บรรยากาศยามเย็นแสงอาทิตย์อ่อนๆ สาดส่องใบหน้าสวยรับรูป โครงหน้าเรียวนั้น กับจมูกชูชัน ดวงตาหยาดเยิ้มคู่นั้น ใครเห็นเป็ต้องหลงใหล เมษาดาวมหาลัยปีที่แล้ว กำลังมีท่าทีเร่งรีบ กำลังเก็บอุปกรณ์การเรียนคืนเข้ากระเป๋า หล่อนลุกจากที่นั่ง ก้าวเท้าออกมาได้ไม่ถึงห้าก้าว แต่โดนเพื่อนเ้ากรรมคว้าแขนหล่อนเอาไว้เสียก่อน
"เดี๋ยว.. จะรีบไปไหน?"
ไม่ใช่ใครที่ไหน จีน เพื่อนซี้หล่อนนั่นเอง
"เื่หนุ่มน้อยกวินท์ ไปถึงไหนแล้วยะ ได้ข่าวไปทำความรู้จักมาแล้วเหรอ" จีนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ก็ไม่ถึงไหนหรอก ได้ไลน์มาแล้วแต่ไม่กล้าทักไป" เมษาทำตาละห้อยพึมพำออกมาแ่เบา
"เห้ย..! อย่างหล่อนมีคำว่าไม่กล้าด้วยเหรอยะ สงสัยคนนี้จะเอาจริงเลยไม่กล้าทัก กลัวเขารู้ว่าแรดใช่ไหมล่ะ ฮ่า ฮ่า" จีนหัวเราะลั่น เพราะปกติแล้วเมษาถ้าหมายตาใครเธอไม่เคยรอช้า แล้วนี่ยิ่งได้ไลน์มาแล้วด้วย เธอทักไปคุยนานแล้วตามนิสัย
"เออ.. สิ! ทำเป็รู้ดี" เมษาหย่อนก้นลงนั่งอีกครั้ง เพื่อสนทนากับเพื่อนซี้ต่อ
"ไม่เห็นยากเลย ชวนเขาไปกินข้าวสิ จะได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นไง" จีนที่กำลังยืนกอดอก เสนอความคิดเห็น
"ก็อยากชวนอยู่นะ แต่ไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไร" เมษาเบ้ปากใส่ ถ้าเป็คนอื่นเธอชวนไปนานแล้ว
แต่ไม่รู้ว่าทำไมกับกวินท์ถึงไม่กล้า
"ไม่เห็นยากเลย ใกล้วันเกิดหล่อนแล้วไม่ใช่หรอ หล่อนก็ชวนเขาไปกินข้าวฉลองล่วงหน้าสิ" จีนทำสายตาเ้าเล่ห์มองไปทางเมษา คิดแผนตื้นๆ ให้เพื่อนสาวอีกครั้ง
"เออ.. จริงด้วย ว่าแล้วก็ไปเลยดีกว่า ฉันรู้ว่าหลังเลิกเรียนกวินท์ชอบนั่งอยู่ตรงไหน" ว่าแล้วเมษาก็ลุกขึ้นจนสุดลำตัวขาเรียวก้าวฉับ หล่อนคิดว่าจะไปหากวินท์ เพื่อทำตามแผนของจีน
"เห้ย..! หล่อนจะไปตอนนี้เลยเหรอ?" จีนงุนงงกับอาการรีบร้อนของเมษา ราวกับว่ากลัวกวินท์จะหายไปงั้นแหละ
"ขอบใจมากนะ ได้เื่ยังไงแล้วฉันจะกลับมาเล่าให้ฟัง" จากนั้นก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินออกจากห้องไปทันที ตรงรี่ไปที่ประจำของกวินท์และเมฆหมอก
"ยินดีค่ะ" จีนได้เพียงร้องบอกตามหลังเมษาไป
******************************
คณะนิเทศศาสตร์
ณ ม้าหินอ่อนที่กวินท์ชอบมานั่งกับเมฆและหมอกอยู่เป็ประจำ แล้ววันนี้ก็เป็เหมือนเช่นทุกๆ วัน กวินท์ที่กำลังนั่งเล่นเกมในสมาร์ตโฟนอยู่ แหงนหน้าขึ้นมา
"เมฆ เมื่อไหร่นายจะมีแฟนอ่ะ?" กวินท์เอ่ยแซวเพื่อนก่อนหันกลับไปสนใจจอสมาร์ตโฟนอีกครั้ง
"เรารอให้หมอกมีก่อน แล้วเราถึงจะมีเราไม่รีบ" เมฆที่กำลังนั่งทำรายงานอยู่ พลางพูดตอบเพื่อนซี้ ก็เขายังไม่เคยคิดเื่นี้เลยด้วยซ้ำ
อย่าว่าแต่แฟนเลยแม้กระทั่งความรักเป็ยังไงเขายังไม่รู้จักด้วยซ้ำ
"อ้าว.. หมอกไปเกี่ยวอะไรด้วยล่ะถ้าเมฆอยากมีก็มีก่อนสิ" หมอกที่กำลังคิดตามว่า เออก็จริงนั่นแหละ เรายังไม่เคยมีแฟนเลยนี่หว่า ถ้ามีมันจะรู้สึกยังไงน้า...
หมอกสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นให้หายไป
"ทั้งสองคนนั่นแหละ ไม่ต้องเกี่ยงกันเลย" กวินท์เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้..
"สวัสดีค่ะทุกคน เป็ไงกันบ้างคะ สบายดีหรือเปล่า?" เมษาเอ่ยทักทาย เมื่ออยู่ดีๆ เธอก็แทรงเข้ามานั่งระหว่างกลางกวินท์และหมอกตรงม้านั่ง
"อ้าว.. เมษา!" เมฆกับหมอกโพล่งขึ้นพร้อมกัน
"มาได้ไงครับเนี่ย?" หมอกพลางถามต่อ
"อ๋อ.. คือตั้งใจมาหากวินท์นะคะ" เมษาตอบออกไปอย่างไม่อาย ทำเอากวินท์ถึงกับหน้าเหวอ รู้สึกงุนงงว่ามีธุระอะไร
"ว้า.. นึกว่ามาหาผมสองคนซะอีก" เมฆแกล้งแซวเล่น ทำเสียงเหมือนน้อยใจ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเมษาสนใจกวินท์ ถึงเข้ามาทักพวกเขาั้แ่ครั้งแรก
ก็เมษาไม่เก็บอาการเลยแม้แต่น้อยใครก็มองออก
ยกเว้นกวินท์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
"ก็มาหาทุกคนนั่นแหละ ไม่ต้องน้อยใจน้า.. แค่มีธุระกับกวินท์นิดหน่อย" เมษาพยายามใช้คำพูดอย่างมีมารยาทที่สุด
นี้ขนาดมีมารยาทแล้วนะแทรกมานั่งโดยไม่ขออนุญาตสักคำ
"มีธุระกับผม! ธุระอะไรครับ?" กวินท์ถึงกับนั่งงงวางสมาร์ตโฟนลง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเท้าคางทันควัน
ใจจดใจจ่อรอฟังธุระของเมษา
"อ่อ..ไม่ได้สำคัญอะไรหรอกค่ะ ไม่ต้องตั้งใจฟังขนาดนั้นก็ได้ ..คือว่า.. ใกล้จะถึงวันเกิดเมษาแล้ว เมษาเลยอยากจะชวนกวินท์ไปทานข้าวสักมื้อนะคะ" เมษาอายนิดๆ แต่ตัดสินใจพูดตรงๆ ออกไป หล่อนถือคติ ด้านได้อายอด ตอนนี้เมษาไม่รู้ควรจะเอาสายตาวางไว้ที่ใด บิดสายกระเป๋าแทบเป็เกรียวอย่างไม่รู้ตัว
ก็กวินท์เล่นจ้องหล่อนไม่วางตาซะขนาดนั้น
"แล้วไม่ชวนเมฆกับหมอกไปด้วยกันล่ะครับ" กวินท์เลิกคิ้วเรียวขึ้นสูงพลันสงสัย
"กวินท์นายก็ไปหน่อยซิ เมษาอุตส่าห์มาชวน" หมอกแทรกขึ้นมา เมื่อเห็นเมษาที่กำลังหน้าชา พูดอะไรไม่ออก
"จะดีเหรอ?!" กวินท์หันขวับมาถามเพื่อนอีกครั้ง
วันเกิดเมษาแล้วเกี่ยวอะไรกับกวินท์ล่ะไม่รู้จักกันสักหน่อย
"ดีดิ!" เมฆหมอกสำทับอีกรอบ
"งงั้นไปก็ได้.. ว่าแต่วันไหนครับ?" กวินท์ตอบตกลงไปแบบงุนงง ก็เ้าตัวปฏิเสธใครเป็ซะที่ไหน ยิ่งเป็เมฆหมอกเพื่อนซี้เขาด้วยแล้วละก็ ยากที่จะปฏิเสธ
"งั้นพรุ่งนี้เป็ไงคะ เจอกันตอนเที่ยงที่โรงอาหาร" เมษาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบบอก วัน เวลา สถานที่ราวกับว่ากลัวกวินท์จะเปลี่ยนใจยังไงยังงั้น
"พรุ่งนี้เลยหรือครับ! เกิดวันไหนเนี่ย!" กวินท์หันขวับไปมองหน้าเมษาอีกครั้ง ด้วยความใ
อะไรจะเร็วขนาดนั้น!
"เอาไว้บอกหลังทานข้าวเสร็จละกัน วันนี้เมษาหมดธุระแล้ว ไปก่อนนะคะทุกคน" เมษารีบปลีกตัวออกมาทันทีที่ได้รับคำตอบ ก็หล่อนต้องรีบไปบอกเพื่อนสาวนะสิ หล่อนยังมีแผนอีก หล่อนคิดจะหาทางให้กวินท์มีปัญหากับดารินทร์อีกด้วย
"เห้ย.. เมษามาชวนกวินท์ไปกินข้าว ทำไมไม่เป็เราบ้างนะ.." เมฆทำหน้าตาเ้าเล่ห์ ทั้งที่ตัวเองเป็คนคิดสนุกอยากแกล้งกวินท์เองแท้ๆ
"นั่นสิ หล่อจริงจริ๊ง" หมอกเอามั้งมือก็ตบหลังกวินท์ ปุๆ ไม่หยุด
นี้กำลังให้กำลังใจหรือซ้ำเติมกันแน่ยังแยกไม่ออกเลย
"อะไรกัน! ก็พวกนายไม่ใช่เหรอที่บอกให้เราไป เรามีแฟนอยู่แล้วนะ เราไม่คิดอะไรกับเมษาหรอก" กวินท์กระทุ้งศอกใส่เมฆเต็มแรง
ตัวดีนักเชียร์ไม่เข้าเื่เป็ไงละโดนซะมั่ง
**************************
จีนผู้ที่สู่รู้ก็นั่งใจจดใจจ่อรอลุ้นอยู่ที่เดิม ไม่นานก็เห็นเมษาวิ่งหน้าแป้นแล้วมาแต่ไกล
"เป็ไงบ้างยะหล่อน กวินท์ว่าไงบ้าง" จีนที่นั่งอยู่ลุกขึ้นสุดลำตัว พุ่งหน้าเข้าหาเมษาอย่างเร็วรี่
"ก็ต้องตกลงน่ะสิ ระดับฉันแล้ว พรุ่งนี้เที่ยงที่โรงอาหารค่า" เมษาที่กำลังทิ้งตัวลงนั่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพ่นออกมาเหมือนโล่งอกสักที
"ดีใจด้วยนะ.. ว่าแต่อย่าให้พัลลภแฟนหล่อนรู้ล่ะ ไม่งั้นน้องกวินท์ของฉันต้องซวยแน่เลย" จีนย้ำนักย้ำหนามือพลางบิดแขนเมษาเบาๆ เพราะหล่อนรู้จักพัลลภดี ถ้าหากรู้เื่ขึ้นมาต้องหมายหัวกวินท์เป็รายต่อไปเป็แน่ นิสัยนักเลงอันธพาลอย่างพัลลภ กวินท์คงสู้ไม่ไหว
"เอ้อ.. รู้แล้วน่า ฉันจะให้มันรู้ทำไมล่ะ อีกอย่างฉันกินที่โรงอาหารนะ ไม่ได้ไปกินข้างนอกสักหน่อย" เมษาพูดอย่างสบายใจ จนจีนเอ็ดขึ้นมา
"กินในมหาลัยแหละตัวดีเลย ลืมไปรึเปล่าไปกินกับกวินท์ ใครๆ ก็รู้จักกันทั้งมอ ยิ่งเป็เป้าสายตา หล่อนมีแผนอะไรรึเปล่าเนี่ย" จีนเหมือนจะรู้ทันความคิดของเพื่อนซี้
"เป็เป้าสายตานะสิดี ข่าวจะได้ไปถึงหูแฟนกวินท์เร็วๆ ไงมีแต่ได้กับได้" เมษามีแผนอีกแผนในหัว หวังให้ดารินทร์รู้เื่ จะได้มีปัญหากับกวินท์ หล่อนตั้งใจไว้แบบนั้น
รู้ไว้ซะว่าหล่อนก็ร้ายใช่เล่น
"จ้า.. แม่คุณ.... แต่ถ้าเื่กลับถึงหูแฟนหล่อนแทนขึ้นมาล่ะ จะรับผิดชอบไหวเหรอ คนโดนเล่นงานคือกวินท์นะอย่าลืม กินแบบแอบๆ ร้ายแบบเงียบๆ อ่ะทำไม่เป็รึไง ทำไมถึงชอบโชว์คนอื่นด้วย ฉันละไม่เข้าใจ" จีนที่เอือมระอากับข่าวของเพื่อนสาวเต็มที ที่มีแต่ข่าวกับผู้ชายแทบเล่าทั้งวันก็ไม่จบ พูดเตือนด้วยความหวังดี
"ก็คนนี้ฉันเอาจริงไงล่ะ! ข่าวยิ่งดังยิ่งดี ใครๆ ก็อยากได้กวินท์เป็แฟนกันทั้งนั้น รวมถึงฉันด้วย.." เมษาพูดอย่างมั่นใจพร้อมเชิดหน้าชูคอ เหมือนกับว่าเื่ที่หล่อนพูดเป็เื่น่าภาคภูมิใจซะอย่างนั้น
"ก็ขอให้มันจริงสักทีเถอะ ฉันละเบื่อที่จะฟังข่าวของหล่อนแล้วเต็มที" จีนส่ายหัวไปมา ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ก็รอฉันมั่นใจกับกวินท์เมื่อไหร่ ฉันถึงจะเฉกหัวไอ้พัลลภทิ้ง รับรองมันไม่กล้ามาวอแวกับกวินท์ของหล่อนหรอกนา" เมษาพูดแผนร้ายเหมือนเป็เื่น่ายินดียังไงยังงั้น
"ถึงอย่างนั้นก็ช่างเหอะ ฉันขอเตือนแกด้วยเลยละกัน ว่ากวินท์มีข่าวเคยคบกับผู้ชาย แล้วส่วนผู้หญิงก็คบคนเดียวมาเกือบปีแล้วค่า ไม่เคยนอกลู่นอกทาง แกจะไหวเหรอ?" จีนกลัวเมษาจะชวดเสียเปล่าทั้งสองทางเลยเตือนเพื่อนซี้
"ระดับฉันแล้ว เคยมีสักครั้งไหม ที่ไม่ได้"
เมษาพูดอย่างมั่นใจ
*********************
ขณะที่กวินท์กำลังเดินออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากแยกกับเมฆหมอกแล้ว ก็เดินออกมาคนเดียว บังเอิญเจอกับปริชญ์เข้า นี่ถือเป็ครั้งแรกที่ทั้งคู่พบหน้ากัน หลังเหตุการณ์เมื่อเช้า ปริชญ์พอเห็นกวินท์เดินมาแต่ไกล ก็เดินก้มหน้าก้มตาทำเป็มองไม่เห็น แต่กวินท์ที่อัดอั้นตันใจ แทบจะมาคุออกมาแล้วนั้น ไม่ยอมให้ปริชญ์หลบหน้าเขาอีกต่อไปเป็แน่ เลยเดินปราดเข้าไปขวางหน้าปริชญ์เอาไว้
"เดี๋ยวครับ!.. เรามีเื่ต้องคุยกัน" หนุ่มร่างบางพยายามจ้องหน้าคนร่างสูง ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา "พี่หลบหน้าผมทำไม"
"..." ไม่มีคำตอบใดๆ จากคนร่างสูง ได้แต่กลอกตาไปมา แต่ก็ยังคงวางมาด ไม่ให้ดูเลิ่กลั่ก
"เราต้องคุยกันให้รู้เื่" หนุ่มร่างบางคว้าแขนคนร่างสูงเดินไปที่ลับตาคน "มองหน้าผม" หนุ่มร่างบางจ้องตาคนร่างสูง แววตาสองคู่สบกันนิ่ง
"พี่ไม่มีอะไรจะพูด พี่ขอโทษ" คนร่างสูงจ้องดวงตากลมที่เคยหวานเยิ้มราวน้ำผึ้งหอม แต่ตอนนี้กลับดูดุดัน เจือความคับแค้นใจ เลยหลุบตาต่ำไม่กล้าสู้หน้าหนุ่มร่างบาง "พี่พยายามห้ามใจแล้ว แต่พี่ทำไม่ได้"
"ขอโทษทำไมครับพี่ไม่ได้ทำอะไรผิด" กวินท์ถอนหายใจหนักๆ
"กวินท์ไม่โกรธพี่เหรอที่พี่จูบเรา" คนร่างสูงถึงกับตาเบิกโพลง
"ผมก็จูบ ถ้าจะผิดก็ผิดทั้งคู่" หนุ่มร่างบางมองตาคนร่างสูงพลันพูดต่อ "พี่มาทำให้ผมหวั่นไหว แล้วจะไม่รับผิดชอบอะไรหน่อยเหรอครับ"
"กวินท์.. จะให้พี่ทำยังไง" คนร่างสูงเริ่มสับสนไม่รู้ว่าหนุ่มร่างบาง้าอะไรกันแน่
"พี่เมารึเปล่าครับ ตอนที่จูบผม" หนุ่มร่างบางยังไม่วางตาจากคนร่างสูง แววตาเจือไปด้วยความสงสัย ยังคงเพ่งไปยังดวงตาคู่คมของคนร่างสูง
"พี่ไม่ได้เมา พี่แอบชอบกวินท์มานานแล้ว แต่พี่ไม่กล้าบอก เพราะกวินท์มีแฟนอยู่แล้ว แต่เมื่อเช้า.. พี่กล้าได้ไงก็ไม่รู้ พี่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน พี่เก็บเื่นี้มาเกือบปี แต่เมื่อเช้า.. พี่ห้ามใจไม่ได้จริงๆ กวินท์จะให้พี่ทำอะไรก็ได้ พี่ยอมรับผิดทุกอย่าง" คนร่างสูงสารภาพความจริงกับหนุ่มร่างบางเป็ครั้งแรก มือถือวิสาสะขว้าแขนหนุ่มร่างบางเอาไว้
"พี่ว่าไงนะ? .. ชอบผม! ทำไมผมไม่เคยรู้เลย" หนุ่มร่างบางรู้สึกหายใจไม่คล่องจมูก
"พี่พูดจริงๆ ชอบั้แ่วันแรก ที่เรามาคัดตัวเข้าทีมแล้ว แต่พี่ได้แต่แอบมองอยู่ห่างๆ"
ให้ตายสินี้มันสารภาพรักกันชัดๆ
".... " หนุ่มร่างบางถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง นี้เรากำลังโดนสารภาพรักอยู่นะ หนุ่มร่างบางครุ่นคิดพินิจสิ่งที่ปริชญ์พูดมา
นี่เื่จริงใช่ไหมพี่ปริชญ์กำลังสารภาพรักกับเราใช่ไหม
"แล้วกวินท์ล่ะรู้สึกยังไงกับพี่?" คนร่างสูงตัดสินใจถามออกไปตามตรง เผื่อคำตอบจะตรงใจเขาบ้าง
"ผมสับสนครับ รูัสึกกับพี่แปลกๆ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทั้งๆ ที่พี่ก็เป็ผู้ชายเหมือนกัน" กวินท์ไม่กล้าที่จะบอกชอบปริชญ์ไปตามตรง เพราะปริชญ์เป็ผู้ชาย
"ผู้ชายก็รักกันได้นะกวินท์ ลองถามใจตัวเองก่อนไหม" ปริชญ์รู้สึกมีหวังขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำตอบของกวินท์
"แต่ผมกลัวดำรินทร์เสียใจ ดารินทร์รู้คงผิดหวังมากแน่ๆ ผมควรทำยังไงดี" กวินท์รู้ใจตัวเองดี ว่าตอนนี้เขากำลังปันใจให้ปริชญ์
"พี่ไม่ได้บอกให้กวินท์เลิกกับรินทร์สักหน่อย แค่ให้ถามใจตัวเองดูว่ารู้สึกยังไงกับพี่" ปริชญ์ยอมได้ทั้งนั้นขอแค่เขามีกวินท์อยู่ใกล้ๆ แค่นั้นที่เขา้า ไม่ได้ขอให้กวินท์มารักเขาคนเดียว
"ผมไม่อยากเสียพี่ไป ผมอยากเห็นหน้าพี่ทุกวัน อยากคุยกับพี่ ผมไม่อยากให้พี่หายไปจากชีวิต พี่อย่าหลบหน้าผมได้ไหมครับ" กวินท์พร่ำพรรณนา เพียงแค่ขอให้ปริชญ์อย่าหลบหน้าเขา
ไม่ต่างจากการบอกรักทางอ้อมเลย
"พี่ไม่ได้หลบหน้าพี่แค่ตั้งตัวไม่ทันกับเื่ที่เกิดขึ้น พี่ไม่คิดว่าพี่จะกล้าทำแบบนั้น พี่ขอโทษ" ความรู้สึกผิดกำลังจู่โจมหัวใจของคนร่างสูง
"แล้วระหว่างเราสถานะคือเป็อะไรกัน?" กวินท์ไม่เข้าใจสถานะของเขากับปริชญ์ในตอนนี้ เลยเอ่ยถามออกไป
"ก็คบกัน.. แต่มีแค่เราสองคนที่รู้" ปริชญ์ยื่นข้อเสนอ แม้รู้ว่าผิดแต่เขาก็ห้ามใจไม่ได้ เลยต้องปล่อยเลยตามเลย
"ได้ครับ.. พี่รับปากแล้วนะ ว่าเื่ของเราจะไม่มีใครรู้" หนุ่มร่างบางย้ำนักย้ำหนา ว่าเื่นี้ต้องเป็ความลับ ระหว่างเขาสองคนเท่านั้น เพราะเขายังแคร์ความรู้สึกของดารินทร์
"พี่สัญญา! ว่าแต่พรุ่งนี้กวินท์ว่างไหม" ปริชญ์เอ่ยอย่างเป็ธรรมชาติ รู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก ถ้ารู้งี้บอกกวินท์ไปนานแล้ว
"ไม่ว่างแล้วครับพี่ โดนมัดมือชกไปแล้ว เมฆกับหมอกทิ้งผมให้ไปกินข้าวกับเมษาสองคนครับ" กวินท์พูดแบบไม่คิดอะไร เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ปริชญ์ที่ได้ยินนั้นเป็ห่วงขึ้นมาในทันที
"กินที่ไหน! เมื่อไหร่!" ชายร่างสูงถามออกไปอย่างเร็วพลัน จนลืมตัวใช้น้ำเสียงมากเกินไป
"พรุ่งนี้เที่ยง ที่โรงอาหารครับ" กวินท์บอกให้ปริชญ์รู้ ใจหนึ่งก็กลัวปริชญ์น้อยใจ อีกใจก็กลัวจะหึง
ปริชญ์เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็คิดแผนทันที ว่าจะทำยังไงให้เมษาเลิกยุ่งกับกวินท์ เพราะเขรมเคยบอกไว้ว่าแฟนเมษาเป็นักเลง กลัวจะนำความเดือดร้อนมาให้กวินท์
"แล้วนี่กำลังจะไปไหน?" คนร่างสูงถามอีก เล่นเอากวินท์ปาดเหงื่อกันเลยทีเดียว
"แน่ใจหรือครับ ว่าพี่อยากรู้" หนุ่มร่างบางถามให้แน่ใจอีกครั้ง
"แน่ใจสิครับ บอกพี่มาเหอะพี่รับได้" คนร่างสูงรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่อยากได้ยินจากปากมากกว่า
"ไปหารินทร์ครับ ที่ห้าง Friday ว่าจะไปดูหนังกัน" หนุ่มร่างบางพึมพำแ่เบา แทบไม่ได้ยิน ชายร่างสูงถึงกับเงี่ยหูฟัง
"..." ไม่มีคำพูดใดๆ จากคนร่างสูงโปร่ง
พอเห็นท่าทางของปริชญ์ที่ดูเหมือนน้อยใจ กวินท์เลยตัดสินใจ "งั้นเอาแบบนี้ดีไหมวันมะรืนเราไปเที่ยวกัน ผมจะตามใจพี่หนึ่งวันไปไหนก็ได้"
"งั้นมรืนนี้พี่รอนะ" คนร่างสูงฉีกยิ้มกว้างแทบถึงหู
"พี่คงไม่หึงใช่ไหมครับ" หนุ่มร่างบางเริ่มแคร์ความรู้สึกของคนร่างสูงอย่างไม่รู้ตัว
"ไปเถอะ พี่ยอมให้รินทร์คนหนึ่ง คนอื่นพี่ไม่ยอมนะ" คนร่างสูงทิ้งท้ายสั้นๆ ก่อนเดินจากไป
ณ ห้าง Friday
พอกวินท์มาถึงหน้าห้าง Friday ก็มีสายตาคนจับจ้อง ต่างเจอแล้วก็เอี้ยวหน้ากลับมามอง ก็หน้าตาที่น่ารัก จมูกที่จิ้มลิ้ม ดวงตาที่กลมโตหวานราวน้ำผึ้งหอม ทำให้ใครเห็นก็เอ็นดู บางคนถึงกับชี้มือชี้ไม้สะกิดเพื่อนให้มอง ทำเอากวินท์เองต้องก้มหน้าเดินฉับๆ จนแฟนสาวต้องร้องเรียก
"กวินท์ ทางนี้!" เสียงใสที่คุ้นหูแว่วเข้ามาทำเอากวินท์หันขวับไปมอง ก็พบว่าดารินท์กำลังเดินใกล้เข้ามา
"รอนานไหม พอดีเราเจอพี่ปริชญ์น่ะเลยแวะคุยนิดหน่อย" กวินท์ยังคงพูดถึงคนร่างสูงต่อหน้าดารินทร์ เพื่อให้เกิดความคุ้นชิน
"ไม่นานหรอก.. รินทร์ก็เพิ่งมาถึงเมื่อกี้เอง นารามาส่งเพิ่งกลับไป" เสียงใสเล่าเื่แต่กวินท์กลับมีท่าทีประหม่า เพราะเขาไม่เคยนอกใจแฟนสาวมาก่อนเลยสักครั้ง นี้คงเป็ครั้งแรก แถมเป็ผู้ชายด้วย ทำเอากวินท์ครุ่นคิด จนไม่ได้สนใจสิ่งที่แฟนสาวพูดสักเท่าไหร่ กว่าจะตั้งสติได้ถึงพูดขึ้น
"ป๊ะ.. เราไปดูหนังกันดีกว่า" กวินท์จูงมือดารินทร์ตามปกติ ท่ามกลางสายตาคนจ้องมองทั้งคู่ด้วยความอิจฉา ส่วนมากก็รู้จักกวินท์กันทั้งนั้น จากเวทีประกวด คู่ซี้ วัยใส รายการของนิตยสารชื่อดัง แถมไม่นานนี้ก็จะมีนิตยสารที่เขาไปถ่ายแบบไว้ ออกมาวางขายอีก
"ไปกันค่ะ" ดารินทร์ยังคงเอื้อนเอ่ยเสียงใสตอบรับทุกประโยค เพราะชินกับสายตาคนมองเสียแล้ว
แต่พอเดินมาสักพัก ทั้งคู่ก็ได้พูดคุย หยอกเย้ากันมาตลอดจนอาการประหม่าของหนุ่มน้อยเดือนมหาลัยได้มลายหายไป เลยคิดเล่นอะไรสนุกๆ บังเอิญเดินผ่านร้านสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงานเข้า เ้าตัวเลยแกล้งทำเป็ถามแฟนสาว
"เราจะมีโอกาสได้ถ่ายรูปแบบนี้กันไหมน้า" แกล้งดันหลังแฟนสาวเข้าไปข้างในร้าน ทำเอาดารินทร์ เขินจนแก้มขึ้นสีระเรื่อ
"บ้าเหรอกวินท์ เราเพิ่งคบกันได้ไม่ถึงปีเลยนะ.. อีกอย่างเรายังเรียนกันอยู๊.. " เสียงใสเจื้อยแจ้ว
"คิดไว้ก่อนสิดี เผื่อรินทร์เปลี่ยนใจขึ้นมา เราแย่เลยนะ" หนุ่มน้อยหน้าใสเหมือนร้อนตัวพูดดักไว้ก่อน ทั้งที่เขาเองเป็ฝ่ายนอกใจแฟนสาวแท้ๆ
"รินทร์ไม่เปลี่ยนใจหรอก..ว่าแต่ตัวเองนั่นแหละมีคนมาชอบตั้งเยอะ เดี๋ยวก็เบื่อรินทร์แล้ว" เสียงใสสบถออกมา แอบตลบหลังหนุ่มน้อยนิดๆ ทำเอาหนุ่มน้อยหน้าถอดสีเลยคำนี้ ยังพลางพูดต่อ "ไม่เอาแล้วเราไม่คุยด้วยแล้ว เราจะไปซื้อตัวหนัง ส่วนกวินท์ไปซื้อขนมนะ" เสียงใสจัดแจงให้เรียบร้อย
ทันทีที่ได้ยิน หนุ่มน้อยก็แยกตัว ออกไปอีกทาง พอได้ขนมก็เดินกลับมา แทบไม่เชื่อสายตาที่เห็นตรงหน้าที่ตอนนี้คนร่างสูงกำลังยืนคุยอยู่กับแฟนสาวของเขาอยู่
มาได้ไงเนี่ย!
พอกลับมาถึงก็แสร้งทำเป็ทัก
"เอ้า.. พี่ปริชญ์มาดูหนังเหมือนกันเหรอ" แต่แฟนสาวแทรกขึ้น
"รินทร์เจอพี่ปริชญ์ตรงที่ขายตั๋วพอดี เลยชวนมานั่งด้วยกัน กวินท์คงไม่ว่าอะไรนะ" ตอนนี้หนุ่มน้อยร่างบาง ทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงดี หรือจะทำให้เป็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งรู้สึกผิด ทั้งใ ทั้งสงสารทั้งสองฝ่าย ตอนนี้หลายอารมณ์มาก แทบอยากะโออกมาดังๆ แต่ก็ทำได้แค่คิด
"ไม่!.. จะติดอะไรล่ะ" ตอนนี้กวินท์ทะเลิ่กทะลั่ก ต่างจากคนร่างสูงที่ยืนนิ่ง เก็บอาการได้เป็อย่างดี โดยไม่มีพิรุธสักนิด จนได้พูดประโยคหนึ่ง
"เดี๋ยวก็ชิน" เสี่ยงทุ้มต่ำเอ่ยสั้นๆ แล้วก็ทิ้งเป็ปริศนา อยู่อย่างนั้น
"เราเข้าไปข้างในกันดีกว่าค่ะ หนังคงใกล้จะฉายแล้ว" เสียงใสเอื้อนเอ่ย ออกมาอย่างตะสีตะสา
"ครับ.. รินท์เดินนำเลยครับ" เสียงทุ้มต่ำพูดแค่นั้น
กวินท์พอนึกภาพตัวเองนั่งอยู่ระหว่างกลาง แล้วมีปริชญ์กับดารินทร์ขนาบซ้ายขวาก็แทบอยากเป็บ้า เขาวางตัวไม่ถูกจริงๆ
ทำเอาเข่าอ่อนก้าวไม่ออกเสียดื้อๆ
"ทำไมไม่เดินละกวินท์" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นอีกครั้ง
หืมยังมีหน้ามาถามอีกเหรอกวินท์คิดในใจ ตอนนี้ต้องทำตัวยังไง ระหว่างที่คิดอยู่นั้นก็ก้าวไปทีละก้าวมันช่างดูเนิ่นนานซะเหลือเกิน ไม่อยากจะนึกภาพตามแล้ว เสียวสันหลังวาบทุกทีที่คิด หรือจะถามคนร่างสูงดี ว่าตามมาเหรอ
"นั่งค่ะ กวินท์... กวินท์คะ!"
"คะ.. ครับ!" กวินท์ที่กำลังยืนมองเหม่อ ตอบตะกุกตะกัก
"นั่งลงสิรินทร์เรียกตั้งหลายครั้งแล้ว เป็อะไรรึเปล่า.. เห็นอาการแปลกๆ ั้แ่ก่อนเข้ามาละนะ"
"อ๋อ.. ไม่ได้เป็อะไรกำลังจะนั่งพอดี" พอพูดจบก็ทิ้งตัวลงนั่งตัวแข็งทื้อ
"หนังฉายแล้วเงียบๆ นะ" สาวน้อยเอ่ยบอกแฟนหนุ่ม
สักพักผ้าม่านขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก็เริ่มมีแสงสีสันขึ้นมา ความมืดสีนิลเข้าครอบงำโดยรอบ คนร่างสูงถือวิสาสะใช่มือข้างหนึ่งไปจับมือหนุ่มน้อยร่างบางเบาไว้
"พี่ปริชญ์ปล่อยครับ" หนุ่มน้อยร่างบางกระซิบข้างๆ หูเบาๆ
"ชู่!.. อย่าพูดเดี๋ยวรินทร์ได้ยิน ไม่มีใครเห็นหรอกน่า" คนร่างสูงยังคงดื้อรั้น แถมสอดนิ้วทั้งสิบประสานกันแแ่ยิ่งกว่าเดิม หนุ่มน้อยร่างบางพยายามขัดขืน แต่ไม่เป็ผล เพราะมือหนาของคนร่างสูงกุมไว้แน่น
"เดี๋ยวรินทร์เห็น พี่ปริชญ์อย่าดื้อสิครับ" หนุ่มน้อยร่างบางยังไม่ลดละความพยายาม
"รินทร์มองที่จอหนัง อีกอย่างเสียงก็ดัง ใครจะมาสนใจ คิดมากไปแล้ว ฝึกไว้จะได้เคยชิน" คนร่างสูงก็ไม่อ่อนข้อเช่นกัน
สักพักดารินทร์หันหน้ามา "พี่ปริชญ์ ทานขนมไหมคะ" ทำเอาหนุ่มน้อยสะดุ้งแทบสุดตัว
"ไม่ครับ เชิญรินทร์ตามสบายเลย" คนร่างสูงยังคงไม่มีท่าทีพิรุธ
ในเมื่อบอกให้คนร่างสูงปล่อยมือแล้ว แต่ไม่เป็ผล หนุ่มร่างบางเลยเอามือมาแอบไว้ที่สีข้าง เพื่อไม่ให้ใครเห็น
"นี่พี่ตั้งใจตามผมมาใช่ไหม" หนุ่มน้อยร่างบางตัดสินใจถามออกไป
"ใช่!.. ฝึกไว้ เวลาอยู่ต่อหน้ากันสามคนไง แต่เราเป็อะไร ทำตัวทะเลิ่กทะลั่ก" คนร่างสูงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เหมือนราวกับว่าเป็เื่ปกติ ที่ต่อไปนี้หนุ่มร่างบางจะต้องเจอบ่อยๆ
แต่หนุ่มร่างบางไม่ยอมให้มันเป็อย่างนั้นแน่ "แต่ผมไม่ชิน และไม่กล้าสู้หน้ารินทร์ด้วย"
"ถึงบอกให้ฝึกไว้ไง" คนร่างสูงยังคงตีหน้ามึน หรี่ตามองหนุ่มร่างบาง ยกยิ้มมุมปากให้เล็กน้อย ทำเอาหนุ่มร่างบางเริ่มหัวเสียขึ้นมาแล้วสิ ทีนี้ความเงียบเข้ามาครอบงำ ไม่มีใครเอื่อนเอ่ยใดๆ แม้ครึ่งคำ
ส่วนหนุ่มร่างบางนั้น มือข้างหนึ่งกุมมือแฟนสาวไว้ ส่วนมืออีกข้าง ก็โดนคนร่างสูงจับไว้แน่น นั่งตัวเกร็งไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ ผ่านไปนานนับสองชั่วโมงเศษ จนหนังฉายจบทั้งสามคนพากันเดินออกมาด้านหน้าโรงหนัง
"หนังสนุกไหมคะ" สาวน้อยเสียงใสถามความคิดเห็นของแฟนหนุ่ม แต่ไหนเลยแฟนหนุ่มจะตอบ เพราะไม่มีสมาธิในการดูหนังแม้แต่น้อย คนร่างสูงเลยแทรกขึ้นมา
"สนุกไม่สนุกไม่รู้ แต่พี่เห็นคนแอบร้องไห้ด้วยแหละ"
"อุ้ย! พี่ปริชญ์เห็นด้วยเหรอคะ น่าอายจังเลย" สาวน้อยเสียงใส เอี้ยวหน้าหลบเล็กน้อย สายตาหลุบลงต่ำ กุมมือแฟนหนุ่มไว้แน่นบิดตัวไปมา
"ไม่เห็นน่าอายเลย น่ารักออก" คำพูดคนร่างสูงทำเอาหนุ่มน้อยร่างบางที่ตอนแรกไม่สนใจ กลับมาสนใจอย่างเร็ว ตาเบิกกว้างตวัดใส่คนร่างสูงพลันควัน
"กลับกันเลยไหม!" หนุ่มร่างบางพูดอย่างไม่สบอารมณ์
"กลับก็ได้ค่ะ ไม่เห็นต้องทำเสียงแบบนั้นเลย" สาวน้อยเสียงใสพูดเสียงอ่อย ทำเอาหนุ่มร่างบางได้สติทันที
"เออรินทร์เราขอโทษเราไม่ได้ตั้งใจ พอดีอินกับหนังไปหน่อย ไม่โกรธนะ" หนุ่มร่างบางรู้ตัวว่าใส่อารมณ์เกินไปเลยรีบแก้ตัว
"กลับก็ได้ค่ะ" ว่าแล้วสาวน้อยเสียงใสก็จูงมือแฟนหนุ่ม เหมือนอย่างเคย ทำเอาคนร่างสูงรู้สึกเจ็บตงิดๆ
พอเดินมาถึงลานจอดรถ ทั้งสองก็แยกตัวกับปริชญ์ "พี่ปริชญ์ขับรถดีๆ นะคะ"
"ไม่ต้องห่วงนะรินทร์" แล้วคนร่างสูงก็เดินหันหลังจากไป
สวนหนุ่มร่างบางก็ไปส่งแฟนสาวที่บ้าน โดยไม่พูดไม่จาแม้แต่ครึ่งคำ ในหัวตอนนี้ครุ่นคิดถึงเื่คนร่างสูง ไม่รู้ว่าต่อจากนี้เขาต้องเจอกับอะไรบ้าง หนุ่มน้อยร่างบางไม่คิดมาก่อนเลยว่าคนร่างสูงจะเป็แบบนี้ ไม่รู้เขาคิดถูกหรือคิดผิดที่ตกลงปลงใจไปคบด้วย