ตำนานที่3ธิดาเทพ
“ข้าได้ยินจากเหล่านางรับใช้ว่าท่านป่วยหรือ”ชายวัยกลางคนเอ่ยถามอย่างเป็ห่วงขณะที่ดวงตากำลังสำรวจสีหน้าของอีกฝ่าย“ให้ข้าตามหมอมาดูอาการท่านดีหรือไม่”
“ท่านเ้าเมืองอย่าได้ลำบากเลยข้ามิเป็อันใดมากหรอก แค่ปวดหัวเล็กน้อยพักเสียหน่อยก็คงดีขึ้น” หลินเทียนระบายยิ้มกว้างเก็บอาการ
คนตรงหน้าของนางคือเ้าเมืองผู้ปกครองดินแดนทิศเหนือของแคว้นหวงแม้จะอาศัยอยู่ที่จวนแห่งนี้มาได้สิบเดือนเศษ แต่เด็กสาวก็ยังคงไม่ชินกับการที่ต้องเจอหน้ากับคนระดับเ้าผู้ปกครองดินแดน
“ั้แ่ที่ท่านหลินเทียนมาที่ดินแดนของข้าก็มีแต่เื่ดี ๆ เกิดขึ้นเสมอ สมกับที่ท่านเป็ธิดาเทพตามตำนานดูเหมือนว่า์เบื้องบนจะเมตตาแคว้นหวงของเราสินะ” เขายิ้มเต็มหน้าอย่างมีความสุขทว่าหัวใจของอีกฝ่ายนั้นเต้นระรัว
ตามตำนานกล่าวไว้ว่าในยุคที่ากลายเป็ส่วนสำคัญของชีวิตเหล่าแว่นแคว้นต่างรบราแย่งชิงอาณาเขตจนเกิดเป็กลียุคซึ่งทั่วทั้งแผ่นดินเจิ่งนองไปด้วยโลหิตสีแดงฉานบุตรีแห่งเทพจะปรากฏในยามค่ำที่คืนหมู่ดาวต่างร่วงหล่นลงสู่ผืนดินพวกนางจะเป็คนหยุดความโกลาหลวุ่นวายและสร้างดินแดนอันแสนสงบสุข
...ใช่...ตำนานกล่าวไว้เพียงแค่นั้นแต่ไหงมันถึงผิดเพี้ยนมาได้ขนาดนี้กันเนี่ย!ไอ้สตรีที่นำชัยชนะมาสู่แคว้นบ้างล่ะ นารีเทพาบ้างล่ะผู้พิชิตกลียุคบ้างล่ะ ฮ่วย! แล้วหวยก็มาตกที่เราจังเบ้อเร่อซะอย่างนั้น! ไอ้พวกคำพูดพินอบพิเทาหรือคำสุภาพโบราณก็รู้แค่งู ๆ ปลา ๆพูดมั่วผสมกันไปแบบนี้ โชคดีที่ท่านเ้าเมืองเป็คนง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่อย่างนั้นเราคงใบ้รับประทานทั้งวันแน่นอน
“ท่านหลิวชาง” หลินเทียนเปรยอย่างกล้า ๆกลัว ๆ
“มีอันใดให้ข้าช่วยหรือ”
หลินเทียนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก้อนคำพูดจุกในลำคอกำลังรอว่านางจะขย้อนออกมาเมื่อใด
“ไม่มีอันใด” ในที่สุดหลินเทียนก็ต้องยอมแพ้ที่จะอุธรณ์เื่สถานะของตน“ข้ารู้สึกเหนื่อยอยากจะนอนพักเสียหน่อย หวังว่าท่านเ้าเมืองจะให้อภัยในการเสียมารยาทของข้า”
“ข้าต่างหากที่ต้องขออภัยที่มารบกวนทั้งที่ท่านยังป่วยอยู่”หลิวชางลุกขึ้นยืนครั้นดวงตายังคงจับจ้องอีกฝ่ายด้วยความเป็ห่วง“หากต้องประสงค์สิ่งใดบอกเด็กรับใช้ได้เลย ข้าจะได้รีบตระเตรียมให้กับท่าน”
“ขอบคุณท่านหลิวชางที่เมตตาข้า”
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อนขอให้ท่าหายไว ๆ”
หลิวชางเดินจากไปแล้วหลินเทียนนั่งนิ่งบนเก้าอี้รับแขกไม่ไหวติงราวรูปปั้น สิบเดือนที่ผ่านมานางทำแค่เพียงนั่งกินนอนกินและพบปะเหล่าขุนนางที่พยายามจะเข้ามาอยู่ในครรลองสายตาของตนจากการแนะนำของหลิวชาง(แม้ก็ไม่กี่คนละนะ) ถึงกระนั้นเวลาว่างนางก็ขอให้ที่ปรึกษาของหลิวชางเป็ผู้สอนหนังสือและเื่ราวต่างๆ ของโลกแห่งนี้ให้
“พี่อัยพี่หลงมาที่นี่เหมือนอุ้มมั้ยเนี่ย ทำไมอุ้มไม่เจอพี่เลย”เด็กสาวเอนกายพิงพนักก่อนจะระบายลมหายใจยาว “มาต่างโลกทั้งทีทำไมต้องเป็ยุคาเป็แนวแฟนตาซีเวทมนตร์หน่อยก็ไม่ได้ แถมยังเป็เกมส์ที่เล่นไปได้ไม่นานอีกเนื้อหาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำเพราะคนที่รู้เนื้อหาส่วนมากก็คือพี่สาวซึ่งเป็แฟนคลับตัวยงของเกมส์ แคว้นหวงจะล่มหรือรุ่งก็ยังเล่นไม่ถึงบทสรุปเกมส์เลยต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่จริง ๆ เหรอเนี่ย”
...พี่อัย...อุ้มอยากกลับบ้าน...
“วันนี้ท่านหลินเทียนคงไม่อาจมาเรียนกับท่านได้นางไม่ค่อยสบายมาหลายวันแล้ว” หลิวชางบอกชายตรงหน้าซึ่งกำลังจรดพู่กันลงบนกระดาษ
“นางตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนแทบไม่ได้พักผ่อนเห็นควรจะให้หยุดพักไปสักระยะ”
“ข้าคงกดดันนางมากเกินไปอย่างนั้นสินะ”หลิวชางรู้สึกผิดที่สร้างแรงกดดันให้กับเด็กสาว
“ตำนานอาจจะเป็จริงหรือไม่นั้นไม่มีใครรู้ถึงกระนั้นหากแพร่งพรายออกไปก็ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าผู้คนในแคว้นได้เป็อย่างดีทว่าอย่างไรเสียนางก็เป็เพียงเด็กสาวอายุสิบหกซึ่งแทบจะไม่แตกต่างจากคนทั่วไปหากวางสถานะเช่นที่ว่าลง”
“ท่านจางเหลียงคิดเห็นเป็ประการใดหรือ”
“ข้าคิดว่านางเป็เด็กสาวที่มีความมุมานะและเฉลียวฉลาดคนหนึ่งทีเดียวนางทำให้ข้าประหลาดใจกับการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว” จางเหลียงคลี่ยิ้มบางเขายังคงจดจ่อกับเอกสารเบื้องหน้า
“ท่านคิดเห็นว่าอย่างไรหากข้าจะให้เตียวหยุนสอนการต่อสู้ให้กับนาง”หลิวชางเสนอความคิดอย่างกระตือรือร้น จางเหลียงชะงักหันมามองเขาช้า ๆ
“ต้องให้นางเต็มใจด้วยตนเอง ท่านอย่าได้ไปบังคับฝืนใจเป็อันขาด”น้ำเสียงของจางเหลียงเคร่งขรึมจนคนฟังจับััได้
“ท่านที่ปรึกษาอย่าได้กังวลใจไป ข้าจะถามหาความสมัครใจจากนางก่อนหากนางไม่ประสงค์จะฝึกการต่อสู้ข้าก็ไม่บังคับ” เขารีบย้ำเพื่อให้อีกฝ่ายมั่นใจ
“ท่านได้บอกเตียวหยุนแล้วหรือไม่”
“ข้ายังไม่ได้บอกเขา แต่คิดว่าเขาคงตกลงเพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็ผู้ที่พบนางคนแรก”
“เตียวหยุนเป็แม่ทัพที่เก่งกาจด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ข้าเกรงว่าคงไม่เป็การเหมาะที่จะให้เขาต้องผละจากสนามรบ”จางเหลียงว่าด้วยเหตุผลที่หลิวชางต้องฉุกคิด“ถ้าท่านหลินเทียนตอบตกลงค่อยหาครูฝึกคนอื่นให้แทน ข้ายังมีงานที่ต้องให้เตียวหยุนไปทำและต้องเป็เขาเท่านั้น”
“ดูเหมือนว่าข้าจะคิดน้อยไปหน่อยโปรดอภัยให้กับความตื้นเขินของหลิวชางผู้นี้ด้วยเถิด” ชายวัยกลางคนค้อมศีรษะให้ที่ปรึกษาของตนอย่างสุภาพโดยไม่ถือบรรดาศักดิ์ของตน
“ข้าได้ยินว่าคุณชายหลิวรุ่ยกำลังจะกลับมาดูเหมือนว่าเขาจะเรียนจบกลับมาด้วยคะแนนอันดับหนึ่งสินะ”ประโยคต่อมาของจางเหลียงทำเอาหลิวชางยิ้มหน้าบานอย่างคนไม่เก็บอาการ
“เขาเป็ลูกชายที่ข้าภาคภูมิใจมากทีเดียวข้าเชื่อว่าเขาจะช่วยแบ่งเบาภาระของข้าได้อย่างแน่นอน”
“ข้าเองก็คิดเช่นท่าน “
หลิวชางพึงพอใจกับคำตอบของอีกฝ่ายเพราะหากจางเหลียงได้เอ่ยชมใครแล้ว นั่นหมายถึงเขารู้สึกอย่างเช่นที่ว่าจริง ๆ
ที่ปรึกษาจางเหลียง เป็กุนซือคนสำคัญของหลิวชาง เขานั้นมีชื่อเสียงเลื่องระบือไปทั่วแว่นแคว้นถึงความเฉลียวฉลาดและเป็นักกลยุทธ์ฝีมือเยี่ยมยากจะต้านทานได้ เขาคอยให้คำแนะนำหลิวชางในเื่การบริหารบ้านเมืองฝั่งเหนือการรบ และเื่จิปาถะทั่วไปเองก็ไม่ต่างกัน
“ขอบคุณท่านที่คอยให้คำปรึกษาข้าเสมอข้าคงต้องขอตัวไปสะสางงานที่ค้างไว้ต่อแล้วเราค่อยสนทนากันต่อในมื้ออาหารค่ำ”
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอบังอาจรบกวนท่าน ท่านช่วยบอกเตียวหยุนให้มาพบข้าทีจะได้หรือไม่”
สิบเอ็ดเดือนหลังจากที่หญิงสาวทั้งสองถูกดึงมายังต่างโลกวันนี้หลงจื่อก็ยังคงขยันขันแข็งในการเรียนรู้เช่นเดิม
“พักได้”ชายวัยกลางคนบอกกับหญิงสาวเบื้องหน้า
คนตัวเล็กกว่าทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนพื้นอย่างไม่สมหญิงทำเอาคนทอดสายตามองนึกขันปนเอ็นดู
กว่าสามเดือนที่หลงจื่อกลายเป็ศิษย์ของชายเร่ร่อนเขาฝึกโหดนางทุกวันด้วยการฝึกแบบเดียวกับทหารในกองทัพ เพียงแต่เขาเพิ่มระดับความยากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยหญิงสาวไม่เคยปริปากบ่นแม้สักครั้งเดียว ในตอนกลางวันทั้งคู่จะฝึกการต่อสู้ส่วนตอนกลางคืนเขาก็จะสอนเื่พิชัยาให้แก่นางแม้จะไม่คาดหวังว่านางจะเข้าใจก็ตาม
“ท่านไป๋เหลาจะรับน้ำชาเลยหรือไม่”หวงเฟยเอ่ยถามคนอายุมากกว่าเบื้องหน้า “วันนี้เป็ชาจากสมุนไพรห้าชนิดที่ข้าเพิ่งบดมาใหม่”
“ชาของท่านนั้นรสชาติดีกว่าชาใดที่ข้าเคยดื่มมาเสียอีก”ไป๋เหลาชมเปราะ เพราะชาสมุนไพรของหวงเฟยนั้นเต็มไปด้วยสรรพคุณมากมาย
หลังจากที่ได้พูดคุยกับหวงเฟยไป๋เหลาก็ยอมรับหลงจื่อเป็อาจารย์ แม้นางจะเพียรพยายามถามหวงเฟยว่าคุยอันใดกับไป๋เหลาแต่เขาก็ทำเพียงแค่ยิ้มและนิ่งเงียบใส่เท่านั้น
ครั้นไป๋เหลาได้จัดการกับรูปลักษณ์คนเร่ร่อนของตนหลงจื่อก็พบว่าเขาเป็ชายวัยกลางคนที่ค่อนข้างจะดูดีเลยทีเดียว เขานั้นมีดวงตาเรียวคมดุจเหยี่ยวแฝงความเ้าเล่ห์ลึกๆ จนบางครั้งนางรู้สึกเสียวสันหลังทุกครั้งเวลาที่เขาใช้มันจ้องมองเวลานางทำตัวเหลาะแหละ
“อีกไม่นานก็ครบตามสัญญาแล้วสินะ”ไป๋เหลาเปรยเรียกความสนใจของหญิงสาวได้ชะงัดนัก
่เวลาที่ทั้งสองตกลงไว้ภายใต้การสอนของเขาก็คือสี่เดือนไป๋เหลาร่วมเดินทางด้วยกันกับคนทั้งสองและยังแสดงให้เห็นถึงฝีมืออันเก่งกาจเมื่อครั้งที่โดนโจรป่าเข้าโจมตีนั่นยิ่งทำให้หลงจื่อชื่นชมเขามากกว่าเดิม ซึ่งในเหตุการณ์เช่นที่ว่าเขาก็ปล่อยให้นางได้ลองต่อสู้กับโจรหนึ่งถึงสองคนเพื่อให้หญิงสาวได้คุ้นชินกับการต่อสู้จริง
“เ้าทำให้ข้าประหลาดใจเหลือเกินหลงจื่อเ้าเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วอย่างที่ข้าไม่เคยพบใครที่เป็เช่นนี้มาก่อน”
“แล้วข้าเป็ศิษย์ที่ท่านภาคภูมิใจหรือไม่”
“เ้ายังไม่ได้ทำอันใดให้ข้าต้องภูมิใจมิใช่หรือ”ไป๋เหลาย้อนถามกลับเพราะนางยังไม่เคยแสดงผลจากการฝึกอย่างเป็ชิ้นเป็อันให้เขาเห็น
“แบบไหนที่ท่านเรียกว่าเป็ชิ้นเป็อันกัน”หญิงสาวหน้ามุ่ยลง การต่อสู้กับโจรคราก่อนยังไม่ต้องตาเขาอีกหรือนี่
“นั่นสินะ...คงต้องเป็อะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้”
“เช่นอะไรล่ะ” นางกอดอกมองอีกฝ่ายอย่างคาดโทษ
“การออกรบกระมัง” สิ้นคำกล่าวของไป๋เหลาคิ้วเรียวของหลงจื่อก็แทบจะชนกัน นางมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
“มีเหตุอันใดให้ข้าต้องออกรบด้วยล่ะ ในเมื่อข้าเป็เพียงหมอยาที่ฝึกการต่อสู้เพื่อปกป้องตนเองและอาจารย์หวงเฟยเท่านั้น”
“ใครจะรู้...ในอนาคตอันใกล้เ้าอาจจะได้ออกรบในศึกใหญ่ก็ได้”คำกล่าวด้วยเลศนัยของไป๋เหลาทำให้หวงเฟยนิ่งเงียบ เขาค่อย ๆรินชาเติมในถ้วยของคนทั้งสองโดยไร้ซึ่งคำพูดใด
“อนาคตเช่นที่ว่าคงไม่มีทางมาถึงเป็แน่ในเมื่อข้าก็อยู่ดีมีสุขแบบนี้ ใยต้องเอาตนเองไปข้องเกี่ยวกับเื่อันตรายด้วยล่ะ”
“เ้ารอดูก็แล้วกันว่าจะเป็ดั่งเช่นคำข้าหรือไม่”
“หากเป็ดังที่ท่านว่า-ข้าจะให้เงินท่านร้อยตำลึงเลย”