เออร์วินไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ ตนถึงโดนพวกเธอรุมด่าอย่างไร้เหตุผล เรเวนก็พูดขึ้นว่า
“เออร์วินฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลิลลี่ถึงเรียกเธอว่าเจ้าชายโรคจิต ความจริงแล้วลิลลี่ไม่ควรถูกลงโทษด้วยซ้ำที่เรียกเธอแบบนั้น”
“ฮะ? มีพี่สาวกำลังพูดเรื่องอะไรกันครับ” เออร์วินมึนงงไม่เข้าใจ
เรเวนมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ
“ก็รู้หรอกนะว่าเธอมักทำตัวโตเกินวัยและไม่สมวัยอยู่เสมอ แต่ไม่นึกเลยนะว่าเธอจะมีความโรคจิตไม่สมวัยด้วย นี่เธอคงไม่ได้คิดจะให้พวกฉันตัดชุดพวกนั้นแล้วก็ใส่ใช่ไหมฉันว่ามันจะโรคจิตเกินไปแล้วนะ”
เออร์วินรู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่เมื่อครู่เพราะคำที่เรเวนพูดใส่เขานั้นหนึ่งคำก็โรคจิตสองคำก็โรคจิต ทั้งที่เขายังไม่รู้เลยว่าอะไรทำให้พวกเธอว่าเขาเช่นนี้ เดซี่ก็ยื่นหน้าออกมาจากหลังพี่สาวพูดด้วยท่าทางเขินอายว่า
“คือว่าเจ้าชายคะเจ้าชายต้องการให้พวกพี่สาวครับหนูใส่ชุดหน้าอายแบบนั้นจริงๆ หรอคะ”
เออร์วินยืนงงก่อนจะมองภาพที่เขาวาดในสมุดที่เขาถืออยู่ในมือแล้วถามเรื่องความสงสัยว่า
“ชุดนี่มันน่าอายขนาดนั้นเลยหรอครับ?”
เดซี่พยักหน้าแล้วไม่พูดอะไรออกมาอีก กลับเป็นลูซี่ที่พูดว่า
“คือว่าเจ้าชายเพคะถ้าเจ้าชายประสงค์จะให้หม่อมฉันใส่ชุดแบบนี้จริงๆ ได้โปรดละเว้นเดซี่ได้ไหมเพคะ เพราะว่าเธอยังเด็กอยู่”
โซอี้ที่สนิทกับเดซี่ก็เริ่มพูดขึ้นว่า
“ใช่แล้วเพคะเจ้าชายถือว่าหม่อมฉันขอร้องด้วยคนนะเพคะละเว้นเดซี่เถอะเพคะเพราะว่าเธอยังเด็กอยู่”
เรเวนก็มองเขาด้วยสายตาตำหนิ
“นี่ถึงแม้ว่าเธอจะโรคจิตแต่อย่างน้อยก็ควรจะละเว้นเดนซี่บ้างนะ ไม่สิไม่ใช่พวกเราไม่ควรจะใส่ชุดน่าอายแบบนี้เลยต่างหาก”
เออร์วินเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงโดนพวกเธอรุมด่าเสมือนเป็นขยะสังคมแบบนี้ เขาเกาหัวพลางคิดว่าจะแก้ตัวกับพวกเธอยังไงดี เพราะว่าเขาดันลืมไปว่าค่านิยมของผู้คนในทวีปอาร์เคนัสคล้ายกับผู้คนยุคกลางในโลกเก่าของเขา โดยเฉพาะผู้หญิงที่ให้ความสำคัญกับการปกปิดร่างกาย เขาถอนหายใจให้กับความสะเพร่าของตัวเองที่ดันคิดถึงหลักเป็นเหตุเป็นผลมากเกินไป
ด้วยที่เขามองว่าชุดชั้นในของผู้หญิงในโลกนี้มีความคล้ายคลึงกับชุดชั้นในของผู้หญิงในยุคกลางของโลกเก่าของเขา ที่เป็นเพียงแค่เสื้อตัวหลวมๆ ใส่ข้างในเพื่อกันไม่ให้ผิวหนังสัมผัสกับเสื้อตัวนอกเท่านั้น เมื่อเทียบกับบราและกางเกงในในโลกเก่าของเขาที่ดีกว่าทั้งไม่ด้านสุขอนามัย และสามารถรองรับในกิจกรรมที่แตกต่างกันไม่ว่าจะชนชั้นสูงที่การขี่ม้าหรือฝึกดาบหรือการใช้แรงงานของชนชั้นล่าง เออร์วินมองแต่ข้อดีเหล่านี้และคิดว่านี่จะต้องเป็นสินค้าขายดีชิ้นแรกๆ คู่กับยาที่เขานำมาจากโลกเดิมอย่างยาแอสไพรินซึ่งมีราคาถูกกว่าโพชั่นทำให้คนทั่วไปเขาถึงได้ง่ายในร้านค้าที่เขากำลังจะเปิดในอนาคต แต่เขาดันลืมไปว่าทั้งชุดชั้นในแบบนี้และสปอร์ตบรานั้นต่างดูเปิดเผยเกินไปสำหรับผู้หญิงในทวีปอาร์เคนัส ซึ่งอย่าว่าแต่ทวีปอาร์เคนัสเพราะถ้านำของเหล่านี้ไปให้ผู้หญิงยุคกลางในโลกเดิมของเขาใส่ก็คงถูกมองว่าโรคจิตไม่ต่างกัน
เออร์วินนวดขมับของตนรู้สึกว่าตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำมากที่สุดคือการกู้ภาพลักษณ์ของตัวเองกลับมาเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องสปอร์ตบราหรือชุดชั้นในพวกนี้เอาไว้ก่อน ไม่สิเอาไว้ก่อนไม่ได้ในเมื่อพวกเธอเห็นเขาวาดของพวกนี้แล้วคงไม่มีทางกู้ภาพภาพลักษณ์ของเขาให้กลับมาเป็นแบบเดิมได้ เว้นแต่เขาจะพิสูจน์ให้พวกเธอเห็นถึงความแตกต่างระหว่างชุดชั้นในแบบนี้กับชุดชั้นในที่พวกเธอใช้อยู่
ความจริงแล้วเออร์วินเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจภาพลักษณ์ของตัวเองเท่าไหร่นัก สังเกตได้จากที่เขาไม่ใส่ใจกับการที่ถูกมองว่าเจ้าชายขยะ แต่กับเธอพวกนี้เขาไม่ใส่ใจไม่ได้ เพราะว่าพวกเธอเป็นคนที่ต้องร่วมงานกับเขาในอนาคต ซึ่งคงไม่มีผู้หญิงคนไหนยินดีจะปฏิบัติตามคำสั่งผู้ชายที่ถูกมองว่าเป็นแค่คนโรคจิตหรอก
เออร์วินรีบขบคิดจนหัวแทบแตกเพื่อที่จะพาตัวเองออกจากสถานการณ์แบบนี้ เรเวนที่เห็นว่าเออร์วินเงียบไปก็เข้าใจว่าเขากำลังหาข้อแก้ตัวอยู่ แววตาของเธอมองเขาด้วยความรู้สึกผิดหวังไม่น้อย เพราะตั้งแต่แรกที่ได้พบกันในถ้ำใต้หน้าผาตอนนั้นเธอหมดสติและตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองถูกล่ามไว้กับโซ่ทำให้ไม่สามารถขยับไปไหนได้ ทุกครั้งที่เธอรับรู้ได้ถึงการมาของเขาเธอจะแกล้งทำเป็นหมดสติแล้วคอยสังเกตพฤติกรรมของเขา ตอนแรกที่ได้เห็นเขานั้นเองก็แปลกใจไม่น้อยให้กับอายุที่น้อยของเขา
จนเมื่อถูกเธอถูกเขาใช้วิธีการบีบจมูกทำให้ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเขารู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่าเธอฟื้นคืนสติ ตอนนั้นเธอเองก็ตกใจกับพลังเวทย์ที่แสนน้อยนิดของเขา ตอนที่ได้ฟังเขายื่นข้อเสนอให้เธอสำหรับเธอแล้วมันก็เป็นเพียงแค่เรื่องละเมอเพ้อพกของคนไร้พลังอย่างเขาเท่านั้น แต่ยิ่งได้รู้จักเขามากขึ้นเรื่อยๆ เธอก็อดรู้สึกชื่นชมเขาไม่ได้ ยิ่งเธอได้รู้จักเขามากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าพลังเวทย์ที่แสนน้อยนิดของเขานั้นไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกถึงความสามารถของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งทักษะการต่อสู้การคิดวิเคราะห์หรือความใจเย็นที่หาได้ยากยิ่งจากคนที่มีสายเลือดของราชนิกุลที่แสดงให้เห็นนั้นล้วนแต่น่าทึ่ง เมื่อสิ่งเหล่านี้บวกกับใบหน้าของเขาที่นอกจากดวงตาและสีผมซึ่งดูก็รู้ว่าได้มาจากพ่อกับใบหน้าที่ได้มาจากแม่ทำให้เธอมั่นใจว่าเมื่อเขาโตขึ้นจะต้องเป็นผู้ชายที่มีใบหน้างดงามราวกับหญิงสาวเป็นแน่ ก็ทำให้มั่นใจได้เลยว่าเมื่อเขาโตขึ้นจะต้องเป็นที่หมายปองของสตรีชนชั้นสูงทั้งหลายแหล่ แต่พอคิดว่าสิ่งเหล่านี้กำลังรวมอยู่ในร่างกายของว่าที่จอมโรคจิตเรเวนก็ถอนหายใจออกมาและรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งแต่เธอก็รู้สึกตัวและทันที
‘เอ๊ะ? นี่เรากำลังรู้สึกผิดหวังอย่างนั้นหรอ ทำไมเราถึงต้องรู้สึกผิดหวังด้วยล่ะ’ เรเวนรู้สึกสับสนกับความคิดตัวเอง
เออร์วินที่ไม่รู้ความคิดของเรเวนเพราะตัดสินใจได้เขาหันไปมองเธอก่อนจะพูดว่า
“พี่สาวครับ” แต่เรเวนกลับยังคงนิ่งเขาจึงเรียกเธออีกครั้ง “พี่สาวครับ” คราวนี้เรเวนสะดุ้งรีบพูดว่า
“ผิดหวังฉันไม่ได้ผิดหวังอะไรสักหน่อย”
เออร์วินทำหน้างง
“ผิดหวัง?”
เรเวนรีบพูดว่า
“ปะเปล่าซะหน่อยไม่เกี่ยวกับเธอหรอก”
เออร์วินมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ จนเรเวนต้องเบือนหน้าไปทางอื่นก่อนจะพูดออกมาว่า
“บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่สนใจสนองความต้องการโรคจิตของเธอหรอก แล้วไม่ต้องมาบอกให้ฉันใส่ของน่าอายแบบนั้นเลยนะ”
เออร์วินมองเธอพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยแล้วปั้นหน้าเสียดายออกมาว่า
“อย่างงั้นเหรอครับน่าเสียดายจังเลยนะครับเพราะผมอุตส่าห์คิดว่าพี่สาวจะช่วยผมเรื่องนี้ได้ซะอีก”
เรเวนหันมามองเขา
“ฉันจะไม่ช่วยเธอเรื่องนี้เด็ดขาดแล้วไม่ต้องขอให้ลูซี่กับเดซี่ช่วยเลยนะเพราะฉันไม่ยอมแน่”
ท่าทีของเรเวนที่ปฏิบัติกับเออร์วินทำเอาพวกลูซี่พากันทำหน้าเหวอ แม้แต่โซอี้ที่คุ้นเคยกับท่าทีที่เหมือนไม่เห็นสถานะเจ้าชายของออร์วินอยู่ในสายตา ก็ยังนึกไม่ถึงว่าเรเวนจะกล้าพูดว่าไม่ยอมทำตามคำพูดของอีกฝ่ายแบบนี้ และที่ไม่น่าเชื่อก็คือเออร์วินกลับยังคงดูใจเย็นไม่มีท่าทีโกรธเคือง เขายังคงปั้นหน้าเหมือนกับเสียดายอะไรบางอย่างพูดว่า
“ในเมื่อพี่สาวมีคิดจะช่วยมันก็คงช่วยไม่ได้ครับ ซึ่งผมจะทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องที่พี่สาวทำงานง่ายๆ ที่ผู้หญิงมักทำกันอย่างการตัดเย็บผ้าไม่เป็นแล้วกันนะครับ ไหนไหนตอนนี้ก็ดึกแล้วผมกลับไปนอนก่อนนะครับราตรีสวัสดิ์”
พูดจบเออร์วินก็หมุนตัวเตรียมจะออกจากห้องไปแต่เรเวนกลับคว้าไหล่ของเขาไว้
“เดี๋ยวก่อน”
เออร์วินหันหน้ามาทำหน้าสงสัยแต่ในใจกำลังนึกก็กระหยิ่มยินดี
“มีอะไรหรอครับพี่สาว”
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการถูกเรเวนใช้มือบีบแก้มเขาจนเขาปากจู๋ เธอยิ้มให้พร้อมกับสังเกตได้ถึงเส้นเลือดที่ขึ้นบนหน้าผากของเธอ
“เจ้าเล่ห์นักนะเธอเนี่ยคิดจะเอาเรื่องนี้มาพูดเพื่อให้ฉันช่วยสนองความโรคจิตของเธอสินะ”
เออร์วินส่ายหน้าด้วยความยากลำบากเพราะถูกเธอใช้มือบีบแก้มไว้ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้แก้ตัวเรเวนก็พูดอีกว่า
“ตอนนี้ฉันเริ่มคิดแล้วว่าฉันควรจะทำความดีด้วยการกำจัดคนที่อาจจะโตเป็นจอมโรคจิตที่ทำให้ฉลาดและเจ้าเล่ห์อย่างเธอดีไหม”
เออร์วินรีบพูดแก้ตัวด้วยเสียงอู้อี้ว่า
“ไอ้ไอ้อ๊ะอั๊บอี้อ๋าวอี้อ๋าวอำอังเอ้าไออ๋มอิดไออะอั๊บ”
(ไม่ใช่นะครับพี่สาวพี่สาวกำลังเข้าใจผมผิดไปนะครับ)
ทว่าเรเวนกลับยิ้มให้เขาแล้วปล่อยมือจากแก้มของเขา
“ล้อเล่นหรอกน่า” ก่อนจะคว้าสมุดในมือเขาขึ้นมาแล้วถามว่า “เธออยากให้ฉันสร้างชุดหน้าอายพวกนี้ขนาดนั้นเลยเหรอ”
เออร์วินกลับไม่มีท่าทีโกรธเคืองต่อท่าทีของเรเวนเมื่อสักครู่ แต่กลับยิ้มและอธิบายว่า
“พี่สาวอาจคิดว่ามันน่าอายแต่ถ้าพี่สาวได้ลองใส่เคลื่อนไหวจริงๆ พี่สาวจะพบว่ามันเหมาะกว่าชุดผู้ชายที่พี่สาวใส่ฝึกกับออกกำลังกายมากครับ ถ้าพี่สาวไม่เชื่อก็ลองสร้างมาก่อนแล้วลองใส่เคลื่อนไหวในห้องนี้ดูก็ได้นะครับ และถ้าคิดว่ามันน่าอายพี่สาวก็สามารถใส่เสื้อคลุมผมไว้ได้ ส่วนชุดชั้นในที่พี่สาวเห็นนั้นพี่สาวลองสร้างมาดูก่อนแล้วลองใส่ดูก็ได้ครับ ผมมั่นใจได้เลยว่าทั้งพี่สาวและคุณลูซี่จะต้องชอบมันแน่”
เรเวนมีท่าทีลังเลก่อนจะถามเขาว่า
“เธอไปเอาความคิดเรื่องชุดแบบนี้มาจากไหน”
เออร์วินกับนิ่งไปกับนิ่งไปแว๊บหนึ่งก่อนจะกลับมาปั้นรอยยิ้มบนใบหน้าเหมือนปกติ แต่เรเวนสังเกตได้เห็นถึงจังหวะที่เขานิ่งไปแว๊บหนึ่งได้ จากแสงตะเกียงภายในห้องทำให้เธอมองเห็นความเศร้าสร้อยปรากฏในแววตาของเขาในตอนที่เขานิ่งไปนั้น ก่อนจะได้ยินเออร์วินถามเธอด้วยคำถามแปลกๆ ว่า
“พี่สาวคงรู้อยู่แล้วใช่ไหมครับว่าเวลามองท้องฟ้าตอนกลางคืนเราจะเห็นดวงดาวหลายดวงแล้วก็ความมืดมิด แต่พี่สาวเคยสงสัยบ้างไหมครับว่าบางทีบนดวงดาวเหล่านั้นหรืออาจจะเป็นความมืดมิดที่เรามองไม่เห็นแสงสว่าง อาจจะมีดาวสักดวงที่มีมนุษย์แบบพวกเราอยู่ก็เป็นได้”
เรเวนนิ่งไปทันทีไม่เข้าใจว่าเขาพูดเรื่องอะไร ในขณะที่ลูซี่ก็ดูมึนงงไม่ต่างกันกลับเป็นโซอี้ที่ทำหน้าสงสัยโอ๊ยกับเดซี่ที่ถามขึ้นมาว่า
“เจ้าชายหมายถึงพระเจ้าหรอคะ” พระเจ้าที่เดซี่พูดถึงเป็นพระเจ้าของศาสนามานาแห่งนิรันดร์ ที่กล่าวว่าพระเจ้าได้สร้างมวลมนุษย์ขึ้นมาแล้วเฝ้ามองลูกหลานของพระองค์ ก่อนที่ต่อมาพระเจ้าก็ได้กลับมาที่โลกมนุษย์และได้ประทานพลังอันยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่ามานาให้กับมนุษย์
เออร์วินที่ได้ฟังก็ส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะพูดว่า
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ”
“ “เอ๊ะ?” ” ทั้งโซอี้และเดซี่ต่างก็อุทานออกมาพร้อมกันบ่งบอกว่าโซอี้ก็กำลังคิดแบบเดียวกับเดซี่อยู่
“จักรวาลนั้นกว้างใหญ่นะครับและไม่ใช่ว่าทุกดวงดาวว่าทุกดวงดาวจะมีสิ่งที่เรียกว่ามานาเหมือนโลกใบนี้”
มานาถือเป็นสิ่งที่สร้างความปวดเศียรให้กับเออร์วิน เพราะนอกจากคุณสมบัติที่มันใกล้เคียงกับแสงด้วยการมีความเป็นทวิภาคคือมีความเป็นอนุภาคและคลื่นแล้วเขาก็หาข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับมันไม่เจอ ทั้งมันเกิดมาจากไหนเกิดขึ้นมาได้ยังไง แล้วอะไรเป็นตัวแปรที่ทำให้มนุษย์แต่ละคนเกิดมามีพลังเวทย์ที่แตกต่างกัน หรือว่ามันจะเป็นแค่การสุ่มแบบไม่มีใครมีข้อได้เปรียบ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เออร์วินก็ยังหาคำตอบไม่ได้
พวกเรเวน โซอี้ ลูซี่และเดซี่ต่างก็พากันสงสัยว่าโลกที่ไร้ซึ่งมานามันจะเป็นยังไง เออร์วินยิ้มให้พวกเธอก่อนจะพูดว่า
“ชุดที่ผมให้พวกคุณลองตัดนั้นพวกคุณแค่ลองใส่ดูก็ได้ครับถ้าไม่ชอบก็ทิ้งมันไป จะได้เป็นการลองด้วยว่ามันจะขายได้ไหม”
เรเวนที่รู้ว่าเขาต้องเปลี่ยนเรื่องแต่ก็ไม่คิดจะซักไซ้อะไรแม้ว่ามันจะทำให้เธอยิ่งสงสัยในตัวเขามากกว่าเดิม เธอกลับมองหน้าเออร์วินด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะถามเขาว่า
“เธอคงไม่ได้คิดจะแอบเก็บมันมาดมใช่ไหม”
เออร์วินพูดไม่ออกในใจอยากถามว่า
‘นี่คิดจะให้ผมเป็นคนโรคจิตให้ได้เลยใช่ไหม’
เรเวนที่เห็นเขาเงียบไม่พูดอะไรก็ยิ้มแล้วพูดว่า
“ฉันจะลองตัดชุดดูก็ได้เธอจะได้เลิกว่าฉันตัดเย็บเสื้อผ้าไม่เป็น”
เออร์วินยิ้มออกมาทันทีคำพูดเธอก่อนจะหยิบถุงไม่ติดเข้มออกมาแล้วหยิบม้วนผ้ายื่นให้เธอ
“นี่ครับ”
เรเวนรับผ้ามาพร้อมกับมองรอยยิ้มของเด็กชายด้วยความรู้สึกหมั่นไส้
หลังจากที่เออร์วินกลับไปแล้วเรเวนก็ยืนจ้องมองหอผ้าที่เขาให้กับสมุดที่มีแบบของชุดอยู่ ลูซี่ถามด้วยความสงสัยว่า
“คุณเรเวนจะตัดชุดน่าอายนั้นจริงๆ หรอคะ”
เรเวนจ้องมองสมุดเล่มนั้นก่อนจะตอบว่า
“ฉันรู้สึกรับไม่ได้ที่จะถูกเขามองว่าในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งกลับทำแค่เรื่องพื้นฐานของผู้หญิงทั่วไปไม่ได้น่ะ”
“เอ๊ะ?” ลูซี่ไม่นึกว่าเรเวนจะใส่ใจเรื่องแบบนี้ด้วย
ความจริงแล้วแม้ว่าทวีปอาร์เคนัสจะเป็นโลกที่ทุกคนให้ความสำคัญกับเวทย์มนต์แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างเสมอไปที่จะต้องเป็นเวทย์มนต์ หนึ่งในนั้นก็คืองานเย็บปักถักร้อยต่างๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างมองว่ามันเป็นทั้งงานและหน้าที่ของผู้หญิง โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วที่มีค่านิยมว่าอาหารการกินและเสื้อผ้าของสามีเป็นความดูแลของพวกเธอ ดังนั้นพวกงานเย็บปักถักร้อยต่างๆ มันเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าผู้หญิงทุกคนควรทำได้โดยไม่เกี่ยงว่าจะมีพลังเวทย์มนต์เป็นแบบไหนหรือมีชนชั้นอะไร
เรเวนแม้ว่าจะเกิดในตระกูลของมือสังหารแต่เธอก็ถูกปลูกฝังและสั่งสอนในเรื่องนี้มาเช่นกัน เพราะถึงยังไงสักวันเธอก็ต้องแต่งงานและต้องคอยดูแลเรื่องภายในบ้านของสามี แต่เรเวนกลับดูไม่ค่อยใส่ใจเรื่องแบบนี้มาโดยตลอดเพราะตั้งแต่เด็กแล้วเธอไม่เคยแคร์ว่าใครจะมองว่าเธอเป็นหญิงหรือชาย เพราะสิ่งที่เธอสนใจมีเพียงแค่เรื่องของตระกูลเท่านั้น
แต่การที่เออร์วินคิดว่าเธอไม่สามารถทำงานพื้นฐานของผู้หญิงได้ทำให้เธอรู้สึกรับไม่ได้โดยไม่รู้ตัว ราวกับเธอแคร์มุมมองที่เขามีต่อเธอในฐานะเพศหญิงทั้งที่เธอไม่เคยแคร์ว่าใครจะมองว่าเธอเป็นหญิงหรือชาย
คืนนั้นลูซี่กับเดซี่ไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องแต่เลือกจะค้างคืนอยู่ในห้องเล็กๆ ของเรเวนแทนแล้วช่วยกันตัดเย็บชุดตามแบบของเออร์วิน แม้ว่าพวกเธอจะยังคงมองว่าชุดนี้เป็นอะไรที่น่าอาย แต่การที่ได้รวมกลุ่มกันในฐานะผู้หญิงแล้วพากันตัดชุดก็ไปหาที่สร้างความสนุกสนานและความกลมเกลียวในหมู่พวกเธอไม่น้อย ซึ่งพวกเธอต่างพากันคิดในใจว่า ไอ้ชุดที่ตัดอยู่นี้ก็แค่ตัดไว้เฉยๆ ไม่มีใครคิดที่จะใส่เลยแม้แต่คนเดียว
โซอี้มองหญิงสาวทั้งสามคนพากันตัดเย็บเสื้อผ้าแล้วปรึกษากันไปมาก็ได้แต่นิ่งเงียบ ในแววตาของเธอปรากฏความเศร้าสร้อยจางๆ เธอก็มองแขนที่เหลือข้างเดียวก็รู้สึกเศร้าในใจ เพราะร่างกายของเธอตอนนี้ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำให้หลายครั้งเธอมักจะกลายเป็นภาระให้กับพวกเรเวนอยู่เสมอ เธอจำคำพูดที่เออร์วินได้พูดกับเธอว่า เขามีวิธีที่จะทำให้เธอกลับมาเดินได้อีกครับแต่ติดอยู่ที่วัตถุดิบ เธอไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือแค่ปลอบใจแต่เธอเลือกที่จะเชื่อที่เขาพูด เพราะอย่างน้อยเธอก็กลัวที่จะค้นพบว่าเธออาจต้องอยู่ในสภาพนี้ไปทั้งชีวิต ขณะที่โซอี้กำลังจมปลักอยู่กับความเศร้าอยู่นั้น
เรเวนก็พูดขึ้นว่า
“นี่โซอี้เธออย่าคิดว่าจะรอดนะเพราะพวกฉันจะตัดให้เธอด้วย”
โซอี้เงยหน้าทันทีพบว่าเรเวนกำลังยิ้มให้เธออยู่ เธอรู้ว่าเรเวนไม่ต้องการทิ้งเธอไว้นอกวงเลยต้องการดึงเธอให้มีส่วนร่วมด้วย ตั้งแต่ที่เมื่อก่อนแล้วแม้ว่าเธอจะไม่รู้อดีตของเรเวน แต่เธอก็รู้ว่าเนื้อแท้ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่มีจิตใจดีคนหนึ่งเพราะเธอมักแสดงความห่วงใยต่อโซอี้อยู่เสมอ โซอี้ยิ้มให้เธอก่อนจะตอบว่า
“ไม่จริงใช่ไหมคะฉันนึกว่าจะรอดแล้วเชียว”