เช้าวันใหม่
หลังจากเสวยพระกระยาหารมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว เฟิงอี๋ในร่างของฟางเหรินกุ้ยเฟยก็มีรับสั่งจะเสด็จไปยังคุกหลวง ที่จองจำผู้ต้องสงสัยในคดีลอบวางพิษ
นางกำนัล และขันทีต่างหายใจกันไม่ทั่วท้องรีบเอ่ยทักท่วงว่า
“พระวรกายของพระสนมยังไม่แข็งแรง ไม่ควรเสด็จไปยังคุกหลวงที่เต็มไปด้วยไอชั่วร้าย”
“สถานที่เลวร้ายเช่นนั้น หากกระหม่อมปล่อยให้พระนางไป ฝ่าาต้องทรงพิโรธแน่ ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“ได้โปรด ถอนรับสั่งด้วยเพคะ”
พระนางทรงนิ่งฟังคำทัดทานนั้น คล้ายลมที่พัดผ่านหู หากนางไม่ลงไปสืบความด้วยตนเอง จะรู้ได้เช่นไรว่าใครที่อยู่เื้ัการลอบสังหารร่างนี้ !
เมื่อก่อนนางยอมโอนอ่อนอยู่ในตำหนัก แล้วเป็เช่นไรเล่า สุดท้ายความตายก็มาเยือนถึงตำหนัก
ฟางเหรินกุ้ยเฟยเป็ที่โปรดปรานของฝ่าาย่อมเป็ที่ริษยาในเหล่านางสนม อีกทั้งยังชอบยกหางตนเหยียบย่ำคนอื่น ศัตรูในวังหลังมีมากจนเดาไม่ได้ว่าเป็ฝีมือใครกันแน่
ร่างอ้อนแอ่นบอบบางในชุดชาววังชั้นสูงไหวกายลุกขึ้น แผ่นหลังเหยียดตรง แล้วเยื้องพระบาทมุ่งหน้าไปยังคุกหลวงโดยไม่กล่าวสิ่งใดอีก
ขันทีที่ดูแลตำหนักตะลึงตะลานเมื่อห้ามไม่ได้ก็ต้องดูแลรับใช้ให้ดีที่สุด อย่าให้พระวรกายอันเป็ที่โปรดปรายขององค์ฮ่องเต้มีรอยข่วนแม้แต่น้อย
“เ้ารีบไปเตรียมเกี้ยวให้พระสนม ! ส่วนพวกเ้าก็รีบตามเสด็จไป หากมีอะไรให้รีบมารายข้า”
ขันทีเฒ่าหันไปสั่งนางกำนัลที่ยังคงหมอบต่ำลงพื้น กว่าเหล่านางกำนัลจะลุกขึ้นตามไป ร่างของพระสนมกุ้ยเฟยก็หายลับออกจากตำหนักไปแล้ว
..............................................
ณ คุกหลวง
เกี้ยวของพระสนมกุ้ยเฟยหยุดลงที่ด้านหน้า เนื่องจากเป็สถานที่ต้องห้ามและคับแคบ จึงมีเพียงเฟิ้งอี๋และนางกำนัลข้างกายติดตามลงไปในชั้นใต้ดินได้เพียง 1 คน
ทันทีที่ก้าวย่างลงสู่ชั้นใต้ดิน ผนังทุกด้านทึบ แสงด้านนอกไม่อาจสาดส่องเข้ามาได้ จึงต้องอาศัยแสงสว่างจากคบเพลิงที่วางเป็ระยะ ๆ ยิ่งเดินเข้ามาลึกมากเท่าไหร่อากาศยิ่งน้อยลงเท่านั้น จนเฟิงอี๋รู้สึกคล้ายจะหายใจไม่ออก เหมือนมีมือที่นางมองไม่เห็นบีบรัดคอนางเอาไว้ก็ไม่ปาน
จากนั้นเสียงร้องโหยหวน พร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่าชวนคลื่นเหี้ยนก็ประทะเข้ามาทันทีที่ผู้คุมเปิดประตูบานใหญ่ให้นางเดินเข้าไป
“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”
ผู้คุมค้อมศีรษะลง ในขณะที่พระนางก้าวเข้าไปในห้องขังขนาดใหญ่ ที่มีนักโทษถูกขัง และถูกทรมาน นางกำนัลที่ติดตามนางมาก็เป็ลมไปแล้ว
เฟิงอี๋ปล่อยให้นางกำนัลผู้นั้นคอพับคออ่อนอยู่หน้าประตู นางกวาดสายตาไปทั่วห้องขัง แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า
“ผู้ต้องสงสัยคดีลอบวางยาเรา ถูกขังไว้ที่ใด ท่านโปรดนำทางแก่เราด้วย”
“ผู้ต้องสงสัยคดีลอบวางยาพิษพระสนมกุ้ยเฟยอยู่ด้านนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ผู้คุมนำทางนางไป
“พวกมันสารภาพหรือยังว่าผู้ใดใช้มันวางยาเรา”
เฟิงอี๋สอบถามข้อมูลจากผู้คุม
“เรียนพระสนม ข้อมูลการสอบเค้นจากผู้ต้องสงสัยอยู่ที่ใต้เท้าจ้าน อธิบดีกรมอาญา กระหม่อมเป็เพียงผู้คุมนักโทษจึงไม่อาจล่วงรู้รายละเอียดมากนัก”
ผู้คุมกล่าวอย่างระมัดระวัง เขารู้สึกว่าตนเองช่างดวงซวยยิ่งนักที่มาเข้าเวรตอนที่พระสนมกุ้ยเฟยเสด็จมาเยือนคุกหลวงอย่างกระทัน แล้วขอสอบสวนนักโทษด้วยตนเองเช่นนี้ ซึ่งตามระเบียบแล้วไม่สามารถกระทำได้ แต่เขาเป็ผู้คุมชั้นผู้น้อยไหนเลยจะกล้าขัดขวางพระนาง จึงได้ส่งคนให้รีบไปรายงานใต้เท้าจ้าน
เฟิงอี๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า
“งั้นเ้าพอจะทราบไหมว่า มีผู้ใดเกี่ยวข้องกับคดีนี้บ้าง”
“ตามรายชื่อผู้ต้องสงสัยที่ถูกจำในคดีนี้ มีข้อรับใช้ในห้องเครื่องเสวยตำหนักไป่เหอ ขันทีรับใช้ในวันนั้น นางกำนัลรับใช้ในวันนั้น พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม”
เฟิงอี๋ส่งเสียงในลำคอ เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้ทรงสั่งควบคุมผู้ต้องสงสัยในคดีนี้แบบหว่านแห ดังคำกล่าวที่ว่า ยอมปะาร้อยคน ดีกว่าปล่อยให้หนึ่งคนร้ายลอยนวล
“พระสนม ! พระสนมโปรดช่วยหม่อมฉันด้วย”
เสียงร้องเรียกนั้นทำให้เฟิงอี๋หยุดที่หน้าห้องขังห้องหนึ่ง นางมองเห็นนักโทษหญิงผู้นั้นถูกตรวนเหล็กพันธการไว้ทั้งมือและเท้า ตาตัวเต็มไปด้วยรอยเืแห้งกรังจากการถูกโบยด้วยแส้หนาม ริมฝีปากนางแห้งแตกจนมีเืไหลซึมออกมา แววตาของนักโทษหญิงผู้นั้นความกับมองเห็นแสงเรืองรองปรากฏอยู่ตรงหน้า
“นักโทษผู้นี้เป็ใคร”
เฟิงอี๋ถามผู้คุมแ่เบา
“อี๋เหนียง นางกำนัลในตำหนักของพระนางพ่ะย่ะค่ะ”
เขาตอบอย่างแข็งขัน แต่ในใจนั้นก็นึกฉงนว่า เหตุใดพระนางจึงจำนางกำนัลข้างกายไม่ได้
อี๋เนียงตะเกียกตะกายโผ่เข้ามาเกาะที่ลูกกรงห้องขัง จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งอย่างอยากลำบากว่า
“พระสนม..... หม่อมฉันไม่รู้เื่อันใด... ยะ ยาถ้วยนั้น หม่อมฉันเพียงแค่ทำตามรับสั่งของพระนาง !”
...................................... จบตอน.............................................