มารฟ้าพิชิตสวรรค์

    ตอนที่ 119 : เหมืองแร่

    ตอนที่ 119




    หลายวันผ่านไป หลังจากที่ชิงเทียนเริ่มออกล่า ตอนนี้เขาได้สังหารอสูรเซียน ไปมากกว่ายี่สิบตัวแล้ว โดยทั้งหมดล้วนมีพลังบ่มเพาะไม่เกินขอบเขตเซียนขั้นต้นระดับห้า ซึ่งเป็นขีดจำกัดที่เขาพอจะรับมือไหว




    “ภายในเมืองจะเป็นยังไงบ้างนะ" ชิงเทียนพึมพำออกมา ปริมาณเลือดที่จำเป็นต้องใช้ในการบ่มเพาะ ยังขาดอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งในระหว่างทาง เขาก็พบกับอสูรเซียนอีกหลายตัว ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแข็งแกร่งเกินไป จนเขาไม่อาจต่อกรได้ และทันใดนั้นเอง ชิงเทียนก็ได้ยินเสียงร้องคำรามของอสูรเซียน ซึ่งน่าจะจะอยู่ไม่ไกลมาก จึงตัดสินใจที่จะลองไปสำรวจดู




    เมื่อชิงเทียนยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ เสียงร้องคำราม และแรงสั่นสะเทือน ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด เขาก็พบกับอสูรเซียนสองตัว ที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ซึ่งฝ่ายหนึ่งเป็นกระทิง ที่มีผิวแข็งราวกับโลหะ ส่วนอีกฝ่ายเป็นจิ้งเหลน ที่มีหนามปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย โดยพลังบ่มเพาะของอสูรเซียนทั้งคู่ ล้วนอยู่ในขอบเขตเซียนขั้นต้นระดับแปด ซึ่งถือว่าเป็นราชาที่ปกครองเขตนี้เลยก็ว่าได้




    “ผิวหนังของกระทิงเหล็ก ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งก็จริง แต่เกล็ดหนามของจิ้งเหลินบรรพตเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันมากนัก ทำให้ไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบ แล้วทำไมอสูรเซียนทั้งสอง ถึงต้องต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนั้นด้วยนะ" ชิงเทียน ที่ดูสถานการณ์อยู่บนทีสูง กล่าวออกมาด้วยความสงสัย เพราะดูจากสภาพพวกมัน คล้ายว่าจะดูเหนื่อยล้ามากเต็มที จากการที่ไม่สามารถตัดสินแพ้ชนะกับอีกฝ่ายได้ ซึ่งระหว่างนั้นเอง เขาก็เหลือบไปเห็นปากถ้ำ ที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบ ทั้งยังแผ่พลังปราณ จำนวนมหาศาลออกมา จึงสันนิษฐานได้ว่า พวกมันน่าจะกำลังต่อสู้แย่งชิงถ้ำแห่งนั้น เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย




    ชิงเทียน เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ พร้อมกับคิดว่าภายในถ้ำแห่งนั้น จะต้องมีอะไรซ่อนอยู่อย่างแน่นอน และหากเขารอให้อสูรเซียนทั้งสองตัว ต่อสู้กันจนเหนื่อยล้าถึงขีดสุด ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีโอกาส สังหารพวกมันก็เป็นได้ 




    ‘รูปแบบเสริมพลัง สัมผัสห้าวิถี' 




    ชิงเทียน สร้างรูปแบบขึ้นมา เพื่อขยายการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งคล้ายกับรูปแบบของเฉินเป่ยอี้ แต่ทรงพลังมากกว่าหลายเท่า ก่อนที่เขาจะใช้เคล็ดวิชาปกปิดพลังปราณ แล้วแอบลอบเข้าไปในถ้ำ โดยที่อสูรเซียนทั้งสองตัวไม่ทันได้สังเกตุเห็น




    “ที่นี่มันอะไรกัน?" ชิงเทียน มองไปรอบๆถ้ำ ก็พบว่ามีแร่หายากหลายชนิดถูกฝังอยู่ทั่วผนัง จนดูคล้ายกับคลังสมบัติของช่างตีเหล็กเลยก็ว่าได้ และดูเหมือนว่านี่จะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะความลึกของถ้ำ ยังคงทอดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา ทำให้ให้ภายในใจของชิงเทียนในตอนนี้ ตื่นเต้นถึงขีดสุด เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่า จะมีเหมืองแร่หลบซ่อนอยู่ในป่าลึกเช่นนี้




    เมื่อชิงเทียน เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ก็เริ่มพบกับศิลาปราณ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะโดยทั่วไปแล้วศิลาปราณนั้น มักเกิดจากแหล่งที่มีพลังปราณหนาแน่น ซึ่งภายในหลายเมืองหลายแห่ง ก็มีเหมืองศิลาปราณปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง แต่ชิงเทีบนไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่า เคยมีคนค้นพบเหมืองที่มีทั้งแร่ และศิลาปราณในที่เดียวกัน




    “ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับแล้วสิ หากมีคนล่วงรู้เข้า มีหวังได้ถูกขุมกำลังอื่นแย่งชิงไปแน่" ชิงเทียนกล่าวออกมา แล้ววางรูปแบบม่านพลังปิดผนึกทางเข้า โดยใช้ศิลาปราณจำนวนมาก เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ซึ่งคาดว่าแม้แต่สัตว์อสูร ขอบเขตเซียนขั้นต้นระดับเก้า ก็ยังไม่สามารถทำลายได้โดยง่าย 




    ‘โฮ๊กกกกก!!!!' จิ้งเหลนบรรพต ค่อนข้างจะได้เปียบด้านระยะการโจมตี โดยการใช้หางที่คมดุจใบเลื่อยฟาดฟันใส่ศัตรู จนตอนนี้กระทิงเหล็ก เริ่มมีบาดแผลปรากฏให้เห็น ซึ่งในจังหวะที่จิ้งเหลนบรรพต กำลังจะปิดฉากการต่อสู้อยู่นั้นเอง ก็ได้มีกระสุนที่มองไม่เห็น พุ่งทะลวงดวงตาซ้าย จนมันต้องกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ซึ่งก็เปิดโอกาสให้กระทิงเหล็ก ใช้เขาที่ยาวกว่าสามจั้ง เสือกแทงเข้าไปยังลำคอ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของจิ้งเหลนบรรพต จนบาดเจ็บสาหัส 




    ชิงเทียน ที่เห็นว่าโอกาสได้มาถึง ก็รีบพุ่งตัวออกไป แล้วแทงดาบไปยังจุดตายของกระทิงเหล็ก ผ่านทางปากแผลตรงกลางศรีษะจนแน่นิ่งไป ก่อนจะหันไปสู้กับจิ้งเหลนบรรพต ที่ตอนนี้อยู่ในสภาพปางตาย ซึ่งเขาก็สามารถปลิดชีพมันได้อย่างง่ายดาย




    “หากสู้กับพวกมันในตอนที่ยังแข็งแรงดี มีหวังข้าคงถูกบดขยี้ ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว" ชิงเทียน กล่าวออกมา พร้อมกับนำร่างของอสูรเซียนทั้งสองตัว เก็บเข้าไปในแหวนมิติ แล้วเดินทางกลับไปยังค่ายพักแรม เพื่อนำโลหิตที่ได้มาไปบ่มเพาะพลัง ส่วนเรื่องเหมืองแร่ที่พึ่งค้นพบ คงต้องรอไปก่อน เพราะการจะขุดเอาแร่และศิลาปราณ โดยไม่ให้ได้รับความเสียหายนั้น จำเป็นต้องใช้คนงาน ที่มีทักษะและความชำนาญอยู่ในระดับสูงเลยทีเดียว




    เมื่อกลับมาถึงค่ายพักแรม ชิงเทียนและเย่เสวี่ยหลัน ก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ถูกจัดเตรียมไว้ในทันที โดยมีลักษณะคล้ายกับบ่อน้ำกลางแจ้ง ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยม่านพลัง ที่ไม่สามารถมองผ่านเข้าไปได้




    ชิงเทียนนำร่างของอสูรเซียนออกมา แล้วรีดโลหิตออกมาเติมลงในบ่อที่ว่างเปล่าจนเต็ม ก่อนที่จะมอบวิญญาณ และแก่นปราณของอสูรเซียนให้กับโกมินทร์ เพื่อนำไปบ่มเพาะพลัง 




    “หากไม่มีเรื่องสำคัญ ห้ามเข้ามารบกวนฉันเด็ดขาดเข้าใจไหม"




    “ทราบแล้วครับ..."




    หลังจากที่โกมินทร์ เดินพ้นเขตม่านพลังไป ชิงเทียนก็ทำการปิดผนึก แล้วก้าวลงไปในบ่อเลือด ด้วยแววตาที่แน่วแน่ไร้ความหวั่นเกรง ซึ่งทันทีที่ผิวหนังของเขา สัมผัสกับโลหิตของอสูรเซียน ความรู้สึกราวกับถูกเพลิงนรกแผดเผา ก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จนชิงเทียนถึงกับเปลี่ยนสีหน้าในทันที




    “ท่านยังไหวอยู่ไหม" เย่เสวี่ยหลัน เอ่ยถามด้วยความเป็นกังวล เพราะเพียงแค่ชิงเทียนหย่อนเท้าลงไปในบ่อเลือด เขาก็แสดงอาการเจ็บปวดถึงขนาดนี้ 




    “ไม่เป็นไรข้ายังทนได้อยู่" 




    ชิงเทียน ก้าวลงไปในบ่อเรื่อยๆ จนกระทั่งจมไปถึงครึ่งตัว ก่อนที่เขาจะไม่สามารถทนกับความเจ็บปวด จนต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ จากความทรมานที่คนทั่วไป ไม่อาจจินตนาการได้




    เย่เสวี่ยหลัน ที่เฝ้าดูชายหนุ่มที่ตนเองรักต้องทนทุกทรมาน ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา เพราะเธอสัญญากับชิงเทียนเอาไว้ว่า ตราบใดที่เขาไม่ร้องขอความช่วยเหลือ เธอก็ไม่สามารถเข้าไปขัดขวางการบ่มเพาะของเขาได้ จนกระทั่งหลายชั่วยามผ่านไป ความทรามานของชิงเทียนก็เริ่มทุเลาลง ในขณะที่พลังปราณของเขา ก็กำลังเพิ่มขึ้นด้วยความเร็วไม่น่าเชื่อ




    “นี่คงจะถึงขีดจำกัดของข้าแล้วสินะ" ชิงเทียน กล่าวออกมา ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ หากเขาลงไปลึกกว่านี้ มีหวังร่างกายคงรับไม่ไหวแน่ จึงทำได้เพียงแต่ต้องบ่มเพาะ ในความลึกระดับนี้เท่านั้น




    “อย่าฝืนตนเองไปเลย แค่ร่างการของท่านยังไม่แตกสลายไป ก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว"




    “นั่นสินะ หากเป็นผู้บ่มเพาะทั่วไป ที่ยังไม่ตัดผ่านถึงขอบเขตเซียนขั้นต้น คงตายตั้งแต่ก้าวเท้าลงมาแล้ว หรือว่านี่จะเป็นเพราะตราประทับ ที่อยู่บนแผ่นหลังของข้ากัน" 




    ก่อนจะลงมาในบ่อเลือด ชิงเทียนได้สร้างรูปแบบเสริมพลังให้กับร่างกาย อีกทั้งยังดูดซับเม็ดยา ที่ถูกปรุงมาเพื่อยับยั้งความเจ็บปวด และเพิ่มอัราการดูดซึมพลังปราณ แต่ทว่าทั้งหมดนี้ ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับความอบอุ่น ที่กระจายไปทั่วแผ่นหลัง ที่ช่วยให้เขาลดทอนความเจ็บปวดได้หลายส่วนเลยทีเดียว 




    *******************************




    “ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงอย่างนั้นรึ?" ภายในจวนของตระกูลฮั่น ฮั่นจื่อถงได้เค้นหาความจริงจากปากหลานชาย ซึ่งมีเพียงเรื่องของค่ายพักแรมกลางป่าใหญ่เท่านั้น ที่ฮั่นจุนเหลียนไม่ได้กล่าวออกไป 




    “ขอรับท่านปู่ ชิงเทียนเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง แต่ข้าไม่เข้าใจจริงๆว่า เหตุใดผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่งอย่างจิ่วเหม่ย จึงต้องมาเป็นผู้ติดตามเขาด้วย เป็นไปได้หรือไม่ว่า ชิงเทียนจะเป็นทายาทของผู้มีอำนาจในหัวเมืองใหญ่"




    ฮั่นจื่อถง สายหน้าราวกับไม่เห็นด้วย ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “จากที่เจ้าเล่ามา ข้าคิดว่าอย่างน้อยหญิงสาวคนนั้น น่าจะมีพลังบ่มเพาะ อยู่ในขอบเขตเซียนพิภพ ซึ่งบุคคลที่แข็งแกร่งขนาดนั้น อย่างน้อยก็ต้องมีตำแหน่งเป็นผู้อาวุโสภายในกระกูล เป็นไปไม่ได้เลยที่คนละดับนั้น จะมารับหน้าที่เป็นผู้ติดตาม เอาเป็นว่าเราคอยดูสถานการณ์ไปก่อนก็แล้วกัน"




    “ทราบแล้วขอรับ"




    “เดี๋ยวก่อน..." ฮั่นจื่อถง เอ่ยปากรั้งหลานชายที่กำลังจะเดินออกจากห้องไป “ได้ยินว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้ เจ้าตัดผ่านถึงขอบเขตเซียนขั้นต้นระดับเก้าแล้วงั้นรึ"




    “ใช่แล้วขอรับ" 




    ฮั่นจือถง เผยยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นคงถึงเวลาแล้วสินะ ที่ปู่จะต้องถ่ายทอดเคล็ดวิชา ‘กระบี่มังกรวารี' ให้กับเจ้า ในฐานะผู้นำตระกูลคนต่อไป"




    ฮั่นจุนเหลียน เบิกตากว้างในทันที เคล็ดวิชากระบี่มังกรวารี เป็นเคล็ดวิชาที่สืบทอดมาจาก ผู้อาวุโสในสำนักกระบี่พิรุณ ซึ่งการถ่ายทอดนั้น ไม่ถือว่าผิดกฏของสำนัก เพราะนี่คือเคล็ดวิชาที่ผู้อาวุโสคนดังกล่าว ได้คิดค้นขึ้นมาก่อนที่จะเข้าร่วมกับสำนักเสียด้วยซ้ำ ซึ่งในช่วงเวลาที่อายุไขไกล้จะสิ้นอายุไข เขาก็ได้มอบเคล็ดวิชานี้ให้กับฮั่นจื่อถง ในฐานะผู้สืบทอด เพื่อไม่ให้เคล็ดวิชาที่ตนเองอุสาห์คิดค้นขึ้นมา เลือนหายไปตามกาลเวลา 




    “ข้าจะไม่ทำให้ท่านปู่ผิดหวังขอรับ" ฮั่นจุนเหลียนกล่าวออกมาด้วยน่ำเสียงที่หนักแน่น ราวกับว่าเขาเฝ้ารอโอกาสนี้มานานแล้ว 




    -------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องมารฟ้าพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน