เงียบสงัด ไร้วี่แววของทหารยาม หากไม่มีดวงไฟเวทมนตร์ที่ยังสว่างไสวอยู่ก็คงอดไม่ได้ที่จะคิดว่าสถานที่แห่งนี้ถูกละทิ้งให้ร้างไปแล้ว
วิหารสูงตระหง่านราวตึกสูงสามชั้นอยู่ใต้หน้าผา มองถัดลงมายังใต้หลังคามีป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า ‘วิหารพฤษภ’ ถัดลงมาตรงซุ้มประตูมีแผงกั้นที่ดูแล้วน่าจะมีไว้คอยดักผู้คนที่มาเพื่อตรวจสอบก่อนจะเข้าไปภายในตัววิหาร ทั้งที่แผงกั้นถูกตั้งกั้นทางตามปกติ แต่มันกลับไม่มีใครอยู่คอยควบคุมดูแลทางเข้าเลย
‘พวกทหารหายไปไหนกันหมด’ มันอดไม่ได้ที่จะต้องมีถามคำนี้ผุดขึ้นมาในใจ แม้แต่มนตร์ตรวจจับของเทพไทและผู้กองเกรียงเดชยังให้คำตอบไม่ได้
เมื่อเข้ามาสู่ห้องโถงหลักของวิหารพฤษภก็ยังไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตใด ๆ มีเพียงแท่นหินที่มีแผ่นกระดานหินวางเอียงสี่สิบห้าองศา บนแผ่นกระดานหินมีของที่ดูเหมือนกับเหรียญถูกฝังอยู่ตรงกลางแผ่นกระดาน
ด้านหลังของแท่นหินมีฐานหินขนาดั์ที่มีรูปปั้นเหมือนวัวยืนสองขา หรือจะบอกว่ารูปปั้นมีร่างกายเป็คนแต่หัวเป็วัวก็ได้ มันสวมชุดเกราะที่ปกปิดไม่กี่ส่วนบนร่างกาย เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ใหญ่ผิดมนุษย์มนาจนเชื่อว่าน่าจะเป็ร่างกายของวัวมากว่าร่างกายของคน
สิ่งที่ทำให้ร่างกายของรูปปั้นดูเหมือนรูปร่างคนไม่ใช่แค่เพียงมันยืนสองขาเท่านั้น มือของมันที่กำขวานสั้นทั้งสองมือมีนิ้วครบห้านิ้วเหมือนกับนิ้วมือคน ส่วนเท้าไม่สามารถบอกได้เพราะมันสวมรองเท้าที่ปกปิดนิ้วเท้าเอาไว้
ส่วนหัวนั้นเป็หัววัวอย่างแท้จริง ไม่มีส่วนใดบนหัวที่ดูเหมือนคนเลย ไม่ว่าจะจมูกที่ยืนออกมาเหมือนจมูกวัว ใบหูที่ยื่นยาวกว่าใบหูคน และเขาที่ขึ้นอยู่ข้างหูทั้งสองข้าง โดยรวมแล้วมันดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขามยิ่งนัก
“นี่วสุธานี่เปิดให้ดูกษาปณ์พฤษภกันโล่งโต้งแบบนี้เลยเหรอ?” ปลายฝนถามด้วยความอยากรู้
“พวกเขาก็คงร่ายมนตร์ป้องกันอย่างแ่า บวกกับมีทหารคอยสอดส่องอยู่ตลอดนั่นแหละน้องปลายฝน” เทพไทพูดขึ้นมาพร้อมกับดัดเสียงที่ฟังแล้วดูพิลึกชอบกล
“มันเป็ของปลอมต่างหาก” ทันใดนั้นดิเรกผู้ที่คอยติดตามปลายฝนมาอย่างเงียบ ๆ ก็โผงออกมา
เทพไทรู้สึกกึ่งโมโหกึ่งเขินอายที่ถูกคำพูดของอีกฝ่ายหักล้างทันที แต่เขาก็ยับยั้งชั่งใจไม่ให้สวนกลับได้อย่างฉับพลันเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายเป็พี่ของปลายฝน และที่สำคัญอีกฝ่ายตัวใหญ่กว่ามาก
คนอื่น ๆ ที่ได้ยินคำตอบต่างแอบอมยิ้มไม่ให้เทพไทเห็น มีเพียงอานนท์ที่ขมวดคิ้วมองไปยังแท่นหินกษาปณ์
“มันเป็ของจริงต่างหาก” คำพูดจากผู้กองเกรียงเดชทำให้เทพไทพองตัวขึ้น เขาดูโอ้อวดขณะพูดว่า “ไงล่ะ อย่ามาดูถูกหน่วยตรวจจับทีมสองของโรงเรียนทหารวารีมนตรานะครับผม”
“แต่ก็ไม่ได้มีเวทมนตร์คอยป้องกันที่แ่าอะไรแบบนั้นหรอก” หนนี้คำพูดของผู้กองเกรียงเดชทำให้เทพไทกลับมาคอหดลง
“ถ้าอย่างนั้นใครก็เข้าไปหยิบได้ง่าย ๆ เลยสิ” ปลายฝนพูดด้วยความสนใจ
ผู้กองเกรียงเดชส่ายหัว “มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นสิ” แล้วเขาก็หันไปมองดารินแล้วพูดว่า “ถ้ามันง่ายอย่างนั้น เ้าธาวิสคงไม่ส่งดารินอาจารย์ประจำวิชาอักขระมนตรามาช่วยฉันหรอก”
ดารินเลิกคิ้วอย่างสับสน แต่เพียงชั่วครู่เธอก็เข้าใจสิ่งที่ผู้กองเกรียงเดชจะสื่อได้ทันที เธอพูดออกมา “อาคมอักขระ”
“ถูกต้อง” ผู้กองเกรียงเดชพยักหน้าก่อนจะเสริมว่า “แท่นหินกษาปณ์นั่นถูกลงอาคมอักขระด้วยศัตรู ั้แ่นั้นมามันก็ไม่เคยออกไปจากแท่นหินนี้อีกเลย”
“อ่าว แล้วก่อนหน้านี้วสุธาสู้กับอสูรจักรราศียังไง?” เทพไทถาม
“ถึงจะเอาออกไปไหนไม่ได้ มันก็ยังสามารถใช้งานได้อยู่” ผู้กองเกรียงสีหน้าของเขาดูจะไม่สู้ดีเมื่อจะพูดต่อ “แต่เงื่อนไขการใช้มันโหดร้ายเกินไป”
“ยังไง?” เทพไทเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“สังเวยเืหนึ่งร้อยคน” ทันใดนั้นดารินก็พูดออกมาเ็า
“หา!? ล้อเล่นหรือเปล่าครับอาจารย์?” เทพไทตาโตเป็ไข่ห่าน เขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่หูของเขาได้ยิน
ดารินถอนหายใจออกมาแล้วพูด “นี่นายเทพไท นี่เธอไม่ได้ตั้งใจเรียนวิชาประวัติศาสตร์เลยสินะ”
“แล้ววิชาประวัติศาสตร์มันเกี่ยวอะไรกับพวกอสูรจักรราศีครับเนี่ย?” เทพไทงุนงง
“นี่ฉันต้องมาสอนวิชาประวัติศาสตร์นายในตอนนี้เนี่ยนะ?” ดารินถอนหายใจก่อนจะถามเทพไทว่า “ก็ได้ นายรู้จักพระาาธาราที่สี่ไหม?”
“อาจารย์หมายถึงทรราชธารโลหิตหรือครับ?” เทพไทตอบแบบถามกลับ