำเสมอมารตียืนอยู่หน้ากระจก มองตัวเองพลางถอนหายใจเบาๆ เธอไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแบบนี้มานานแล้วไม่ได้รู้สึกว่าทุกคำพูด ทุกสัมผัส ต้องใช้หัวใจนำทางขนาดนี้มานานมากแล้ว และเมื่อประตูห้องน้ำเปิดออกนัทพงษ์ที่เดินออกมาพร้อมผ้าเช็ดผมและเสื้อยืดธรรมดาๆกลับดูหล่อขึ้นอย่างน่าประหลาดในสายตาเธอ
“รู้ไหม” เธอพูดขณะเดินเข้าไปใกล้ “พี่ชอบเวลาเธอเขินนะ มันน่ารักดี”
“ผมก็... เขินจริงๆ นั่นแหละครับ” เขายิ้มขวยเขิน
เธอหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยื่นมือไปจับมือเขาอีกครั้งคราวนี้นานกว่าครั้งก่อน
“คืนนี้ยังอีกยาวนานนะจ๊ะนัทพงษ์” เธอกระซิบใกล้ๆ หูเขาเสียงเบากว่าลมหายใจเสียอีก “อย่าเพิ่งรีบหลับล่ะ”
นัทพงษ์พยักหน้า ช้าๆและยอมปล่อยให้เธอนำทางไปสู่ค่ำคืนที่ดูเหมือนจะค่อยๆ ร้อนแรงขึ้นทีละนิด…
เสียงคลื่นซัดชายฝั่งเป็นจังหวะนุ่มๆประสานกับเสียงน้ำพุจำลองใกล้ระเบียงห้องพักพนักงานรีสอร์ตจัดโต๊ะดินเนอร์ไว้ริมระเบียงกระจกใสมองเห็นทะเลสีเงินระยิบระยับในยามค่ำคืนพรมใบไผ่บนพื้นและผ้าปูโต๊ะสีงาช้างพร้อมเชิงเทียนเล็กๆช่วยสร้างบรรยากาศโรแมนติกจนหัวใจมารตีเต้นแรง เธอสวยสะกดทุกสายตาในเดรสบางเบาสีขาวแขนกุดเปิดกว้างเผยเรียวไหล่เนียน ขอบกระโปรงพลิ้วระบายรับลมยามเย็น
นัทพงษ์นั่งฝั่งตรงข้ามใบหน้าแดงระเรื่อแต่แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเขาแตะขอบกล้องโทรศัพท์ส่องภาพเธอเป็นระยะราวกับอยากบันทึกภาพนี้ไว้ในความทรงจำตลอดไป
พนักงานยกอาหารเรียกน้ำย่อยมาเสิร์ฟเป็นจานเปลือกหอยอบเนย ทูน่าสลัดและไวน์แดงกลิ่นอ่อนละมุน มารตีหยิบจานเปลือกหอยขึ้นมา พูดด้วยน้ำเสียงนุ่ม“ลองชิมดูค่ะ หอยอบเนยที่นี่อร่อยมาก”
นัทพงษ์รับจานมา ก่อนแลบลิ้นเลียซอสเบาๆแล้วตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะแผ่ว “อร่อยจนอยากลองทำให้พี่ทานบ้างเลยครับ”
ระหว่างนั้นมารตีก็ยื่นแก้วไวน์แดงให้นัทพงษ์ “ดื่มไวน์ให้เต็มที่นะคะคืนนี้…ให้พี่ดูแลเธอเอง” น้ำเสียงของเธอแฝงอารมณ์ที่ชวนให้หัวใจคนที่ได้ยินเต้นแรงกว่าเดิม
นัทพงษ์พยักหน้าอย่างมั่นใจ “ครับพี่...ผมรอคอยค่ำคืนนี้มาทั้งชีวิตแล้วครับ”
บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นดินทะเลและกลิ่นเทียนอ่อนๆ สองหนุ่มสาวลิ้มรสอาหารทีละคำช่วงฉากจานหลักเป็นปลากระพงย่างสมุนไพร ราดซอสเลมอนเค็มอมเปรี้ยว เธอค่อยๆป้อนให้เขาเพื่อให้เขาได้เห็นริมฝีปากเธอใกล้ๆ ทุกครั้งที่เธอเงยหน้ามอง สายตาของนัทพงษ์ก็ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
“ขอหอมแก้มหน่อยได้ไหมครับ?” นัทพงษ์ถามเสียงสั่นอย่างอดใจไว้ไม่อยู่พลางเอื้อมมือไปแตะที่แก้มเธออย่างแผ่วเบา มารตีหัวเราะขำๆก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปให้เขาประทับจูบสั้นๆ ที่แก้ม เธอรู้ว่าการจูบนี้คือสัญญาณว่าค่ำคืนนี้จะไม่สิ้นสุดเพียงมื้ออาหาร
หลังอาหาร มารตีลุกขึ้น เดินไปที่ขอบระเบียง หยิบไอศกรีมเลมอนโคนเล็กๆมาชิม “อากาศตรงนี้เย็นชื่นใจดีจังเลยนะคะ” เธอส่งผ่านสายตาชวนชิมให้นัทพงษ์และเมื่อเขาลงมือกิน เธอก็วางมือบนเอวเขาเบาๆ
“ไปเดินเล่นชายหาดกันไหมคะ?” เธอถามน้ำเสียงอ่อนโยนนัทพงษ์ยิ้มตอบทันที “ครับ...ถ้าได้เดินกับพี่ ผมพร้อมเสมอ”
พวกเขาเดินลงบันไดไม้ไปยังชายหาดทรายเย็นอาบเท้าและดวงจันทร์เต็มดวงสว่างจ้าเหนือผืนน้ำ คลื่นซัดเบาๆชวนให้ใจสงบและเปี่ยมด้วยความหวานจนน้ำเสียงทุกคำพูดแทบต้องฉีกยิ้มตลอดทาง
ขณะเดิน มารตีสะกิดแขนนัทพงษ์เบาๆ “อากาศเย็นสบายแบบนี้... ชอบไหม?”
นัทพงษ์ยิ้มกว้าง “ชอบมากครับ มันเหมือนโลกนี้มีเราอยู่เพียงสองคนเลย”
ชั่วครู่เธอก็หยุดเดิน ก้มลงมองทรายใกล้น้ำ ขยับเสื้อคลุมเล็กน้อยแล้วหันมาสบตาเขาอย่างลึกซึ้ง “นัทพงษ์” เธอเรียกชื่อเขา เขาตอบด้วยสายตาเต็มไปด้วยความหวัง…
ก่อนที่เธอจะถอดเดรสสีขาวบางเบาอย่างใจเย็น ชายเสื้อลื่นไหลลงมาถึงเอวหยุดกลางเส้นสะโพก แล้วตามด้วยบราเลตต์ลูกไม้สีครีมที่ปลดกระดุมทีละเม็ดเผยผิวเนียนละเอียดจนนัทพงษ์กลืนน้ำลายเสียงดัง
แต่มารตีไม่หยุดเธอค่อยๆ ถอดกางเกงขาสั้น ทิ้งไว้บนทรายขาวก่อนจะตามด้วยบราลายลูกไม้และชั้นในตัวจิ๋วสีเนื้อ
แล้วก้าวลงไปในน้ำทะเลอย่างช้าๆ ใบหน้าของเธองามเฉิดฉายร่างเปลือยขาวโพลนเหมือนเทพธิดาในแสงจันทร์ นัทพงษ์ยืนนิ่งอยู่ที่ริมน้ำตาค้างกับความงดงามนั้น ก่อนจะถอดเสื้อผ้าของตัวเองอย่างรีบเร่ง ชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น ทุกชิ้นหลุดปลิวตามลมเขตร้อน แล้ววิ่งตามเธอลงไปในทะเล เสียงหัวเราะของพวกเขาระคนกับเสียงคลื่นขณะที่ร่างเปลือยทั้งสองโอบกอดกันสัมผัสผิวกับผิวในน้ำทะเลเย็นเฉียบแต่เต็มไปด้วยแรงปรารถนา
มารตีเป็นฝ่ายเริ่มจูบก่อน เธอเป็นคนควบคุมจังหวะและทิศทางของสัมผัสมือเธอสำรวจกล้ามเนื้อแน่นของเขา ก่อนจะเลื่อนลงไปกุมส่วนที่ดุนดันหน้าท้องเธอเอาไว้อย่างอ่อนโยนขณะที่เขาก็ลูบไล้หลังและสะโพกเธอเบาๆ
น้ำทะเลกระเซ็นเป็นประกายเมื่อทั้งสองเคลื่อนไหว นัทพงษ์กระซิบชื่อเธอแผ่วเบา“พี่รตี...มันแน่นจัง...” เธอจูบเขานานกว่าเดิมน้ำรอบข้างกลายเป็นม่านโปร่งที่โอบล้อมพวกเขาไว้ในอ้อมกอดของธรรมชาติ
"พี่รตี..."เขาเอ่ยชื่อเธออีก อย่างแผ่วเบา แต่คำต่อมากลับกลืนหายไปในลมหายใจ
“หืม?” มารตีเอียงคอ มองเขาด้วยแววตาหวานซ่อนไอร้อนแรงพลางขยับสะโพกเบาๆ
"ผมไม่คิดว่าจะได้อยู่ใกล้พี่ขนาดนี้... ในแบบนี้อีกครั้ง"เขาพูดออกมาจนได้ “มันเหมือนฝันน่ะครับ... ฝันที่ไม่กล้าฝันด้วยซ้ำ”
มารตีไม่ได้ตอบในทันที ได้แต่พลิกตัวกลับมา อย่างรวดเร็ว...
“โอ๊ะ...หลุด...” เสียงชายหนุ่มอุทานอย่างตกใจ ในจังหวะที่เขาดันตัวเองไปข้างหน้าหญิงสาวก็หมุนตัวกลับไปแล้ว
หญิงสาวทำไม่รู้ไม่ชี้เงยขึ้นมองหน้าเขาในระยะประชิดแล้วเอื้อมมือขึ้นปัดเส้นผมที่ปลิวมาปิดหน้าผากเขาออกเบาๆ
"งั้นให้พี่เป็นคนทำให้ฝันนี้กลายเป็นความจริงเองดีไหม"เสียงเธอแผ่วหวาน แต่มั่นคงอย่างเหลือเชื่อ
นัทพงษ์กลืนน้ำลายลงคอ เขาไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี เพราะแค่การยืนอยู่ในน้ำโดยมีส่วนหนึ่งอยู่ในร่างผู้หญิงคนนี้มันก็มากเกินพอแล้วสำหรับใจดวงหนึ่ง...ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ อีกเมื่อมารตีกอดคอชายหนุ่มแน่นพลางยกขาข้างหนึ่งไปคล้องไว้ที่เอวเขา จากนั้นก็มีเพียงเสียงกระเพื่อมไหวของคลื่นรอบตัวและเสียงครางเบาๆ ของทั้งสองคน
ทุกสัมผัสของเธอมีทั้งความอ่อนโยนและแรงปรารถนาในคราวเดียวกัน มารตีกอดเขาแน่นเธอประคองคางเขาให้ก้มหน้าลงมา แล้วจูบเขาอีกครั้ง จูบนั้นร้อนแรงกว่าเดิมจนนัทพงษ์ไม่อาจต้านทานได้เสียงครางเบาๆ จากนัทพงษ์สะท้อนกับผืนน้ำ แต่ไม่มีใครรู้จักพวกเขาในคืนนี้นอกจากคลื่น เสียงหัวใจ และแสงจันทร์ที่ส่องสว่างเป็นพยาน
เมื่อคลื่นลมร้อนแรงในกายเริ่มเย็นลง มารตีก็กอดนัทพงษ์แน่นพร้อมกระซิบ “คืนนี้เราจะเป็นคน...คนเดียวกันตลอดทั้งคืนเลย ดีไหมจ๊ะ”ริมฝีปากของเธอแตะซอกคอเขาเบาๆ แล้วโน้มตัวจูบที่หน้าอกแข็งแรง ความเร่าร้อนในค่ำคืนนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในทะเลแต่จะกลายเป็นบทกวีเร่าร้อนของสองดวงใจที่รู้ว่า…
ในหัวใจของกันและกันมีเพียงความรักที่ไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป
เสียงคลื่นทะเลกระทบฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ภายใต้แสงจันทร์เต็มดวง สองร่างเปลือยเปล่ายังยืนหัวเราะคิกคักกลางทะเลพวกเขาสนุกสนานกับคืนที่ปราศจากใครคอยรบกวน ใต้ท้องฟ้าเปื้อนดาว มารตีหอบเสื้อผ้าแนบอกนัทพงษ์จูงมือเธอให้ก้าวขึ้นจากชายหาดอย่างไม่รีบร้อน