เล่ม1
บทที่1จุดเริ่มต้นบนจุดจบ
เสียงสวดบริกรรมคาถาดังอึงอนสะท้อนสะท้านแก้วหูผสานเข้ากับเสียงโหยหวนจับจิตของเหล่าคนมากมายที่ได้รับฟังบทคาถาดังกล่าว คนเ่าั้บ้างตีอกชกหัวตัวเองบ้างฉีกกระชากิัราวกับคนที่ไร้สติเสียการควบคุมร่างกายแลจิตใต้สำนึกก็ปาน ที่ร้ายกว่านั้นถึงกับใช้อาวุธหรือของมีคมทิ่มแทงใส่ร่างของตนเองจนสิ้นใจตายไปก็มี
ท่ามกลางเสียงบทสวดและเสียงร้องอันโหยหวนมีกลุ่มคนที่มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยคนยืนล้อมรอบอยู่ พวกมันล้วนสวมชุดคลุมสีแดงอิฐกลางหลังปักลวดลายอักขระที่ก่อรูปคล้ายดวงอาทิตย์สีทอง ทั้งหมดล้วนอยู่ในท่าประนมมือข้างเดียวระดับหน้าอกปากของพวกมันขยับขึ้นลงอย่างเป็จังหวะ ท่องบทสวดที่กำลังดังสะท้อนสะท้านไปมาในขณะนี้
บทสวดนี้มิรู้ว่ามีเนื้อหาเช่นไร แต่พอหลุดออกจากปากของคนเ่าั้กลับคล้ายมีรูปอักษรโบราณกระจ่างใสลอยละลิ่วไปมาในบรรยากาศเมื่อตัวอักษรดังกล่าวกระทบต้องผู้ใด มันจะสร้างความคล้อยตามและจูงใจให้คนผู้นั้นกระทำในสิ่งที่มิอาจควบคุมตนเช่นนั้นจึงไม่แปลกที่มีกลุ่มคนที่คลุ้มคลั่ง ถึงขนาดทำร้ายร่างกายของตนเองเมื่อได้ฟังการบริกรรมคาถานี้
เนิ่นนานบทสวดจึงแปรเปลี่ยนเป็บทใหม่ บทสวดใหม่นี้กลับมีจังหวะที่รวดเร็วกระชั้นชิดขึ้นกลุ่มคนที่ได้ฟังถึงกับล้มกลิ้งไปนอนทุรนทุรายอยู่บนพื้น อาการที่พวกมันแสดงออกมาดูเหมือนกำลังเ็ปทรมานยิ่งบ้างก็ตัวขดงอ บ้างมีใบหน้าเหย๋เกร บางคนถึงกับมีโลหิตไหลออกจากทวารทั้งห้าและสิ้นใจตายในบัดดล!
“โอยยยย!”
“อ๊ากกกก!”
“ทรมานเหลือเกิน"
“ไว้ชีวิตพวกเราด้วย"
เสียงร้องด้วยความเ็ปทรมานกำลังดังขึ้นเรื่อยๆไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง แต่แล้วในกลุ่มคนที่กำลังล้มกลิ้งอยู่พลันมีบุคคลผู้หนึ่งฝืนร่างกายอันโซซัดโซเซลุกยืนขึ้นบุคคลผู้นี้กัดฟันกรอดพร้อมถลึงตามองเหล่าคนที่สวมชุดคลุมสีแดงอิฐด้วยแววอาฆาตแค้นแต่ก่อนที่มันจะได้กระทำในสิ่งใดต่อ ตัวอักษรไร้ลักษณ์จากบทสวดที่ลอยละลิ่วไปมาทั่วบริเวณก็พลันจู่โจมเข้าใส่มรรคจิตของมันจนมันแทบล้มทั้งยืนและกลับไปนอนดิ้นทุรนทุรายดั่งเช่นคนอื่นอีกครั้ง
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
บุคคลผู้นั้นะโเสียงดังก้อง พร้อมกับมือขวาของมันได้ตวัดดรรชนีออกไปยังเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง!!!!
เสียงดังสนั่นราวกับอัสนีบาตฟาดลงยังใจกลางของกลุ่มคนที่กำลังท่องบทสวดเมื่อลำแสงสีทองเจิดจรัสพุ่งวาบฝ่าอากาศทะลวงผ่านฝ่ามือของบุคคลผู้หนึ่งที่กำลังท่องบทสวดจนฝ่ามือของมันทะลุส่งให้ฝ่ามือของมันเกิดรูโหว่ขนาดเท่ากำปั้นและมีไฟสีทองเรืองรองเผาไหม้ราวกับจะไม่มีวันดับมอด
“อ๊ากกก!”
ครานี้เป็คราวของกลุ่มคนที่ท่องบทสวดต้องร้องเสียงหลงด้วยความเ็ปบ้างทั้งดรรชนีดังกล่าวยังไม่หยุดยั้งเพียงเท่านั้น มันยังตวัดส่งลำแสงสีทองสังหารคนไปนับสิบสร้างความตื่นตระหนกแก่กลุ่มคนที่กำลังท่องบทสวดยิ่ง ส่งผลให้บทสวดต้องชะงักลงและกลุ่มคนชุดคลุมแดงอิฐต้องถอยหลังกลับไป
แต่เพียงชั่วอึดใจ บุรุษชราอายุประมาณห้าสิบเศษสวมชุดคลุมสีแดงชาด มีลวดลายอักขระสีทองที่ก่อรูปคล้ายดวงอาทิตย์ปักอยู่กึ่งกลางด้านหลังก็พลันก้าวเดินเข้ามาอย่างไม่ช้าไม่เร็วบุรุษชราผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเคร่งขึม ผมเผ้าหนวดเคราของมันมีสีขาวราวไหมเงินชั้นดีมันแสดงสีหน้าแย้มยิ้มราวผู้หลุดพ้น เหล่าคนชุดคลุมสีแดงอิฐเมื่อเห็นมันต่างพากันหมอบกราบกรานด้วยความเคารพศรัทธาแลเลื่อมใสถึงขีดสุดภายใต้ความเคารพเลื่อมใสและศรัทธานี้ยังแฝงไว้ด้วยความเกรงกลัวอย่างปิดไม่มิด พวกมันล้วนกล่าวอย่างพร้อมเพรียง
“คำนับ ธรรมบาลคาถา”
บุรุษชราผู้ถูกเรียกขานว่าธรรมบาลคาถายังคงแสดงสีหน้าแย้มยิ้มแก่คนของตนมันผงกศีรษะให้คนเ่าั้คราหนึ่ง ก่อนหันมากล่าวกับบุคคลผู้ที่ดิ้นรนตวัดดรรชนีสังหารคนเพื่อหวังเอาชีวิตรอดผู้นั้น
“เอกดรรชนีผลาญสุริยันแห่งตระกูลเฟยนับว่าร้ายกาจอย่างที่เล่าขานสืบต่อกันมาจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ฝักใฝ่ในทางมารเช่นนั้นจึงจำเป็ต้องถูกกวาดล้าง! และก็เป็ที่น่าเศร้าใจนักที่ตระกูลบรรพบุรุษนับพันปีจะต้องมาล่มสลายในรุ่นของเ้า"
บุคคลที่ใช้ดรรชนีสังหารเหล่าคนชุดแดงอิฐไปเมื่อครู่มันยกยิ้มอย่างขมขื่นก่อนกล่าววาจาโต้ตอบกับบุรุษชราคนดังกล่าว
“กลุ่มคนที่เอาความเชื่อของตนเองเป็ที่ตั้งและเหมารวมผู้ที่คิดต่างว่าเป็พวกนอกรีตจะนับว่าประเสริฐได้อย่างไร"
“เฮอะ โลกแห่งนี้มีเพียงแสงสว่างจากเทวะวจนะเท่านั้นที่แท้จริงเต๋าและเชนล้วนเป็พวกนอกรีตทำลายกฎเกณฑ์ธรรมชาติทั้งสิ้น จนบัดนี้พลังธรรมชาติยากฟื้นฟูโลกเสื่อมโทรม ทุกสรรพสิ่งได้รับผลกระทบ เหมาะสมแล้วที่จะถูกผู้คนทั้งปฐียกให้เป็เหล่ามวลมารอันน่าเกลียดชังและเหมาะสมแล้วที่ผู้คนจะศรัทธาเลื่อมใสพวกเราในฐานะผู้กอบกู้ ผู้ปราบปรามเหล่ามารร้ายและผู้คืนสมดุลพลังธรรมชาติกลับสู่โลก พวกเรามีหน้าที่จัดการคนที่หลงผิดคิดจะดึงเอาพลังธรรมชาติไปใช้ในทางที่ผิดพวกเราเป็แสงสว่างนำทางให้แก่โลกแห่งนี้"
“ข้าเศร้าใจนัก"
“พวกเ้าเลือกเดินทางมาร ปฏิเสธแสงแห่งเทวะสมควรแล้วที่จะเศร้าเสียใจ"
บุคคลผู้นั้นหัวเราะอย่างขมขื่น
“ฮ่าฮ่าฮ่า ที่ข้าเศร้าใจเป็เพราะเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษข้าต้องมาแปดเปื้อนและต้องมาจบสิ้นในยุคของข้า‘เฟยอวู่เสียน' ผู้นำตระกูลเฟยผู้นี้ อีกทั้งตระกูลเฟยของข้านับแต่ท่านบรรพชนเฟยหลงผู้ก่อตั้งตระกูลล้วนอุทิศตนเพื่อผืนปฐีแห่งนี้อย่างไม่มีข้อแม้หรือหวังผลประโยชน์ใด แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้รับจากคนทั้งปฐีกลับเป็คำสาปแช่งลูกหลานและคนในตระกูลกลับถูกไล่ล่าสังหารไปสิ้น ไร้ผืนปฐีให้หยัดยืน ไร้หลุมให้ฝังกลบไร้ที่ให้พึ่งพิง… ์ช่างอยุติธรรมนัก"
“นั่นคือจุดจบของมารตระกูลเฟย และจะเป็จุดจบของมวลมารทั่วทั้งปฐี!”
กล่าวจบ บุรุษชรามันก็ประกบฝ่ามือระหว่างอกปากขยับขึ้นลงบริกรรมคาถาอย่างเร่งเร้าเป็จังหวะ ทุกการขยับปากเปล่งเสียงของมันแฝงไว้ด้วยพลังอันลึกล้ำพิสดารและแปลกพิศวงมีพลังแกร่งกร้าวยิ่งกว่ากลุ่มคนชุดคลุมแดงอิฐสวดบริกรรมตั้งหลายเท่า และเพราะความลึกล้ำแข็งแกร่งนี้ผู้ที่ตกเป็เป้าของรูปอักษรโปร่งแสงที่ลอยละลิ่วไปมาจึงมิอาจยืนหยัดมีชีวิตได้อีกต่อไป
ตระกูลเฟยทุกผู้ล้วนถูกสังหารจนสิ้น!
เมื่อเบื้องหน้ามีแต่ศพเกลื่อนกราดไร้ลมหายใจธรรมบาลคาถาก็หยิบคันฉ่องออกมาจากอกเสื้อ คันฉ่องนี้เป็คันฉ่องหยกขาวที่แกะสลักรูปโครงกระดูกัโดยด้ามคันฉ่องบริเวณกึ่งกลางมีเกลียววงกลมซึ่งมองอย่างผิวเผินคล้ายกำลังหมุนวนอยู่เมื่อคันฉ่องโผล่พ้น มันก็ฉายไปยังกองซากศพที่เกลื่อนกราดแล้วดึงดูดเอาพลังิญญาของคนเหล่านี้เข้ามาเมื่อเสร็จสรรพบุรุษชราค่อยจากไป....
พันกว่าปีที่โลกผ่านกลียุคของาผู้ฝึกญาณเต๋าเชน และเทพอสูร พันกว่าปีที่โลกเกือบถึงคราวดับสลายเพราะกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าผู้ฝึกญาณพันกว่าปีมานี้ไม่มีใครรู้ความตื้นลึกหนาบางถึงเื่ดังกล่าว ผู้ฝึกญาณจึงถูกมองว่าเป็มวลมารที่สร้างความล่มสลายให้แผ่นดินพันกว่าปีมานี้ผู้ฝึกญาณจึงเริ่มทดถอยมีจำนวนเพียงหยิบมือ ต้องใช้ชีวิตภายใต้คำสาปแช่งและถูกไล่ล่าโดยกลุ่มคนที่ตั้งตนขึ้นภายใต้คำว่านิกายเทวะวจนะ
นิกายเทวะวจนะเป็ที่แพร่หลายโด่งดังและมีผู้คนเลื่อมใสศรัทธานับั้แ่ปีหลงซานที่หนึ่งพันสามสิบสามผ่านมาร่วมสามร้อยปีนิกายเทวะวจนะก็ยิ่งรุ่งโรจน์รุ่งเรือง ผู้คนทั่วทั้งปฐีไม่มีใครไม่เคารพยำเกรงยิ่งเทวะวจนะรุ่งเรือง ผู้ฝึกญาณทั้งเต๋าและเชนก็ยิ่งจมดิ่งสู่ห้วงแห่งความมืด ถูกบีบคั้นทุกวิถีทางจนกลับกลายเป็มารอันน่าหวาดหวั่นไปจริงๆเป็มารที่ผู้คนเกลียดชังทั้งปฐี ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนตามซอกหลืบแห่งความมืดอย่างคับแค้นแลรันทดเพราะเมื่อไหร่ที่พวกมันเปิดเผยตัวตน เมื่อนั้นเส้นทางของชีวิตก็จะพบกับสิ่งที่เรียกว่าความตายเฉกเช่นกับตระกูลเฟยอันโด่งดังมานับพันปีแห่งนี้!
“มาช้าไปหรือนี่…”
ที่เนินเขาสูงมีบุรุษที่ดูไปคล้ายอยู่ใน่วัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่คนผู้นี้สวมชุดสีน้ำตาลที่ถักขึ้นมาจากผ้าป่านหยาบๆ ใช้เชือกปอถักเป็สายรัดเอว มีขลุ่ยไม้ไผ่ที่ดูเก่าเกอะเสียบอยู่สายรัดเอวเลาหนึ่งบุรุษผู้นี้ดูไปคล้ายนักพรตที่อดอยากก็ปาน มันพึมพำพร้อมกับทอดสายตามองกองซากร่างที่ไร้ซึ่งชีวิตทอดกายระเกะระกะเต็มซอกหลืบของร่องเขาจากนั้นค่อยเบนสายตาทอดไปยังผืนดินแลแผ่นฟ้า ทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า
“พี่ใหญ่ทั้งสอง ข้ากลับมิอาจปกป้องลูกหลานชนรุ่นหลังของพวกท่านได้เลยข้ามิอาจรักษาความสงบให้แก่โลกดั่งที่ตั้งใจไว้ ข้ากลับไม่ได้เื่จริงๆ… เป็เพราะข้าใจอ่อนและคิดช้าจนไม่ทันการณ์ ตอนนี้พลังธรรมชาติถูกลดกฎเกณฑ์โดยพวกท่านผู้ฝึกญาณยากที่จะรุ่งโรจน์ แม้เป็เซียนก็ไร้การหนุนเสริมของพลังธรรมชาติ คงยากที่ข้าจะแก้ไขความผิดพลาดในอดีต”
คำกล่าวอันแ่เบาของมันจบลง มันก็เข้าสู่ห้วงแห่งความนึกคิดมันนึกย้อนไปถึงเมื่อเกือบสี่ร้อยปีที่ผ่านมา ณ ยอดเขาสูงที่มีแต่ความเย็นเยือกหนาวเหน็บปกคลุมตลอดทั้งปีบริเวณเขตเหนือสุดมันบังเอิญได้เดินทางท่องปฐีผ่านเนินน้ำแข็งซึ่งตั้งอยู่บริเวณดังกล่าว บังเอิญพบเด็กทารกที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากกองซากศพที่มิรู้ว่ามีอายุมาแล้วกี่ร้อยหรือกี่พันปีแรกพบพานทารก แรกพบป้ายศิลาสลักข้อความหน้าเนินน้ำแข็ง ความคิดแรกของมันคือต้องสังหารทารกผู้นี้ทว่ามีเสี้ยววินาทีหนึ่งที่มันบังเกิดความลังเล จนสุดท้ายบอกกับตนว่า ผู้ที่มีสายเืมารมิจำเป็ต้องเป็มาร หากได้รับการส่งเสริมที่ดี ผ้าขาวก็จะบริสุทธิ์สืบไปได้ มันบังเกิดเป็ความลังเลสองทางจนสุดท้ายมันก็ได้เลือกทางหนึ่ง ซึ่งการเลือกดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความรู้สึกผิดมาจนถึงบัดนี้
คิดย้อนกลับก็มิอาจแก้ไข เช่นนั้นมันจึงทำได้แต่ทอดถอนใจอีกคราก่อนจุดเพลิงสายหนึ่งขึ้นที่ฝ่ามือและทำการเผาร่างที่ไร้ชีวิตเ่าั้พร้อมทำพิธีให้พวกมันไปสู่สุขติเสร็จสรรพคนก็ล้วงเอาขลุ่ยไม้ไผ่ขึ้นมาบรรเลงบทเพลงอันโศกศัลย์เพื่อเป็การไว้อาลัยให้แก่เหล่าคนตายจากตระกูลเฟยแห่งนี้เมื่อบทเพลงสิ้นสุด มันก็เก็บขลุ่ยแล้วจ้องมองผืนดินแลแผ่นฟ้าอีกครั้ง ก่อนพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง
“ไม่มีพวกท่านแล้ว ผู้ใดจะปกป้องโลกแห่งนี้ให้คืนสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริงได้"
ก่อนร่างคนจะเลือนหายไป คงเหลือแต่จิตแห่งความไว้อาลัยแลบทเพลงอันโศกศัลย์ที่คล้ายดังสะท้อนตามซอกหลืบแลร่องหินอย่างไม่มีจุดสิ้นสุดดั่งว่าจิตใจของคนผู้นั้นก็มีแต่ความเศร้าเสียใจ แลคิดไม่ตกอย่างไร้สิ้นสุดเช่นเดียวกัน
……………………………………..
เหนือขุนเขาสูงมีสามบุรุษชราหนึ่งสตรีกลางคนในชุดคลุมสี่สีที่แตกต่างยืนเรียงรายอยู่พวกมันจ้องมองผาที่มีผนังหินเรียบรื่นราวกับถูกขัดมาอย่างดีเป็จุดเดียว ผาแห่งนี้มีขนาดกว้างใหญ่แลตั้งตระหง่านปานจะจรดแผ่นฟ้ากึ่งกลางของผามีเกลียววงกลมซึ่งมองอย่างผิวเผินคล้ายกำลังหมุนวนอยู่ปกติหลังจากที่พวกมันสังหารผู้ที่มีพลังญาณหรือผู้ที่มีสายเืสืบทอดของผู้ฝึกญาณระดับสูงพวกมันจะมายังที่แห่งนี้และถ่ายทอดพลังบางอย่างจากคันฉ่องหยกขาวที่แกะสลักรูปโครงกระดูกัที่พวกมันถือครองอยู่คนละชิ้นลงไปยังมุขสุกใสซึ่งอยู่ใจกลางเกลียววงกลมบนหน้าผา แต่วันนี้ที่พวกมันมาอย่างพร้อมเพรียงมิใช่เพื่อการนี้ที่พวกมันมาเป็เพราะจุดกึ่งกลางของผาแห่งนั้นได้เกิดปาฏิหาริย์ที่อาจจะสิบวัน สิบปีร้อยปี หรืออาจเป็พันปีจะถือกำเนิดซักครั้ง จุดกึ่งกลางเกลียววงกลมที่มีมุขอันใสกระจ่างได้ทอแสงสว่างสีขาวเจือจางออกมาโดยมิทราบว่าแสงสีขาวทอทอดออกมาั้แ่เมื่อไหร่ รู้เพียงว่าเมื่อมีเกิดขึ้นพวกมันทั้งสี่จะต้องรีบมาดูด้วยตาของตนแลจะต้องทำในบางสิ่งโดยทันที
สตรีกลางคนในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ทอดสายตาไปยังผืนฟ้าแล้วกล่าวว่า
“เื่ที่มิควรเกิดได้เกิดขึ้นแล้ว"
บุรุษชราในชุดคลุมแดงชาดประนมมือแล้วกล่าว
“โลกนี้ไม่ควรมีสายเืเหล่านี้เกิดขึ้นอีกก่อนที่ข้าจะชำระบาปมารตระกูลเฟย ปาฏิหาริย์ก็เคยสำแดงบนผาแห่งนี้มาแล้วครั้งหนึ่งหลังจากสังหารล้างไปแล้วไม่นานกลับบังเกิดขึ้นอีก ครานี้มันจะไปเกิดยังที่ใด"
บุรุษชราอีกผู้ในชุดคลุมสีดำนิลกำหมัด
“หากพวกมันถือกำเนิดขึ้นมาอีกจริง ต่อให้จะอยู่สุดหล้าฟ้าเขียวก็เพียงแค่ตามล่าสังหารเสียก็จบ"
บุรุษชราในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มส่ายศีรษะแลทอดถอนใจ
“ใยมนุษย์ถึงมองแต่ด้านที่ไม่เหมาะสมใยมนุษย์ถึงจ้องแต่จะเข่นฆ่า หากมีคนเช่นนั้นเกิดขึ้นอีกจริง ใยไม่ส่งเสริมมันให้เป็มหาบุรุษดีกว่าผลักไสให้เป็มาร"
สตรีกลางคนวัยสี่สิบเศษแต่ยังคงเค้าความงามราวกับสตรีวัยสามสิบในชุดคลุมขาวบริสุทธิ์นางนั้นกล่าวแย้ง
“สตรีมิอาจมีสองสามีฉันใด โลกนี้ก็มิอาจมีสองมหาบุรุษฉันนั้น…”
บุรุษชราในชุดคลุมแดงชาดกล่าวเสริม
“เ้าลืมคำสอนสั่งของมหาบุรุษที่แท้จริงไปแล้วหรือ”
บุรุษชราในชุดคลุมน้ำเงินเข้มส่ายศีรษะอย่างเชื่องช้าอีกครั้ง
“ข้าไม่มีวันลืม”
บุรุษชราชุดคลุมดำผงกศีรษะ
“เช่นนั้นก็ดี พวกเรามีหน้าที่ทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นอย่าได้มีสิทธิ์สงสัยในคำสอนสั่งของท่าน"
“ไปเถอะ ไปหาตัวตนของผู้ที่ทำให้เกิดปาฏิหาริย์บนผาอดีตแห่งนี้"
กล่าวจบสองบุรุษชราและหนึ่งสตรีกลางคนก็ต่างทะยานกายลงจากเขาแยกย้ายกันไปคนละทิศทางมีเพียงบุรุษชราในชุดคลุมน้ำเงินเข้มที่ยังยืนจ้องมองผาหินอันสูงใหญ่ตรงหน้าอย่างไม่วางตาเนิ่นนานมันจึงกล่าวขึ้น
“กี่ครั้งแล้วที่ต้องมีการนองเืเพราะผาแห่งนี้ผาแห่งนี้มิควรที่จะดำรงอยู่ั้แ่ต้น ผาที่ควรจะเป็จุดกำเนิดแต่กลับมีเพียงจุดสิ้นสุดเช่นนี้มิควรถูกสร้างขึ้นมาเลยจริงๆ”
เมื่อมันกล่าววาจาที่อยากกล่าวออกมาจนจบประโยคร่างคนก็พลันเลือนลางหายไปจากยอดเขาทันที ผู้อื่นล้วนมีแต่้าเข่นฆ่าสังหารล้างมวลมารหรือผู้ที่แตกต่างมีเพียงมันที่บังเกิดความคิดที่ว่า ขอให้ผาอดีตผิดพลาด จักได้ไม่มีเหตุการณ์อันนองเืเกิดขึ้นอีกให้การล่มสลายของมารตระกูลเฟยเป็จุดจบสุดท้ายของเื่ราวเหล่านี้…..