บทที่ 4 ตราประทับของบรรพจารย์ ทำลายเพื่อสร้างใหม่
หลายปีที่ผ่านมา ดินแดนหลิงชางมีผู้ฝึกตนแปดล้านคน และบรรพจารย์จากสำนักเต๋าต่าง ๆ มากกว่าหนึ่งร้อยท่านที่ต้องสละชีวิตในสนามรบ!
หากาครั้งนี้พ่ายแพ้ ดินแดนหลิงชางทั้งหมดก็จะกลายเป็อาหารบนจานของเทพมารจากนอกอาณาเขต
ก่อนที่จิตเทวะของลู่เยี่ยจะกลับคืนมา าครั้งใหญ่ก็สิ้นสุดลงในที่สุด
กองทัพเทพมารที่ลงมาจากนอกอาณาเขตนั้นล้วนพินาศจนสิ้น!
ในขณะที่ทางด้านดินแดนหลิงชางเหลือเพียงท่านบรรพจารย์ระดับสูงสุดสิบเก้าท่านที่ล้วนแต่สละชีพทั้งหมด
ในสนามรบนอกอาณาเขตทั้งหมดมีเพียงลู่เยี่ยคนเดียวเท่านั้นที่มีชีวิตรอดกลับมา
และดวงดาวทั้งสิบเก้าดวงที่ลอยอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกของลู่เยี่ยในยามนี้ ก็คือสิ่งที่บรรพจารย์ทั้งสิบเก้าท่านทิ้งไว้ก่อนสิ้นชีพในา
ไม่นาน ลู่เยี่ยก็รวบรวมความคิด มุ่งความสนใจไปที่การฝึกฝนของตนเอง
ครืน!
พร้อมกับเสียงคำรามของพลังปราณราวกับสายลมและฟ้าร้อง พลังบำเพ็ญของลู่เยี่ยก็เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
พลังบำเพ็ญของลู่เยี่ยจากเดิมที่อยู่ในขอบเขตชักนำิญญาขั้นเก้าก็ตกฮวบลงไปถึงขอบเขตชักนำิญญาขั้นหนึ่ง
บัดนี้พลังบำเพ็ญทั้งหมดของเขาถูกตัวเองทำลายไปเสียสิ้น!
ในช่องตันเถียนของร่างกาย มีเพียงพลังปราณแท้ที่พลุ่งพล่านราวกับกระแสน้ำเชี่ยวเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่
"ไม่ทำลายก็ไม่สร้าง ทำลายแล้วจึงจะสร้างได้!"
"บรรดาผู้าุโเ่าั้พูดไม่ผิด ข้าเพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตชักนำิญญา ยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้ หากทะลวงไปถึงขอบเขตตำหนักิญญาแล้ว ก็คงไม่มีโอกาสเช่นนี้อีก..."
ขอบเขตชักนำิญญาเป็ขอบเขตแรกของการฝึกฝน แบ่งออกเป็เก้าขั้น
สิ่งที่ถูกหล่อหลอมคือิั เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก เื อวัยวะภายใน จุดชีพจร เส้นลมปราณ และจิตเทวะ
นี่คือจุดเริ่มต้นของการฝึกฝน
"แม้ว่าเดิมรากฐานแห่งเต๋าของข้าจะแข็งแกร่ง จนนับว่าโดดเด่นในหมู่คนวัยเดียวกัน แต่สุดท้ายก็ยังจำกัดอยู่เพียงแค่ในต้าเฉียนเท่านั้น เหมือนกบที่อยู่ก้นบ่อไม่มีผิด"
หลังจากได้พบเห็นโลกกว้าง ลู่เยี่ยจึงตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า ไม่ว่าจะมีรายชื่อบนกระดานจัดอันดับสุดยอดอัจฉริยะแห่งต้าเฉียน หรือเป็จ้วงหยวนด้านวิถียุทธ์ในวัยเพียงสิบสี่ ก็ล้วนจำกัดอยู่เฉพาะภายในต้าเฉียนเท่านั้น
หากมองให้ครอบคลุมทั่วทั้งดินแดนหลิงชาง ความสำเร็จเพียงเท่านี้ของเขา นับว่ายังไม่เพียงพอเลย
และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ลู่เยี่ยยอมละทิ้งพลังบำเพ็ญที่มีอยู่เดิมเพื่อฝึกฝนใหม่อีกครั้ง
"เริ่มได้!"
ลู่เยี่ยละทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน เริ่มฝึกฝนใหม่อีกครั้ง
สิ่งที่เขาฝึกฝนคือคัมภีร์ของลัทธิเต๋าที่มีชื่อว่า 'คัมภีร์หลอมเก้าแห่งฮุ่นตุ้น' ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็หนึ่งในสามคัมภีร์มหัศจรรย์ของดินแดนหลิงชาง
เคล็ดวิชาลับนี้มีต้นกำเนิดมาจากบรรพจารย์กู้เจี้ยนหลู ผู้ก่อตั้งสำนักเต๋าฝูเยาในดินแดนหลิงชาง
กู้เจี้ยนหลูกับลู่เยี่ยนั้น ทั้งสองเป็สหายต่างวัยกัน
เคล็ดวิชานับนี้เป็หนึ่งในตราประทับจากบรรพจารย์สิบเก้าท่านในทะเลแห่งจิตสำนึกของลู่เยี่ย เป็สิ่งที่กู้เจี้ยนหลูทิ้งเอาไว้
และวิชาสืบทอดระดับบรรพจารย์เช่นนี้ ลู่เยี่ยยังมีอีกมากมาย...
สาเหตุที่ลู่เยี่ยเลือกฝึกฝนคัมภีร์หลอมเก้าแห่งฮุ่นตุ้น เป็เพราะคำแนะนำร่วมกันจากบรรพจารย์ทั้งสิบเก้าท่าน
พวกท่านเห็นพ้องกันว่า ใน่เริ่มต้นของการฝึกฝน เคล็ดวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดนี้จะช่วยสร้างรากฐานแห่งเต๋าที่ไร้เทียมทานให้แก่ลู่เยี่ยได้
ครืน!
พลังปราณทั่วร่างของลู่เยี่ยเดือดพล่าน ราวกับว่ามีกระแสน้ำวนแห่งความโกลาหลกำลังหมุนอยู่ในร่างกายของเขา
เมื่อพลังปราณที่รวมตัวกันในช่องตันเถียนเริ่มหมุนเวียน พลังบำเพ็ญทั้งร่างค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้น
ขอบเขตชักนำิญญาขั้นหนึ่ง
ขั้นสอง
ขั้นสาม
...
จนกระทั่งผ่านไปสองชั่วยาม พลังปราณทั้งหมดที่สะสมอยู่ในตันเถียนของลู่เยี่ยก็ได้ถูกหลอมรวมจนหมดสิ้น
อย่างไรก็ตาม พลังบำเพ็ญของเขาเพิ่งจะทะลวงขอบเขตไปถึงขอบเขตชักนำิญญาขั้นสี่เท่านั้น
เทียบกับจุดสูงสุดในอดีตของเขาแล้ว มันก็ยังลดลงไปถึงห้าขั้น
แต่ถึงอย่างนั้นลู่เยี่ยกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า พลังบำเพ็ญขอบเขตชักนำิญญาขั้นสี่ที่ฝึกฝนใหม่นั้น เหนือกว่าขอบเขตชักนำิญญาขั้นเก้าในอดีตของเขามาก
การค้นพบนี้ทำให้ลู่เยี่ยรู้สึกตกตะลึง
จากเื่นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า คัมภีร์หลอมเก้าแห่งฮุ่นตุ้นซึ่งเป็หนึ่งในสามคัมภีร์มหัศจรรย์ของดินแดนหลิงชางนั้น ช่างน่าอัศจรรย์เพียงใด!
"หืม? นี่คือ..."
ไม่นาน ลู่เยี่ยก็สังเกตเห็นว่า จากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายของเขามีกระแสความอบอุ่นที่บริสุทธิ์และพลุ่งพล่านไหลออกมาอย่างช้า ๆ
นั่นคือพลังของสมุนไพริญญาหายากต่าง ๆ ที่เคยถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกาย บัดนี้ก็ได้ปรากฏออกมาตามการฝึกฝนของเขาแล้ว
"อย่าบอกนะว่า ใน่สามปีที่ข้าหลับใหลไป ตระกูลกังวลว่าข้าจะสิ้นลม จึงได้หลอมละลายสมุนไพริญญามากมายเพื่อช่วย 'ต่อลมหายใจ' ให้ข้า?"
"ต้องเป็เช่นนั้นแน่!"
"ไม่เช่นนั้นพลังของสมุนไพริญญาเหล่านี้จะปรากฏในร่างของข้าได้อย่างไร?"
เมื่อลู่เยี่ยคาดเดาสาเหตุได้ หัวใจของเขาพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้น
ที่แท้ใน่สามปีที่เขาหลับสลบไสล ตระกูลก็ไม่เคยละทิ้งเขาเลย
หลังจากนั้นลู่เยี่ยก็จมอยู่ในการฝึกฝน จนลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปโดยสิ้นเชิง
และเขาย่อมไม่รู้ว่า บนฝ่ามือขวาของเขา ภาพลายเส้นลึกลับของผังดาบเก้าคุมขังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ
หากมองให้ใกล้ ๆ จะเห็นว่า ในลวดลายนั้น หมอกฮุ่นตุ้นค่อย ๆ กระจายออก เผยให้เห็นคุกทั้งเก้าแห่งที่เต็มไปด้วยความโกลาหลอย่างชัดเจน!
แต่ละแห่งใหญ่ราวกับหุบเหวลึก แต่ละแห่งต่างก็ถูกปกคลุมอยู่ด้วยตราผนึกชั้นหนึ่งที่ราวกับเป็สิ่งต้องห้าม
และตราผนึกเ่าั้เปรียบเสมือนโซ่ตรวนแห่งกฎระเบียบ!
จนกระทั่งยามรุ่งสาง พลังบำเพ็ญของลู่เยี่ยก็ได้ทะลวงถึงขอบเขตชักนำิญญาขั้นหก
ภายในเพียงค่ำคืนเดียว เขาทำลายแล้วสร้างใหม่ พลังบำเพ็ญทะลวงถึงขั้นหก!
เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ แม้พลังบำเพ็ญจะลดลงไปสามขั้น แต่ความแข็งแกร่งก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
"ถึงเวลาต้องไปพูดคุยกับว่าที่พ่อตาของข้าแล้ว..."
เช้าวันนั้น ลู่เยี่ยก็ออกเดินทางจากตระกูลลู่ มุ่งหน้าไปยังหอจันทรา...
...
"พี่หญิง ลู่เหล่าเอ้อร์ออกเดินทางแล้วขอรับ!"
ในเช้าวันเดียวกัน พานอวิ๋นเฟิงมาหาพานอิ๋งซิ่วผู้เป็พี่สาวด้วยความตื่นเต้น
"เป็ไปตามที่ท่านคาดการณ์ไว้จริง ๆ เ้านั่นไปหาฉินอู๋ซางเพื่อสะสางบัญชีแค้นแล้ว!"
พานอิ๋งซิ่วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ลู่เหล่าเอ้อร์มีนิสัยหยิ่งผยองจองหอง ทำการใดหาได้คำนึงถึงผลที่ตามมา เมื่อเขารู้ว่าหอจันทราถูกว่าที่พ่อตาของตนแย่งชิงไป เขาย่อมกลืนความอัดอั้นไม่ลงเป็ธรรมดา!"
เมื่อวานนี้ในห้องโถงพิธีศพของตระกูลลู่ ลู่เยี่ยได้่ชิงตำแหน่งประมุขตระกูลอย่างบ้าอำนาจ ทำให้แผนการของนางพังลง ในใจของนางรู้สึกอัดอั้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ที่ตอนนั้นนางเลือกที่จะถอย เหตุผลประการแรก นางสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติในตัวลู่เยี่ยที่ฟื้นคืนชีพมาจากความตาย
และประการที่สอง นางเพียงแต่ยังไม่้าเปิดเผยความขัดแย้งกันต่อหน้าผู้คนก็เท่านั้น
"พี่หญิง ยามนี้ลู่เยี่ยก็เป็ประมุขตระกูลลู่แล้ว เขามีคุณสมบัติที่จะตราประทับทองแดงของตระกูล"
พานอวิ๋นเฟิงกล่าวว่า "ท่านก็เคยพูดเองว่า ตราประทับทองแดงที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษนี้ คือกุญแจที่ใช้เปิดดินแดนลับในที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่"
"ในสถานการณ์เช่นนี้ หากฉินอู๋ซางจับตัวลู่เยี่ยได้ สมบัติในดินแดนลับของตระกูลลู่จะไม่ตกอยู่ในมือของฉินอู๋ซางหรือขอรับ?"
พานอิ๋งซิ่วส่ายหน้า "ในเมื่อลู่เยี่ยกล้าไปที่หอจันทรา แสดงว่าเขาย่อมมีที่พึ่ง ฉินอู๋ซางไม่แน่ว่าจะทำสำเร็จ"
พานอวิ๋นเฟิงหัวเราะราวกับได้ยินเื่ขบขันที่สุดในโลก "ฉินอู๋ซางเป็ปรมาจารย์ยุทธ์แห่งขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในสิบอันดับแรกของชางโจว ลู่เยี่ยจะเอาอะไรไปต่อกรกับปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์?"
พานอิ๋งซิ่วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "เ้าไม่จำเป็ต้องสนใจเื่พวกนี้ ไม่ว่าฉินอู๋ซางหรือลู่เยี่ยจะชนะ พวกเราเพียงแค่รอดูความสนุกก็พอ!"