ร่างของเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง บัดนี้นอนทอดกายสงบนิ่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หนา ใบหน้าที่เคยคมสันดุดันบัดนี้กลับซีดเผือดหม่นหมองจนเกือบเป็สีเทาราวกระดาษ ฉลองพระองค์ชุดรบถูกกรีดออกเผยให้เห็นาแฉกรรจ์กลางพระอุระ หอกใหญ่พุ่งเข้าทะลวงผ่านเกราะหวาย ปักลึกลงไปในกล้ามเนื้ออกด้านซ้าย แม้เพชรฆาตผู้ซัดหอกเข้าใส่จะสิ้นใจไปแล้ว แต่พิษสงของมันยังคงค้างคาทำงานอยู่ เืสีแดงคล้ำไหลซึมออกมามิขาดสาย ราวกับตาน้ำที่ไม่มีวันแห้งเหือดไปจากบึงหนอง
มีเพียงเสียงหัวใจที่ยังคงเต้นแ่เบาอ่อนแรงจนแทบไม่ได้ยิน และเสียงหอบหายใจที่ติดขัดเป็ระยะ ร่างกระตุกเกร็งจนผู้ที่เฝ้ามองอยู่รอบข้าง ต่างต้องกลั้นลมหายใจตามคนเจ็บที่กำลังถูกช่วยเหลือ
หมอหลวงประจำกองทัพ ในวัยชราร่วงโรยผมเผ้าขาวโพลน มือสั่นเทาขณะประคองถ้วยยาสมุนไพรสีเข้ม จ่อเข้าปากเ้าชีวิต เขาพยายามใช้คีมเหล็กคีบชิ้นส่วนโลหะแลเศษผ้าที่ติดค้างอยู่ในาแ ออกมาอย่างระมัดระวัง ทุกครั้งที่เครื่องมือััโดนผิวกาย ร่างของเ้าขุนคำหลวงจะกระตุกเฮือก แต่ดวงตากลับยังคงปิดสนิท ไม่มีแม้แต่เสียงร้องทรมานหรือเ็ป
"ท่านหมอ...เหตุใดเืจึงมิหยุดไหลเสียที!" เ้าโยนยางคำเอ่ยถามขึ้นด้วยความร้อนใจ ขณะที่กำลังช่วยกดห้ามเืด้วยผ้าขาว ที่บัดนี้กลายเป็สีแดงฉานไปทั้งผืน รวมทั้งมือของพระองค์
หมอหลวงเงยหน้าขึ้น ดวงตาฝ้าฟางเต็มไปด้วยความจนใจ "หอกนี้มิใช่หอกธรรมดาพระเ้าข้า มันถูกอาบไว้ด้วยพิษ แลแผลก็ยังกว้างเกินกว่าจะสมานได้ด้วยยาผงแลขี้ผึ้งยา ทรงเสียพระโลหิตไปมากนัก...หากผ่านพ้นคืนนี้ไปไม่ได้ เห็นที..." หมอหลวงละคำพูดไว้ ในจุดที่ทุกคนต่างเข้าใจ พร้อมกับก้มลงบริกรรมคาถาเรียกขวัญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่มือหนาหยาบกร้านก็เร่งปิดแผลห้ามเื แลทำความสะอาดาแ เท่าที่ตนจะทำได้
เ้าพรหมเสกยืนกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ สายตาจ้องมองดูพี่ชายที่เพิ่งประกาศชัยชนะอย่างเกรียงไกรไปเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน แต่บัดนี้กลับต้องมานอนพะงาบ ๆ อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่หัวอก หากพระองค์ว่องไวมากกว่านี้ หากพระองค์สังเกตเห็นทหารเดนตายผู้นั้นก่อนผู้ใด...เ้าขุนคำหลวงในยามนี้ คงล้มหัวนอนหลับฝันดี มิใช่นอนจมเืเป็ตายหารู้จุดหมายเยี่ยงนี้
ใจหมายหวังให้เ้าขุนอินทร์ถวาย เร่งจัดหาหมอดียาทิพย์จากสุวรรณโคมคำมาช่วยเหลือให้ทันท่วงที แต่อีกใจหนึ่งก็รู้ดีว่า ระยะทางและการเดินทางนั้น ยาวไกลเกินกว่าลมหายใจที่รวยรินของพระเชษฐาจะอดรนทนรอได้ไหว
‘เ้าพี่...พระองค์สั่งว่าห้ามมิให้ผู้ใดมารุกรานแผ่นดิน แต่ในยามนี้ กลับจะมาละทิ้งแผ่นดินไปเสียเองเช่นนี้ฤา?'
เ้าพรหมเสกรำพึงแ่เบา น้ำเสียงสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน สายตาก็จับจ้องมองแต่คนเจ็บ เนื้อตัวยังคงเปรอะเปื้อนฝุ่นดินแลคราบเืแห้งกรัง ผมเผ้าที่ยกเกล้าม้วนมวยก็หลุดรุ่ยดูไม่งาม
“บาทเ้า…ไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนผ้าใหม่เถิดหนา เปลี่ยนผ้าแล้ว ค่อยมาเฝ้าดูอาการเ้ามหาอุปราชก็ยังมิสาย”
ไอ้แสนอินถาคลานเข่าเข้ามาหาผู้เป็นาย ด้วยเห็นว่าั้แ่กลับจากทำศึก ก็เอาแต่เก็บองค์เฝ้ามองแต่กับคนเจ็บ ไม่สนใจองค์เองว่าจะหิวไหมเหนื่อยไหม พาลเอาขี้ข้าได้แต่แอบห่วง เกรงผู้เป็นายจะเจ็บไข้ล่มหมอนนอนเสื่อไปเสียอีกคน
เ้าพรหมเสก เพียงแค่หันไปปรายตามองดูบริวารตน ที่นั่งบนลานหญ้าหน้าพลับพลา ทุกคนล้วนมีสภาพไม่ต่างจากพระองค์
“อีกประเดี๋ยวเถิดไอ้อินถา กูขอเฝ้าพี่กูอีกสักหน่อยเถิด พวกมึงเหนื่อยแล้วก็ไปกินข้าวปลาหลับนอนกันเถิด”
“เช่นนั้นข้าพเ้า จะจัดเตรียมน้ำท่าผ้าใหม่แลอาหาร ไว้คอยท่าให้ฝ่าพระบาทในพลับพลาหนาพระเ้าข้า”
ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าตอบ อินถาจึงถอยห่างออกมา ปล่อยให้ผู้เป็นายอดรนทนรอเฝ้าดูอาการผู้เป็พี่ชายต่อไป
สุดท้ายหมอหลวงตัดสินใจที่จะใช้เหล็กนาบสำหรับลงทัณฑ์ เผาไฟจนแดงโร่ก่อนจะนำมาจี้ปิดปากแผลขนาดใหญ่แทนการเย็บ เสียงเนื้อไหม้ดังฉ่าขึ้น พร้อมกับควันสีขาวที่มีกลิ่นเนื้อสดไหม้ไฟฉุนกึก ร่างของเ้าขุนคำหลวงแอ่นขึ้นด้วยความเ็ปสุดขีด แขนขาที่ถูกมัดถูกรั้งแน่นจนดิ้นไม่หลุด ก่อนจะนิ่งสนิทไปพร้อมลมหายใจแ่เบาจนดูเหมือนจะหยุดนิ่ง
บรรยากาศภายนอกพลับพลาเริ่มมืดค่ำย่ำลง เสียงเสือกรรโชกแย่งทึ้งซากศพ เสียงหมาป่าเห่าหอนรับกันเป็ทอด ๆ ราวกับว่าพวกมันกำลังมาดักคอยท่าขบกัดแทะกินเอาดวงิญญาผู้กล้า ให้ลาลับไปแดนแถน ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วค่ายพักทหาร ที่เพิ่งผ่านศึกหนักผ่านพ้น ทุกคนต่างสวดมนต์อ้อนวอนต่อพญาแถนแลพญานาคแห่งสายน้ำของ...ขออย่าให้ชัยชนะครั้งนี้ อย่าได้ต้องแลกกับการสูญเสียเสาหลักแห่งสุวรรณโคมคำไปเลย
ค่ำคืนนั้น รอบพลับพลาหลวงหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ ลมป่าที่เคยพัดยอดไม้ไหวเอนบัดนี้กลับนิ่งสงบ มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดร้องระงม คล้ายเสียงโหยหวนของิญญาข้าศึกหลงทาง ที่ยังวนเวียนอยู่รอบเนินสังหาร แสงจากกระถางคบเพลิงด้านนอกวูบไหว สะท้อนเงาของทหารยามที่ยืนนิ่งราวกับรูปจำรัส ทุกคนต่างตกอยู่ในอาการขวัญเสีย เมื่อทราบข่าวว่าจอมทัพของพวกตน กำลังสู้รบอยู่กับพญามัจจุราชเพื่อกลับคืนมาเมืองคน
ภายในพลับพลาหลวงที่โกลาหลเมื่อ่หัวค่ำ ในยามนี้กลับหนักหนามิต่างจากเดิม ความกดดันพุ่งถึงขีดสุดในหัวใจของทุกคน จนแทบหายใจไม่ออก เ้าขุนคำหลวงผู้เป็จอมทัพ นอนสงบนิ่งอยู่บนแคร่ไม้ที่ทั้งแข็งและเย็น ผิวกายที่เคยคล้ำแดดอย่างชายชาตรี บัดนี้เปลี่ยนเป็สีซีดเผือดราวกับผืนผ้าขาวไร้มลทิน เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มพระนลาฏ(หน้าผาก) แต่กลับมีความเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง
แผลที่ถูกจี้ด้วยเหล็กแดงยังคงมีน้ำยางน้ำเืสีดำซึมไหลออกมา พิษจากหอกเริ่มแผ่กระจาย จนปรากฎเห็นเป็เส้นเืสีดำเข้ม ลามขึ้นมาตามแผ่นอกและลำคอ หมอหลวงต้องคอยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นซับองค์อยู่ตลอดเวลา ด้วยไม่รู้จะหาวิธีใดมารักษา พลางส่ายหน้าด้วยความสิ้นหวัง
พระทัยเต้นแ่เบาจนต้องแนบหูฟัง เสียงหอบหายใจติดขัดเป็ห้วง ๆ คล้ายดั่งคนกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงน้ำลึก บางคราพระองค์จักละเมอออกมาเป็คำที่ฟังไม่ได้ศัพท์ มือหนาที่เคยจับดาบของ้าวอย่างมั่นคง บัดนี้สั่นระริกและไขว่คว้าไปในอากาศ ราวกับกำลังไล่คว้าหาเอาชีวิตของตนที่กำลังหลุดลอย
เ้าพรหมเสกยังมิจากไปไหน ทรงนั่งขัดสมาธิอยู่แทบเท้าพระเชษฐา ดาบคู่เหล็กกล้าวางพาดบนตัก ดวงตาที่ดุดันบัดนี้แดงก่ำด้วยความล้าและโศกเศร้า พระองค์ไม่ยอมเสวยน้ำแลอาหารแม้แต่คำเดียว จิตใจจดจ่ออยู่กับการสังเกตลมหายใจของผู้เป็พี่ชาย ทุกครั้งที่ลมหายใจของเ้าขุนคำหลวงขาด่ เ้าพรหมเสกจะสะดุ้งสุดตัวพลางขยับเข้าไปใกล้ เพื่อััวรกาย หมายให้ผู้พี่รู้ตัว ว่ามีใครอีกคนที่เฝ้ารออยู่เคียงกาย หาใช่โดดเดียวต่อสู้แค่เพียงลำพัง
"อย่าเพิ่งทิ้งกูไป...เ้าพี่…" พระองค์กระซิบแ่เบาข้างกายคนเจ็บ "แผ่นดินยัง้าพระองค์ ลูกเมียพระองค์ยังคงรอคอยให้พระองค์กลับไป อย่าเพิ่งยอมแพ้แก่พญามัจจุราชตอนนี้เลยหนา พี่ข้า…"
ทันใดนั้น เสียงนกแสกก็ร้องดังขึ้นเหนือหลังคาพลับพลาหลวง ส่งเสียงบาดแก้วหูในคืนวันอันเงียบสงัด หมอหลวงถึงกับสะดุ้งจนทำถ้วยยาร่วงหล่นตกแตกกระจาย กลายเป็เศษกระเบื้องดินเผาอยู่บนพื้น
"ไอ้นกผี! ช่วยกันไล่มันไป!" ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าพลับพลาอุทานออกมาด้วยความกลัว ตามความเชื่อโบราณที่เล่าสืบกันมา มันคือสัญญาณของฑูตผี มันมาเพื่ออุ้มรับเอาดวงิญญาของผู้สูงศักดิ์ที่นอนเจ็บให้จากไป