นานมาแล้ว ณทวีปที่ตอนนี้ไม่มีใครรู้จักชื่อ มีมนุษย์อยู่สี่คนซึ่งเป็ผู้มี‘รอยประทับ’ที่แข็งแกร่งที่สุดใน่เวลานั้น
วันหนึ่งสองในสี่คนนั้นเกิดต่อสู้กันขึ้นมาทั้งสองฝ่ายต่างนำผู้ติดตามที่เป็ผู้มีรอยประทับเข้าประจันหน้ากัน เกิดเป็าใหญ่ครั้งที่สองที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของทวีป
ผลกระทบจากการต่อสู้ได้ทำให้พื้นที่กว่า1 ใน 5 ของทวีปเกิดความเสียหายไม่เหลือเค้าเดิม คนธรรมดาตายไปนับไม่ถ้วนผู้มีรอยประทับที่เข้าร่วมาตายไปเกินครึ่ง
ในด้านผู้มีรอยประทับที่แข็งแกร่งที่สุดสองคนอันเป็ต้นเหตุฝ่ายหนึ่งตายไปในการต่อสู้ ฝ่ายหนึ่งสิ้นใจหลังจากาสงบได้ไม่นานเป็เหตุให้มวลมนุษย์เหลือผู้มีรอยประทับระดับ‘ทวีป’เพียงสองคน
ใน่เวลานั้นเองเหล่า‘สัตว์ร้าย’ที่เก็บตัวเงียบอยู่ในป่ามาโดยตลอดต่างพากันบุกโจมตีมนุษย์โดยมีผู้นำที่เป็สัตว์ร้ายระดับทวีปสี่ตัวโอบล้อมโจมตีเมืองของมนุษย์จากสี่มุมทวีป
อาศัยผู้มีรอยประทับที่มากกว่ามนุษย์จึงพอจะสามารถต้านทานการโจมตีของสัตว์ร้ายได้อย่างเต็มกลืน ถึงกระนั้นผู้คนก็ยังตายลงภายใต้คมเขี้ยวของสัตว์ร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้มีรอยประทับระดับทวีป2 คนที่เหลืออยู่ได้ร่วมมือกันจนสามารถกำจัดสัตว์ร้ายระดับทวีปไปได้ 3 ตัวแต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตของพวกเขาทั้งสอง
เมื่อไร้ผู้นำฝ่ายมนุษย์ก็กลายมาเป็ฝั่งเสียเปรียบ ถูกบีบร่นให้ถอยเข้าสู่ใจกลางทวีปผ่านไปราวร้อยปี มนุษย์แทบจะเรียกได้ว่าสูญพันธุ์ไปจากทวีป ในขณะที่สัตว์ร้ายมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระจายไปทั่วทวีปซึ่งเคยเป็ถิ่นอาศัยของมนุษย์
ใน่เวลาที่ทุกคนสิ้นหวังแล้วนั้นได้มีผู้มีรอยประทับคนหนึ่งพัฒนาตนเองจนกลายเป็ผู้มีรอยประทับระดับทวีปเขาและพวกพ้องอีกสามคนได้เข้าต่อสู้กับผู้นำของสัตว์ร้ายที่เหลือเพียงตนเดียว
แม้พวกพ้องทั้งสามของเขาจะไม่ใช่ระดับทวีปแต่พวกเขาก็เป็ผู้มีรอยประทับอันดับต้น ๆ ใน่เวลานั้นและด้วยการเสียสละของพวกพ้องทั้งสาม ทำให้ในที่สุดเขาก็กำจัดผู้นำสัตว์ร้ายไปได้
แต่ตัวของเขาก็ได้รับาเ็สาหัสเมื่อรู้ว่าตัวเองอยู่ได้อีกไม่นานเขาจึงใช้พลังเฮือกสุดท้ายสร้างกำแพงสีเทาหม่นสูง30 เมตรที่สามารถให้ผู้คนนับล้านอาศัยอยู่ในนั้นได้ซึ่งเกินพอสำหรับผู้คนหลักหมื่นที่เหลืออยู่ในเวลานั้น
และด้วยเหตุใดไม่ทราบผู้มีรอยประทับระดับทวีปคนนั้นถึงได้สร้างหอนาฬิกาทิ้งไว้กลางเมืองด้วยก่อนที่เขาจะออกจากกำแพงไปว่ากันว่าเขาออกไปสู้ตายกับพวกสัตว์ร้ายที่อยู่ใกล้บริเวณกำแพงก่อนจะสิ้นใจ
คนในตระกูลของผู้มีรอยประทับระดับทวีปและพวกพ้องทั้งสามได้แต่งตั้งตนเองเป็ผู้ปกครองเมืองกำแพงทั้งสี่ตระกูลจึงถูกเรียกว่า‘สี่ตระกูลผู้ปกครอง’ และพวกเขาได้ตั้งชื่อเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบเป็วงกลมแห่งนี้ตามชื่อของผู้มีรอยประทับระดับทวีปที่สร้างมันขึ้นมาว่า‘เมืองกลาซิส’
หลังจากที่ผู้เหลือรอดย้ายเข้ามาอยู่ในกำแพงสี่ตระกูลผู้ปกครองได้มีความเห็นร่วมกันว่านอกจากผู้มีรอยประทับที่ต้องออกไปสู้กับสัตว์ร้ายอยู่แล้วควรฝึกคนธรรมดาให้มาสู้กับสัตว์ร้ายบ้างเพราะอย่างน้อยถ้าคนธรรมดาหลาย ๆ คนได้รับการฝึกที่ดีพอ ก็พอจะสามารถช่วยกันสังหารสัตว์ร้ายที่ไม่แข็งแกร่งมากได้โดยเรียกผู้ที่ผ่านการฝึกว่า ‘นักรบ’
เพราะเหตุนี้ทั้งสี่ตระกูลจึงได้ก่อตั้ง‘หน่วยนักรบ’ขึ้นมาแบ่งเขตรับผิดชอบเป็สี่เขตตามทิศคือ เขตตะวันออก เขตตะวันตก เขตเหนือ และเขตใต้ตามแต่ละเขตจะมีหน่วยนักรบ 36 หน่วยโดยที่จะมีหัวหน้าหน่วยที่หนึ่งเป็ผู้บัญชาการสูงสุดของเขตนั้น ๆ
หัวหน้าหน่วยของแต่ละหน่วยจะต้องเป็ผู้มีรอยประทับเท่านั้นสำหรับสมาชิกในหน่วยจะเป็ผู้มีรอยประทับกับนักรบที่ผ่านการฝึกผสมกันไป
...
ปีกำแพง 1268กำแพงเขตตะวันออก
บนกำแพงสูงสีเทาหม่นมีชายผู้หนึ่งกำลังนอนอยู่ชายคนนี้ดูมีอายุประมาณ 22-23 ปี ใบหน้าหล่อเหลา ั์ตาสีม่วงเส้นผมสีดำไม่ยาวมาก รูปร่างสมส่วนสวมเสื้อแขนสั้นสีขาวหม่นตรงคอเสื้อมีกระดุมสองเม็ดซึ่งไม่ได้ติดไว้ทั้งคู่กางเกงขายาวหุ้มข้อสีน้ำตาล รองเท้าแตะสานแบบคีบ
ชายหนุ่มมีชื่อว่าการินเป็หัวหน้าหน่วยนักรบที่36 ประจำเขตตะวันออก
การินนอนเอามือหนุนศีรษะขาไขว้ทับกัน ปลายเท้าทั้งสองกระดิกเบา ๆ ปากขยับพึมพำ
“...อ๊ะ!เด็กนั้นจะตกต้นไม้แล้ว! โชคดีนะที่ฉันช่วยได้ทัน...”
“…ถ้าจำไม่ผิดคนนี้ชื่อเฟย์นี่เขาชอบผู้หญิงคนนี้สินะถึงได้มาแอบดู โอ้!เขาเดินออกไปแล้ว เอ๋? ทำไมทำหน้าเ็าใส่เธอแบบนั้นล่ะฉันล่ะเกลียดจริงพวกปากไม่ตรงกับใจ เห็นไหม! เธอเดินหนีไปทันทีที่เห็นหน้านายเฮ้ย! ไม่จริงน่าเธอกำลังหน้าแดงเพราะแบบนี้ถึงได้หลบหน้าเฟย์สินะ ฉันละเกลียดจริงพวกการกระทำไม่ตรงกับใจ...”
“...จากบทพูดคุณนายหุ่นสะบึมคนนี้ชื่อแรนดี้เป็ภรรยาของคนที่ชื่อแจ็คส่วนอีกคนเป็พี่ของสามีเธอชื่อจอร์นดูจากการแต่งตัวพวกเขาน่าจะมาจากเขตกลางแล้วพวกเขามาทำอะไรในเขตสะพานทิศใต้ เฮ้ย!พวกเขา…พวกเขา...แย่แล้วแจ็ค! เมียคุณมีชู้!...”
เสียงของการินเบามากถ้าไม่ได้มายืนอยู่ใกล้ ๆ คงไม่ได้ยิน
ห่างไปไม่ไกลมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ พวกเขามีกัน 39 คน ทุกคนล้วนสวมเกราะบ้างมีดาบวางบนตัก บ้างวางโล่ไว้ที่พื้นใกล้ตัวเอง บ้างถือธนู
พวกเขาไม่ได้ยินสิ่งที่การินพึมพำและถึงแม้จะได้ยินชายหนุ่มร้องอุทานเป็บางครั้งพวกเขาก็ไม่สนใจคล้ายกับชินเื่แบบนี้มานานแล้ว
ผ่านไปสักพักเสียงระฆังจากหอนาฬิกากลางเมืองก็ดังขึ้นแปดครั้ง
ทุกคนลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียงชายวัยกลางคนที่มีหนวดเคราขึ้นหนาชื่อว่าคาร์ลซึ่งมีอายุมากที่สุดในกลุ่มเดินเข้าไปหาการินที่ยังนอนอยู่คุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วเอ่ยเรียก
“หัวหน้าครับ! ได้เวลาแล้ว”
การินหยุดกระดิกเท้าแต่ยังไม่ลุกขึ้น
“ี้เีจริงแฮะ”
ชายวัยกลางคนสีหน้าเรียบเฉยกล่าวจริงจัง
“เราต้องไปประชุมประจำเดือนแล้ววันนี้ก็เป็วันที่หัวหน้าหน่วยที่หนึ่งคนใหม่มาถึงด้วย จะไปสายไม่ได้ครับ”
ถ้าเป็คนอื่นคาร์ลคงตะคอกใส่ไปแล้วแต่เขาทำแบบนั้นกับการินไม่ได้เพราะการินเป็หัวหน้าและเป็ผู้มีรอยประทับคนเดียวในหน่วย
กำแพงเขตตะวันออกขึ้นชื่อว่าสงบสุขที่สุดในบรรดา4 เขต เพราะแทบไม่มีเหตุการณ์สัตว์ร้ายบุกเลยและสัตว์ร้ายที่บุกล้วนไม่เคยเกินระดับ‘หมู่บ้าน’
ผู้มีรอยประทับที่ถูกส่งมาที่เขตตะวันออกจึงมีความแข็งแกร่งไม่เกินระดับหมู่บ้านโดยเกือบทั้งหมดยังเป็เพียงระดับ‘ทั่วไป’และจำนวนที่ส่งมาก็มีเพียงพอที่เติมให้ครบจำนวนหัวหน้าหน่วยทั้ง 36เท่านั้น
ถ้านับหัวหน้าหน่วยที่หนึ่งซึ่งพึ่งมาถึงในเขตตะวันออกจะมีผู้มีรอยประทับทั้งหมด 41 คน โดยหน่วยที่หนึ่งมี 3 คนหน่วยที่สอง หน่วยที่สี่ และหน่วยที่สิบ มีหน่วยล่ะ 2 คนส่วนหน่วยที่เหลือมีเพียงหน่วยละคน ซึ่งก็คือหัวหน้าหน่วยของแต่ละหน่วยนั่นเอง
สำหรับผู้ที่เป็ผู้มีรอยประทับระดับหมู่บ้านถ้าไม่นับการินที่ในใบข้อมูลเขียนระบุว่าเป็ระดับทั่วไปและหัวหน้าหน่วยที่หนึ่งซึ่งยังไม่รู้ระดับจะมีเพียงหัวหน้าหน่วยที่สอง หัวหน้าหน่วยที่สาม หัวหน้าหน่วยที่ห้าหัวหน้าหน่วยที่เก้า และหัวหน้าหน่วยที่สิบห้า ทั้งหมด 5คนเท่านั้นที่อยู่ในระดับนี้ คนที่เหลือล้วนเป็เพียงระดับทั่วไป
การินถอนหายใจหนึ่งทีค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า
...
ภายในอาคารไม้หลังใหญ่อันเป็ศูนย์บัญชาการของนักรบเขตตะวันออกและยังเป็ศูนย์บัญชาการของหน่วยนักรบหน่วยที่หนึ่งไปในตัว
การินเดินเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง โดยมีคาร์ล ชายวัยกลางคนเคราดก และลอเรล เด็กหนุ่มผมทองหน้าหวานอายุประมาณ17-18 เดินตามอยู่เื้ั
ใจกลางห้องมีโต๊ะกลมขนาดใหญ่ล้อมรอบโดยเก้าอี้ไม้36 ตัว
นอกจากเก้าอี้สองตัวที่ว่างอยู่ตัวที่เหลือล้วนถูกนั่งโดยชายหญิงต่างวัย บ้างสวมชุดเกราะ บ้างสวมชุดลำลองและด้านหลังของทุกคนจะมีผู้ติดตาม 1-2 คนยืนอยู่
การินนั่งลงบนเก้าอี้หนึ่งในสองตัวที่ว่างอยู่ในขณะที่เขาเริ่มง่วงนอนก็มีเสียงคนเดินมากจากทางประตูรอจนได้ยินเสียงคนขยับเก้าอี้เพื่อนั่ง ชายหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้นมอง
การินพบว่าที่นั่งตรงข้ามกับเขาซึ่งเคยว่างเปล่าตอนนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่
หญิงสาวผู้นี้มีใบหน้างดงามให้ความรู้สึกสุขุม อ่อนโยน ั์ตาสีทับทิม เส้นผมสีแดงไวน์ยาวประบ่าหยักศกตอนปลายเล็กน้อย สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว คลุมทับด้วยผ้าคลุมสีดำ
เธอกวาดสายตาไปรอบๆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มหากแต่ทุกคนล้วนได้ยินชัด
“อันดับแรกขอแนะนำตัวก่อนนะคะฉันชื่อ อลิส จากตระกูลขนนกจะมาเป็หัวหน้าหน่วยนักรบที่หนึ่งของเขตตะวันออกนับแต่วันนี้เป็ต้นไป”
สิ้นเสียงอลิสหัวหน้าหน่วยทุกคนยกเว้นการินก็ลุกขึ้นยืนโค้งตัวเล็กน้อยไปทางหญิงสาวเป็การทักทายและแสดงความเคารพ
ด้วยเหตุนี้ภายในห้องบุคคลที่นั่งอยู่จึงมีเพียงการินและอลิสสองคน
ชายหนุ่มพลันผงะครั้นจะลุกขึ้นยืนทุกคนก็นั่งลงหมดแล้วจึงได้แต่ส่งยิ้มแห้งไปให้อลิสทีหนึ่งซึ่งดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ได้ไม่พอใจเขากลับกันเขายังเห็นเธอขำออกมาอย่างยากจะสังเกตอีกด้วย
ลอเรลซึ่งยืนอยู่ด้านหลังยกมือขึ้นมาจับหน้าผากของตนอย่างห้ามไม่ได้
การินถอนหายใจที่ผ่านมาเวลาทำความเคารพหัวหน้าหน่วยที่หนึ่งทุกคนเพียงนั่งอยู่กับที่แล้วค้อมตัวให้เท่านั้น
แต่เมื่อคิดดูอีกทีการที่ทุกคนจะยืนขึ้นทำความเคารพก็ไม่ใช่เื่แปลก เพราะหัวหน้าหน่วยที่ 1คนใหม่นี้มากจากตระกูลขนนก
ตระกูลขนนกคือ 1ใน 4 ตระกูลผู้ปกครองของเมืองกลาซิสร่วมกับตระกูลดวงดาว ตระกูลทองคำและตระกูลสายลม
การที่คนของ 1ใน 4ตระกูลผู้ปกครองมาประจำการที่เขตตะวันออกนับว่าสร้างความแปลกใจให้เหล่าหัวหน้าหน่วยไม่น้อย
เพราะอย่างที่รู้ว่าเขตตะวันออกไม่เคยมีสัตว์ร้ายที่ระดับสูงกว่าระดับหมู่บ้านมาบุกเลยทำให้สี่ตระกูลไม่คิดส่งคนของตัวเองมาให้เปลืองกำลังพล อย่างมากก็แค่ส่งคนของ‘สิบสองตระกูลชั้นสูง’มาเป็หัวหน้าหน่วยที่หนึ่งเป็บางรุ่น
จากนั้นหัวหน้าหน่วยทุกคนจึงเริ่มรายงานภารกิจที่ได้ทำในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาโดยเริ่มจากหัวหน้าหน่วยสองจนมาจบที่หัวหน้าหน่วยที่สามสิบหกอย่างการิน
อลิสรับฟังเงียบๆ เมื่อทุกคนรายงานจบหญิงสาวจึงบอกกับทุกคนว่านอกจากการมาเป็หัวหน้าหน่วยที่หนึ่งของเขตตะวันออกแล้วเธอยังได้รับภารกิจจากสี่ตระกูลผู้ปกครองซึ่งต้องให้ผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกช่วยด้วย
“ภารกิจอะไรหรือครับ”
หัวหน้าหน่วยสามชายฉกรรจ์ร่างกำยำ สวมเกราะสีเงินถามขึ้น