ตอนที่ 6 บ่มเพาะอีกครั้ง
เหล่าเพื่อนของเสี่ยวลู่ในเขตป้องกันตนเองเขตอื่นนั้นพวกเขายังปลอดภัยดี แต่ในวันถัดมาระบบอินเตอร์เน็ตที่ใช้ประจำก็ใช้การไม่ได้อีก เื่นี้อยู่เหนือความคาดหมายของใครหลายคน ที่ระบบอินเตอร์เน็ตอยู่มายาวนานเกิน 6 เดือน ข่าวในประเทศทางตะวันตกมีหลายเขตดูแลไม่ดีจนเกิดการบูมของซอมบี้อีกครั้งทำให้มีคนล้มตายเพิ่มขึ้น โชคยังดีที่ทางรัฐบาลของประเทศจินหลิงรับมือได้ดี ทุกเขตจึงปลอดภัยตอนนี้ระบบสื่อสารต่าง ๆ มีเพียงหน่วยงานของทหารและองค์กรบางองค์กรเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ เช่นเดียวกับกลุ่มลับของเสี่ยวลู่ที่ยังสามารถติดต่อกันได้จากเครื่องมือพิเศษผ่านดาวเทียมที่ต้วนอี้ชิงพัฒนาขึ้นมา
“มีข่าวใหม่” ต้วนอี้ชิงบอกทุกคนในกลุ่ม
“อะไรหรือครับ” เสี่ยวลู่ถาม
“ในหลายประเทศมีการค้นพบซอมบี้กลายพันธุ์ อย่างที่พวกเรารู้ในหลายประเทศเริ่มทำการศึกษาสังเกตพฤติกรรมซอมบี้ หรือที่เรียกว่าซอมบี้วิทยา มีการค้นพบว่าซอมบี้บางตัวทำร้ายและกินกันเองหลังจากที่พวกมันกินซอมบี้ตัวอื่น พวกมันจะจำศีลไม่ขยับไปไหนหลายวันหลังจากที่พวกมันตื่นอีกครั้ง พวกมันจะแข็งแรงขึ้นเร็วขึ้น ร่างกายพวกมันจะเริ่มทำการรักษาตัวเอง นานวันไปผิวของพวกมันกลับมาเป็ปกติ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการชำแหละพวกมันเพื่อศึกษา พบว่าหัวใจของพวกมันกลับมาเต้นอีกครั้ง แต่ในอัตรการเต้นที่ต่ำมาก ๆ ประมาณ 1 ครั้งต่อ 2 ถึง 3 นาที นอกจากนี้การเต้นของหัวใจได้ขับเคลื่อนของเหลวในร่างกายให้เคลื่อนไปยังส่วนต่าง ๆ คล้ายกับเืในสิ่งมีชีวิตแต่มีความเป็กรดสูง และพวกมันไม่ได้ใช้ออกซิเจนเหมือนพวกเรา แต่พวกมันใช้คาร์บอนไดออกไซด์และคาร์บอนมอนอกไซด์ในการหายใจเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายแทน นอกจากนี้ในสมองของพวกมันจะมีก้อนผลึกแก้วจำพวกซิลิก้าอยู่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าพวกมันสร้างขึ้นมาได้ยังไงและเพื่ออะไร ส่วนคนที่ถูกพวกมันกัดหรือขีดข่วนจะกลายเป็ซอมบี้ในครึ่งชั่วโมง อีกทั้งซอมบี้ที่ถูกพวกมันสร้างขึ้นมาจะทำตามคำสั่งของซอมบี้กลายพันธุ์ตัวนั้นด้วย” สิ้นคำพูดของต้วนอี้ชิง ทุกคนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฟังคนเล่าหนังซอมบี้ด้วยวิทยาศาสตร์อยู่
“ในประเทศเรายังไม่พบซอมบี้กลายพันธุ์ใช่ไหมครับ” หม่าตงถาม
“เท่าที่รู้มายังไม่มีการค้นพบ อาจเพราะประเทศเรามีอัตราการเกิดซอมบี้ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ” ต้วนอี้ชิงตอบไปตามตรง
“แล้วก็มีอีกเื่ ถือว่าเป็ข่าวดี ไวรัสที่แพร่กระจ่ายในอากาศอยู่ตอนนี้พวกมันได้มีผลต่อพืชตลอดจนเห็ดราบางชนิด มีการค้นพบว่าในสมุนไพรบางตัวมีสรรพคุณทางยาเพิ่มมากขึ้น หรือพืชที่เมื่อก่อนไม่มีคุณประโยชน์ แต่ในตอนนี้กลับสามารถใช้เป็ยาสามัญบางตัวได้ ส่วนรายละเอียดของพืชพวกนี้จะส่งให้ไปศึกษาทีหลัง ตอนนี้ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มส่งทีมไปเก็บพืชพวกนี้มาเพาะพันธุ์แล้ว พวกนายก็รีบด้วยละ” ต้วนอี้ชิงพูดพร้อมส่งไฟล์รายละเอียดข่าวสารต่าง ๆ ให้คนในกลุ่ม
หลังจากที่เสี่ยวลู่ได้อ่านข้อมูลที่ต้วนอี้ชิงส่งมาให้ เขาก็บอกหน่วยลาดตระเวนนายน้อยหลี ให้ออกไปตามหาพืชต่าง ๆ ทันที เพราะหากเขาสามารถเพาะพันธุ์พวกมันได้ มันจะเป็ทรัพยากรให้คนในเขตป้องกันตนเองอย่างมาก ทางทหารเองก็ส่งคนไปค้นหาพืชพวกนี้แล้วเช่นกัน จะมีเพียงกลุ่มของเสี่ยวลู่ที่รู้เื่พวกนี้ก่อนกลุ่มอาสาอื่น ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นเสี่ยวลู่ลุกมาออกกำลังกายรดน้ำต้นไม้ในสวนเหมือนเช่นทุกวัน ในพริบตานั้นเขารู้สึกว่าบรรยากาศละแวกนี้เปลี่ยนแปลงไป มันมีความคุ้นเคยและโหยหา ในตอนนั้นเขารีบนั่งลงโคจรลมหายใจไปตามชีพจรทั่วร่างกาย เพียงหนึ่งรอบเขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าโลกใบนี้มีพลังปราณและพลังิญญาของโลกขึ้นมาเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเสี่ยวลู่พิจารณาต้นไม้ที่ปลูกรอบสวนเขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าพวกมันปลดปล่อยพลังงานเหล่านี้ออกมา เขาจึงคาดการณ์ได้ว่าไวรัสได้ส่งผลให้พวกมันพัฒนากลายเป็พืชกึ่งจิติญญาที่จะปลดปล่อยพลังงานพิเศษออกมา เมื่อเขากลับไปอ่านข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับพืชสมุนไพร่อีกครั้ง พบว่าพืชหลายชนิดมีลักษณ์เริ่มคล้ายกับสมุนไพร่ที่โลกเก่าของเขา
ในวันนั้นเสี่ยวลู่ได้จัดแต่งสวนในลานบ้านใหม่ทั้งหมดหมด เขาจัดวางพวกมันตามผังค่ายกล โดยเลือกพืชที่สามารถปลดปล่อยพลังมาจัดวางและตกแต่งด้วยพืชธรรมดาให้สวยงามลงไปด้วย ทำให้สวนในลานบ้านของเสี่ยวลู่ดูดีกว่าเดิมและให้บรรยากาศปลอดโปร่งสบายตัวเมื่ออยู่แถวนั้น
วันถัดมาเหล่ากองกำลังของเสี่ยวลู่นำโดยหลินต้วนปิง พวกเขารู้สึกสงสัยว่าเสี่ยวลู่นายน้อยของพวกเขามานั่งทำอะไรแต่เช้ามืดกลางลานบ้านอยู่เป็ชั่วโมง ก่อนจะลุกขึ้นมาร่ายรำหมัดมวยท่วงท่าสวยงาม ในตอนแรกนั้นยังไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปสอบถาม แต่เมื่อเห็นเสี่ยวลู่ทำแบบเดิมทุกวันก็มีคนไปถามเสี่ยวลู่ นั่นก็คือเสี่ยวลี่น้องสาวของเขานั่นเอง
“พี่ชาย กำลังเล่นอะไร”
“พี่ไม่ได้เล่น พี่กำลังบ่มเพาะพลังชี่” เสี่ยวลู่ตอบไปตามตรง
“พลังชี่มันคืออะไร?” เสี่ยวลี่ถามอีกครั้ง
“มันคือพลังธรรมชาติ ประกอบไปด้วยปราณและอณูจิติญญาของโลก” เสี่ยวลู่ตอบ
“แล้วมันทำอะไรได้ล่ะ” เสี่ยวลี่ถามต่อ
“หากบ่มเพาะจนเลื่อนระดับได้สูงขึ้น เมื่อถึงขั้นผ่านเคราะห์กรรมทัณฑ์์ถึงระดับเซียน์ จะเป็เทพเซียนได้เลย แต่แค่บ่มเพาะถึงขึ้นกำเนิดนภาพวกเราก็บินได้แล้วนะ” เสี่ยวลู่ตอบน้องสาวไปตามตรงและเพื่อดึงดูดความสนใจของเธอ
“จะบินได้จริง ๆ หรอ” เสี่ยวลี่ถามด้วยความสนใจ
“จริงสิ แต่มันไม่ง่ายนะ เพราะกว่าจะบินได้ เสียวลี่ต้องบ่มเพาะอีกนานมาก เพราะขั้นกำเนิดนภานั้นอยู่ขั้นหลักระดับที่ 8 แถมแต่ละระดับมี 9 ขั้นย่อย” เสี่ยวลู่อธิบาย
“หนูอยากบินได้ พี่ชายสอนหนูเร็ว” เสี่ยวลี่เขย่าเร่งให้อีกฝ่ายรีบสอน
“ใจเย็น ๆ นั่งลงก่อนแล้วทำตามที่พี่บอก”
จากนั้นเสี่ยวลู่ ก็สอนให้เสี่ยวลี่นั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ เพียงหายใจเข้าออกช้า ๆ แต่ลึกซึ้งเพียงไม่กี่อึดใจ เสี่ยวลี่ก็รู้ว่าสมองปลอดโปร่งเืลมดีขึ้น ถึงเธอจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เธอก็รู้สึกมีความสุขมาก ๆ จากนั้น 2 พี่น้องก็ร่ายรำมวยในท่าเดียวกันบนกลางลานบ้าน เป็ภาพให้คนที่ผ่านไปมาเกิดความสงสัย ‘หรือเด็กสมัยนี้นิยมรำไท่เก๊กกันแล้ว’
จนหลินชิงเหมยมาถามว่าพวกเขานั้นกำลังออกกำลังกายอย่างรำไท่เก็กอยู่หรือเปล่า เพราะท่วงท่ามันดูแข็งแกร่งกว่า ไม่เหมือนอ่อนสยบแข็งอย่างไท่เก็ก เสี่ยวลู่ไม่ได้ตอบแต่กลับชวนให้อีกฝ่ายมารำมวยด้วยกัน จนตอนนี้กลายเป็ 3 คนที่กำลังร่ายรำอยู่กลางลานบ้าน ที่ทำให้หลินชิงเหมยแปลกใจคือ เธอรู้สึกได้ว่าแค่รำแล้วกำหนดลมหายใจตามที่นายน้อยของเธอบอก มันทำให้ร่างกายของเธอเบาขึ้นสบายขึ้นอย่างรู้สึกได้ เพียงหนึ่งสัปดาห์ในตอนเช้าของทุกวัน ลานบ้านแห่งนี้มีคนมารำมวยพร้อมกันอยู่ถึงสิบกว่าคนแล้ว บางคนติดเข้าเวรจึงต้องพลัดกันกับเพื่อน ๆ มารำมวยในตอนเช้า บ้างก็ออกไปลาดตระเวนยังไม่กลับ แต่กลายเป็ว่ากองกำลังอารักขาเสี่ยวลู่ทุกคนและสองสามีภรรยาแซ่หลินนั้นมารำมวยในลานบ้านนี้ครบทุกคนแล้ว เพียงหนึ่งเดือนให้หลังผลของการรำมวยก็ได้แสดงผลการฝึกออกมา
“นายน้อย!! ท่านยกมันได้ยังไง” หลินต้วนปิงเบิกตากว้างเมื่อเห็นเด็กอายุ 13 ปี กำลังยกเวทน้ำหนัก 50 กิโลกรัมด้วยมือข้างเดียว แถมยกขึ้นยกลงราวกลับว่ามันหนักไม่ถึงกิโลกรัม
“อะไรกัน พี่หลินก็ทำได้เหมือนกันนะ” เสี่ยวลู่แกล้งแซวอีกฝ่าย
“จะเป็แบบนั้นได้ยังไง พี่จะยกได้ก็ต้องใช้สองมือ แถมยกขึ้นยกลงเร็ว ๆ แบบนั้นได้กล้ามเนื้อฉีกกันพอดี” หลินต้วนปิงรีบปฎิเสธ
“ได้สิครับ พี่หลินเข้าสู่ระดับก่อเกิดกายาขั้นที่ 1 แบบผมแล้วอย่างน้อย ๆ ก็ต้องสามารถยกของหนัก 50 กิโลกรัมเหมือนยกของหนัก 1 กิโลกรัมได้แล้วนะ” เสี่ยวลู่พูด
“นี่ไงพี่ยกไม่ไหวหรอกครับนายน้อย” หลินต้วนปิงพยายามออกแรงยกเวทให้เสี่ยวลู่ดูจ้นกล้ามเนื้อแขนขึ้นเส้น
“ผิดแล้วครับ พี่ลองหายใจเหมือนตอนรำมวยแล้วส่งแรงไปตามจุดต่าง ๆ ทั่วร่างแล้วยกมันดูใหม่ครับ” เสี่ยวลู่บอก
หลินต้วนปิงถึงจะไม่เข้าใจที่เสี่ยวลู่พูดแต่ก็ทำตาม พอเขายกเวทอีกครั้ง เขาถึงกลับใอ้าปากค้าง เพราะว่าเขากำลังยกมันขึ้นลงอยู่จริง ๆ ความรู้สึกเหมือนเขายกของหนักไม่ถึง 1 กิโลกรัมด้วยซ้ำ
“เกิดอะไรขึ้นครับนายน้อย” หลินต้วนปิง รีบวางเวทลงแล้วถามเด็กชายอย่างประหลาดใจ
“ถ้าจะให้อธิบาย คงเรียกกำลังภายใน เหมือนในซีรีย์หรือนิยายที่พวกเรารู้กัน”
“มันมีจริง ๆ หรือครับ” หลินต้วนปิงพูดด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ถ้าไม่จริงพี่หลินจะยกมันได้ยังไง ไม่เชื่อลองยกใหม่แบบไม่โคจรพลังดูสิครับ มันจะกลับมาหนักเหมือนเดิม” เสี่ยวลู่บอกไปตามความจริง
ในวันนั้นกลายเป็เื่ตื่นเต้นของทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะพวกกองกำลังอารักขา ในส่วนลึกของจิตใจคนพวกนี้บ้าพลังกันอยู่แล้ว เหมือนพวกเขาได้กลับไปเป็เด็กอีกครั้ง พอออกเวรก็พากันมาบ้ารำมวยกันทั้งวัน จนเสี่ยวลู่ต้องห้ามและอธิบายให้ทุกคนฟังถึงเงื่อนไขที่เหมาะสม
“อย่างที่บอก ที่พวกเรารำกันอยู่นี้เรียกว่าท่าร่างโคจร มันเป็พื้นฐานในการรับรู้ถึงการโคจรพลังชี่ในร่างกาย หากทุกคนชำนาญแล้ว ก็สามารถนั่งสมาธิโคจรดูดซับพลังในธรรมชาติได้เลย ระดับพลังที่สามารถยกของหนัก 50 กิโลกรัมได้นี่ เรียกว่าระดับก่อเกิดร่างกายขั้นที่ 1 โดยแต่ละระดับมี 9 ขั้นย่อย แบ่งได้เป็ 9 ระดับหลักคือ ก่อเกิดกายา ก่อเกิดกระดูก ก่อเกิดโลหิต ก่อเกิดิญญา สร้างทะเลปราณ รวบรวมปฐี หลอมรวมภูผา กำเนิดนภาและเซียน์ ตอนนี้พวกเราแต่ละคนเป็ผู้เริ่มต้น นับว่าเป็ผู้อ่อนแอที่สุดในสายการบ่มเพาะพลัง เื่นี้ผมไม่ห้ามใครนะครับ ถ้าจะไปเล่าให้คนอื่นฟัง หรือแสดงพลังให้คนอื่นเห็น แล้วก็รำมวยในตอนเช้าคือเวลาที่ดีที่สุดในการดูดซับพลังครับ…” เสี่ยวลู่พูดให้คนเหล่านี้คิด ก่อนจะเน้นเสียงให้รู้ว่าต่อไปเป็สิ่งสำคัญ
“แต่ว่าเื่ต่อไปนี้จะถือว่าเป็ความลับของพวกเราหน่วยนายน้อยหลี เพราะวิชาที่ผมจะสอนพวกคุณ เรียกว่าวิชายุทธก็ได้ มันมีชื่อว่า ‘หมัดัถล่มปฐี’ เป็วรยุทระดับปฐีขั้นต้น และเป็วิชาที่ฝึกง่ายที่สุดด้วย ใครบันทึกวิดีโอได้ช่วยบันทึกให้ด้วยนะครับ ผมจะแสดงให้ดูรอบเดียว” เสี่ยวลู่พูด พร้อมรอหลินชิงเหมยบันทึกวิดีโอ
จากนั้นเสี่ยวลู่ก็ขยับร่างกายไปมายกหมัดในท่วงท่าที่ทรงพลัง ทุกครั้งที่ต่อยออกไป พวกเขารู้สึกได้ถึงการสั่นไหวในอากาศ หลังแสดงเสร็จเขาจึงบอกถึงเคล็ดวิชา โดยการต่อยให้โคจรพลังไปจุดใดบ้าง พอทุกคนได้ฟังต่างเริ่มทดลองทำตาม โดยมีคลิปของเสี่ยวลู่เล่นซ้ำวนไปมา พละกำลังที่หมัดเหล่านี้ต่อยออกมามีค่าเป็พลัง 1 เท่าของพลังกาย หากต่อยหมัดปกติแรงหมัดหนัก 50 กิโลกรัม หมัดที่ต่อยด้วยวิชาัถล่มปฐี จะมีแรงหมัด 100 กิโลกรัม แต่เมื่อทุกคนอยู่ในระดับก่อเกิดกายาขั้นที่ 1 แรงหมัดปกติจึงไม่ต่ำกว่า 70 กิโลกรัมอยู่แล้ว ดังนั้นหมัดที่ต่อยไปด้วยเคล็ดวิชาอย่างน้อย ๆ ก็หนัก 140 กิโลกรัม ต่อยหินหินก็แหลก ถ้ายิ่งขั้นพลังสูงขึ้นลองคิดดูว่าจะแรงขนาดไหน
ในหลายวันมานี้การกระทำของเสี่ยวลู่และทุกคนในบ้านต่างอยู่ภายใต้สายตาของหลงหยานฉุ่ย เธอเพียงยิ้มบาง ๆ ให้กับเสี่ยวลู่และเสี่ยวลี่รวมถึงคนอื่นในบ้านหลังนี้ เธอไม่คิดจะเข้าร่วมการรำมวยหรือออกกำลังกายกับพวกเหล่าเด็ก ๆ แต่อย่างใด เธอเพียงอยู่ให้กำลังใจพวกเขาและคอยเตือนเมื่อถึงเวลาต้องพัก หน้าที่ของเธอในเวลานี้คือค่อยสนับสนุนเด็ก ๆ ให้เติบโต แค่นี้เธอก็พอใจมากแล้ว.