แม้ระดับการบ่มเพาะของหยานเฉินไคจะด้อยกว่าโจวเสวี่ยอยู่หนึ่งระดับใหญ่ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนเขา เพราะทุกคนต่างรู้ดี...
พลังที่แท้จริงของเขาเหนือกว่าผู้ฝึกตนระดับเดียวกันหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็ร่างกาย พลังปราณ จิตแห่งกระบี่ หรือความเข้าใจในวิถีแห่งดาบ ล้วนก้าวข้ามขีดจำกัดของผู้ฝึกตนทั่วไป
หยานเฉินไคค่อย ๆ ยกกระบี่ไม้โพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น สายตาอ่อนโยนลงเล็กน้อย"นี่...คือพื้นฐานที่บิดาบุญธรรมสอนข้า"
"ฟัน"
"แทง"
"เหวี่ยง"
เพียงสามคำ เรียบง่ายจนเหมือนเด็กเพิ่งเริ่มฝึกกระบี่ แต่เมื่อกระบี่ไม้ในมือขยับ ฟ้าดินกลับสั่นะเื
ฉัวะ!
การฟันครั้งแรก กลายเป็คลื่นกระบี่มหึมาที่ผ่าทะเลออกเป็สองซีก
ฟึ่บ!
การแทงครั้งที่สอง ปราณกระบี่พุ่งตรงดุจอสนีบาต อัดอากาศจนเกิดเสียงะเิกึกก้อง
วู้ม!
การเหวี่ยงครั้งสุดท้าย คลื่นกระบี่หมุนวนเป็วงกลม ฉีกทุกสิ่งที่ขวางหน้า สามกระบวนท่าพื้นฐาน กลับแฝงจิตแห่งกระบี่อันสมบูรณ์แบบ
โจวเสวี่ยสูดลมหายใจลึก กระบี่ในมือนางร่ายรำต่อเนื่อง
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
สามเสียงดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน นางรับการโจมตีทั้งสามไว้ได้ทั้งหมด ฝ่าเท้าถอยเพียงครึ่งก้าว สีหน้าก็ยังคงเ็า
หยานเฉินไคพยักหน้าเบา ๆ "เช่นนั้น...ต่อไป"
ตูม!
เพลิงสีทองปะทุขึ้นจากคมกระบี่"กระบี่เพลิง!"
ฉัวะ!
คลื่นเพลิงกวาดผ่านผืนสมุทร ทะเลเดือดพล่าน ไอน้ำมหาศาลพวยพุ่งขึ้นปกคลุมท้องฟ้า ยังไม่ทันที่ไอน้ำจะจางหาย
ลมพายุอันรุนแรงก็ถือกำเนิด"กระบี่วายุ!" คลื่นลมสีเขียวมรกตแหลมคมดุจคมดาบ กรีดผ่านผืนนภา ฉีกเมฆออกเป็ริ้ว ๆ มหาสมุทรเกิดวังวนขนาดมหึมา
จากนั้น...อุณหภูมิลดฮวบลง"กระบี่หยิน" ปราณสีครามแผ่กระจาย ไอน้ำที่ลอยอยู่กลางอากาศแข็งตัวทันที เกล็ดน้ำแข็งนับไม่ถ้วนโปรยปราย
ทะเลที่เพิ่งเดือดพล่าน กลับถูกแช่แข็งอีกครั้งในชั่วพริบตา เพียงการฟันแต่ละครั้ง ก็ทำให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตามเจตจำนงของกระบี่
โจวเสวี่ยกัดริมฝีปาก กระบี่ในมือร่ายรำรวดเร็วขึ้น นางใช้ทุกกระบวนท่าที่เรียนรู้มาต้านรับ เสียงกระบี่ปะทะกันดังกึกก้อง
ประกายไฟ เกล็ดน้ำแข็ง และพายุ ปะทุไปทั่วมหาสมุทร การต่อสู้ดำเนินต่อเนื่องหลายร้อยกระบี่ ไม่มีผู้ใดยอมถอย
ทันใดนั้นหยานเฉินไคหลับตาลง เขาหวนระลึกถึงวันสุดท้าย ก่อนโจวหยางจะจากยอดเขาทั้งห้าไป ชายชราเคยกล่าวไว้ว่า"อี้เอ๋อร์ กระบี่เล่มหนึ่ง มิใช่เพียงอาวุธ แต่คือหัวใจของผู้ใช้ หากวันหนึ่ง...เ้าสามารถแบกรับใต้หล้าไว้บนบ่าของตน จงใช้กระบวนท่านี้"
ดวงตาสีแดงของหยานเฉินไคพลันเปิดขึ้น ประกายสีทองส่องผ่านั์ตา เขายกกระบี่ไม้โพธิ์ขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกล่าวช้า ๆ"กระบี่จักรพรรดิ"
ตูมมมม!
ฟ้าดินสั่นะเื เมฆหมื่นลี้แยกออกจากกัน กระบี่ั์สีทองยาวหลายกิโลเมตรค่อย ๆ ปรากฏเหนือท้องนภา แรงกดดันของมัน ทำให้มหาสมุทรทั้งผืนสั่นะเื ก่อนที่เสียงัจะดังกึกก้อง
โฮก!
โฮก!
โฮก!
ัทองเก้าตัวทะยานวนรอบกระบี่ั์ รัศมีแห่งจักรพรรดิแผ่ปกคลุมทั่วฟ้าดิน ราวกับราชันแห่งกระบี่เสด็จลงมาด้วยพระองค์เอง
โจวเสวี่ยเบิกตากว้าง
"วิชานี้...!"
"อาจารย์ไม่เคยสอนข้า..."นางจำได้ชัดเจนว่าอาจารย์ผู้ลึกลับก็ใช้วิชานี้ตอนต่อสู้กับคนกลุ่มหนึ่ง นางคำรามเบา ๆ ก่อนะเิพลังทั้งหมดที่มี ปราณเย็นมหาศาลรวมตัวเป็กำแพงน้ำแข็งนับร้อยชั้น
กระบี่ในมือส่องประกายเจิดจ้า นางฟันออกไปสุดกำลัง หมายต้านกระบี่จักรพรรดิให้ได้
แต่...เมื่อกระบี่สีทองฟาดลงมา กำแพงน้ำแข็งทุกชั้นแตกสลายในพริบตา คลื่นกระบี่ของโจวเสวี่ยถูกบดขยี้จนสิ้น ัทองทั้งเก้าพุ่งทะยานผ่านร่างนาง
ตูม!
แรงปะทะมหาศาลทำให้ผืนน้ำแข็งแตกกระจาย
โจวเสวี่ยกระอักโลหิต ร่างบางถูกแรงกระแทกส่งดิ่งลงสู่มหาสมุทร
ซู่ม!
ผืนน้ำแยกออกเป็ปล่องลึก ร่างของนางจมหายลงสู่ทะเลลึก ขณะที่หยานเฉินไคยังคงยืนอยู่เหนือผิวน้ำ กระบี่ไม้โพธิ์ในมือชี้ลงเบื้องล่าง
สายตาสงบนิ่ง ไร้ความยินดีในชัยชนะ เพราะเขารู้ดี...การต่อสู้ครั้งนี้ มิใช่การตัดสินแพ้ชนะ แต่เป็การตามหาความจริงเกี่ยวกับบุรุษผู้หนึ่ง
ผู้มีนามว่า...โจวหยาง
หยานเฉินไคกำลังก้าวลงสู่มหาสมุทร ทันใดนั้น...
ตูมมมม!
คลื่นพลังปราณมหาศาละเิขึ้นจากใต้ทะเลลึก ผืนน้ำที่สงบนิ่งพลันยกตัวสูงหลายร้อยเมตร เสียงคำรามของัดังก้องไปทั่วฟ้าดิน
โฮกกก!
สายตาของหยานเฉินไคหรี่ลงเล็กน้อย เบื้องหน้าของเขา โจวเสวี่ยค่อย ๆ ลอยขึ้นจากก้นสมุทร ชุดเซียนสีขาวยังคงสะอาดบริสุทธิ์ เส้นผมสีเงินพลิ้วไหวราวแพรไหม เื้ันาง...เงาัสีเงินขนาดมหึมาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางเวหา
เขาัคู่หนึ่งงอกออกมาจากศีรษะ ดวงตาสีเงินเปล่งประกายดุจจันทรา กลิ่นอายอันสูงศักดิ์แผ่กระจายไปทั่วผืนสมุทร นางงดงาม...ราวกับเทพธิดาที่ก้าวลงมาจากแดน์ แต่ในความงดงามนั้น กลับแฝงพลังที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
โจวเสวี่ยกำหมัดแน่น"ข้ายังไม่แพ้มาอีกครั้ง!"
ฟุ่บ!
สิ้นเสียง ร่างของนางพุ่งเข้าประชิดในพริบตา ไม่มีเพลงกระบี่ ไม่มีวิชาปราณ มีเพียง... ศิลปะการต่อสู้ระยะประชิด หมัดขวาพุ่งตรงเข้าใบหน้าหยานเฉินไค
หวด!
หยานเฉินไคเอียงศีรษะหลบเพียงเล็กน้อย หมัดของนางเฉียดแก้มไปเพียงเส้นผม แต่เขายังไม่ทันสวนกลับ
โจวเสวี่ยก็หมุนตัวทันที ศอกซ้ายฟันเข้าซี่โครง ตามด้วยเข่าขวาที่พุ่งขึ้นราวสายฟ้า การโจมตีต่อเนื่องราวสายน้ำ หนักแน่นแต่พลิ้วไหว แฝงกลิ่นอายของกังฟูและไท่เก๊กอย่างสมบูรณ์
หยานเฉินไคยกแขนรับ
ปัง!
แรงปะทะทำให้คลื่นทะเละเิออกเป็วงกว้าง เขาถอยหลังครึ่งก้าว ก่อนสูดลมหายใจลึก
"เช่นนั้น...ข้าจะใช้วิชาที่เรียนรู้ด้วยตนเอง!"
ฟุ่บ!
ร่างของเขาหายไป ก่อนจะโผล่ด้านหลังโจวเสวี่ย หมัดสั้นพุ่งออกอย่างเรียบง่าย แต่หนักดุจขุนเขา
โจวเสวี่ยรีบยกแขนรับ
ปัง!
ร่างของนางถอยลื่นไปบนผิวน้ำหลายสิบเมตร ยังไม่ทันตั้งหลัก
หยานเฉินไคตามติดทันที
ศอก!
หมัด!
เข่า!
เตะ!
ทุกจังหวะเชื่อมต่อกันราวกับเป็หนึ่งเดียว การเคลื่อนไหวเรียบง่าย แต่เฉียบคมและตรงจุด
โจวเสวี่ยเองก็มิใช่ผู้ที่อ่อนแอ นางหมุนตัวปัดหมัด ใช้แรงของคู่ต่อสู้เหวี่ยงกลับ ฝ่ามือผลัก ศอกสวน เตะเฉียง ตอบโต้ได้อย่างงดงาม
ปัง!
ปัง!
ตูม!
ทั้งสองผลัดกันรุกและรับ บางครั้งโจวเสวี่ยจับแขนของหยานเฉินไคแล้วเหวี่ยงลงทะเล แต่ชายหนุ่มกลับหมุนตัวกลางอากาศ ลงยืนบนผิวน้ำได้อย่างมั่นคง
อีกครู่หนึ่ง
หยานเฉินไคอาศัยจังหวะประชิด ใช้ไหล่กระแทกเปิดช่อง ตามด้วยหมัดตรงเข้าที่กลางลำตัว แรงปะทะส่งโจวเสวี่ยถอยออกไป
มุมริมฝีปากของนางมีเืสีแดงไหลออกมาเป็สาย ทว่า... ดวงตาของนางกลับยิ่งเปล่งประกาย"ดี!"
"อีก!"
นางพุ่งกลับมาอีกครั้ง ฝ่ามือประทับเข้าที่หน้าอกของหยานเฉินไคอย่างแม่นยำแต่...มือของนางกลับทะลุผ่านร่างของเขา
ราวกับััเพียงอากาศว่างเปล่า โจวเสวี่ยเบิกตากว้าง"อะ...อะไร!"
หมัดต่อมา ศอกต่อมา แม้แต่กระบวนท่าที่สมบูรณ์แบบที่สุด ล้วนทะลุผ่านร่างของหยานเฉินไคทั้งหมด
ไม่มีเื ไม่มีาแ ไม่มีแม้แต่แรงปะทะ
ร่างของชายหนุ่มคล้ายมีอยู่ แต่ก็คล้ายไม่มีอยู่ หยานเฉินไคถอนหายใจเบา ๆ"ในที่สุด...เ้าก็สังเกตเห็น"
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสงบนิ่งดุจห้วงจักรวาล
"นี่...คือร่างที่แท้จริงของข้า"
"ความว่างเปล่า ตัวตนของข้าไม่ถูกยึดติดด้วยเื เนื้อ หรืออวัยวะ การโจมตีที่ััเพียงร่างภายนอก...ไม่อาจแตะต้องแก่นแท้ของข้าได้"
เสียงของเขาแ่เบา แต่กลับทำให้โจวเสวี่ยนิ่งงัน เป็ครั้งแรก...ที่นางรู้สึกว่า บุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า อาจเป็สิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง
คลื่นทะเลค่อย ๆ สงบนิ่งลงอีกครั้ง
หยานเฉินไคเก็บกระบี่ไม้โพธิ์กลับเข้าฝัก สายตาสีแดงของเขามองโจวเสวี่ยอย่างสงบนิ่ง ไม่มีจิตสังหาร ไม่มีความโกรธ มีเพียงความคิดถึงที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในหัวใจ
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา"ข้าเอง...ก็กำลังตามหาโจวหยาง"
เพียงประโยคเดียว กลับทำให้หัวใจของโจวเสวี่ยสั่นะเืนางขมวดคิ้ว"เ้าหมายความว่าอย่างไร"
แต่หยานเฉินไคไม่ได้ตอบ เขาเพียงหันหลัง ชายเสื้อสีดำพลิ้วไหวไปตามสายลม ก่อนก้าวออกไปทีละก้าวบนผิวน้ำ ทุกย่างก้าวสงบนิ่ง แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่เหนือกฎแห่งโลก
ฟุ่บ...
ร่างสีดำทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ยิ่งบินสูง
ยิ่งดูเล็กลง จนเหลือเพียงจุดสีดำกลางผืนเมฆ โจวเสวี่ยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายลมพัดผ่านเรือนผมสีเงินของนาง ดวงตาคู่งามไม่เคยละไปจากท้องฟ้า ในใจของนางเต็มไปด้วยคำถาม
เหตุใด...ชายผู้นั้นจึงใช้กระบี่ของอาจารย์ได้
เหตุใด...เขาจึงรู้จักชื่อโจวหยาง
และเหตุใด...เมื่อเอ่ยชื่อนั้น
แววตาอันเ็าของเขา กลับแฝงความอาลัยไว้อย่างลึกซึ้ง เป็ครั้งแรกในชีวิต ที่โจวเสวี่ยเริ่มสงสัย อาจารย์ลึกลับผู้คอยสั่งสอนตนมาตลอดหลายปี...แท้จริงแล้วเป็ผู้ใดกันแน่
ข่าวการต่อสู้เหนือมหาสมุทรแพร่สะพัดไปทั่วโลกภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ผู้คนต่างกล่าวขานถึงการประลองระหว่างหญิงสาวผมเงินกับจักรพรรดิหยาน
คลื่นกระบี่ที่แยกทะเล ัเงินที่คำรามก้อง และกระบี่จักรพรรดิอันยิ่งใหญ่ ล้วนถูกบันทึกไว้เป็ตำนานบทใหม่ของโลกผู้ฝึกตน
ทว่า...เ้าของตำนานกลับไม่ได้สนใจชื่อเสียงเ่าั้แม้แต่น้อย
คฤหาสน์ตระกูลชู ยามเย็น... แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดผ่านสวนดอกไม้ หยานเฉินไคยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
เบื้องหน้าเขามีชูเหยี๋ยน ชูหยวนและจี้หลัน หญิงสาวธรรมดาที่โชคชะตาพาให้มาพบกับผู้ฝึกตนผู้เปลี่ยนแปลงโลก
หยานเฉินไคกล่าวขึ้นอย่างสงบ"ข้าต้องไปแล้ว"
ชูหยวนเม้มริมฝีปาก"ท่านจะไปอีกแล้วหรือ..."
ชูเหยี๋ยนยิ้มบาง ๆ แม้ในดวงตาจะเต็มไปด้วยความอาลัย"ครั้งนี้จะไปนานแค่ไหน"
หยานเฉินไคส่ายหน้า"ไม่อาจทราบ"ข้าต้องกลับไปฝึกฝนระดับถัดไป...มิใช่สิ่งที่จะบรรลุได้ง่าย"
ทั้งสองพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ส่วนจี้หลันกลับยืนนิ่ง นางก้มมองปลายเท้าของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้น
"คุณ...จะกลับมาใช่ไหม"
หยานเฉินไคสบตานาง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"หากยังมีวาสนาเราจะได้พบกันอีก"
เพียงประโยคนั้น ก็ทำให้จี้หลันยิ้มออกมาทั้งที่ดวงตาแดงระเรื่อ
"งั้น...ฉันจะตั้งใจเรียน แล้วสักวันหนึ่ง ฉันจะเล่าเื่ของคุณให้คนทั้งโลกฟัง"
หยานเฉินไคยิ้มบาง ๆ"เช่นนั้นก็ดี"สายลมอ่อนพัดผ่าน เขาหันไปมองชูเหยี๋ยนและชูหยวน"ดูแลตัวเอง"
"และอย่าหยุดฝึกฝน"ทั้งสองประสานมือคำนับพร้อมกัน"เ้าค่ะ"
รุ่งเช้าวันต่อมา ภายใต้แสงแรกของอรุณ
หยานเฉินไคออกเดินทางเพียงลำพัง มุ่งหน้าสู่ดินแดนลับ สถานที่ที่เคยเป็บ้านของเขา สถานที่ซึ่งบัลลังก์ัยังคงตั้งตระหง่าน และเป็สถานที่...ที่เขาจะเตรียมตัวบรรลุสู่ระดับที่สูงยิ่งกว่าเดิม