‘เ้านายเ้านายครับ’ เสียงทีเจวันพยายามปลุกเรียก
ไครี่ได้สติกลับคืนมาในสภาพมึนงงเต็มทีรอบด้านมีม่านบาเรียของทีเจวันกางกั้นอยู่ “เกิดอะไรขึ้นทีเจวัน”
‘เราถูกพายุกับสายฟ้าประหลาดโจมตีจากนั้นก็หลุดเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ครับผมวิเคราะห์รูปการณ์แล้วเราน่าจะโดนว๊าบข้ามมิติมาและสถานที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่โลกมนุษย์เดิมที่เราอยู่มากว่าเจ็ดเดือนเลยครับ’
เฮ้ยอีกแล้วเหรอ จะไม่บังเอิญเกินไปหน่อยหรือไง มีครั้งแรกก็ว่าซวยมากแล้วมีครั้งที่สองอย่างนี้ หรือเราจะมีดวงจั๊มเปอร์1ถ้ากลับบ้านหรือกลับโลกมนุษย์ไปได้ คงเขียนนิยายขายดีออกมาได้เป็ตับแน่
ช่วยไม่ได้หละนะก็มีแต่ต้องทำใจยอมรับชะตากรรมเท่านั้น
‘ที่นี่มีสภาพเป็ยังไงอยู่อาศัยได้ไม๊’ อย่างแรกก็ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่
‘สภาพอากาศดีเยี่ยมสิ่งแวดล้อมเหมาะแก่การอยู่อาศัยพลังงานแสงไม่เข้มข้นเท่าดาวทวิภาคแต่มากกว่าโลกมนุษย์เล็กน้อยยังมีพลังงานอีกรูปแบบหนึ่งไหลเวียนอยู่เต็มเปี่ยม สิ่งมีชีวิตในรัศมี 100ไมล์ได้แก่มนุษย์ซึ่งมีโครงสร้างหน้าตาแบบเราๆ มีสัตว์ดุร้ายอยู่มากในป่าที่ที่เราตกลงมาอยู่ริมลำธารชายหมู่บ้านแห่งหนึ่งและติดกับผืนป่าขนาดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ห่างออกไปราว 100 เมตรมีบ้านเก่าหลังหนึ่งครับ’
‘อืมงั้นก็เริ่มลงมือสำรวจโลกใหม่กันเถอะ จะได้ตั้งตัวเร็วๆ ปลดม่านบาเรียได้เลยแต่หวังว่าคราวนี้นายจะไม่....’
จ๋อมแจะ...
‘ทีเจ วัน!!! นายจะปล่อยเราลงที่ดีๆ สักหน่อยไม่ได้เหรอไง คราวก่อนปลักควายคราวนี้เป็ลำธาร ถึงจะเป็ลำธารตื้นๆ ก็เถอะ’ ไครี่อยู่ในสภาพตัวเปียกปอนนั่งก้นจ้ำเบ้าแช่อยู่ในธารน้ำความสูงราวบั้นเอว
‘ขออภัยอย่างสูงครับเ้านายผมกางม่านบาเรียปกป้องเ้านายอยู่เป็เวลานานจนพลังที่สะสมกลับมาได้น้อยนิดหมดเกลี้ยงลงอีกครั้งไม่เหลือพลังคืนสู่สภาพยานเพื่อขยับไปจากสถานที่ที่เราโผล่ออกมาแล้วครับขอให้เ้านายโชคดี’
ฮึ่มๆจะพูดอะไรได้อีกเล่า ไครี่ค่อยๆลุกขึ้นและเตรียมจะเดินขึ้นไปยังริมธารตามฝั่งที่ทีเจวันระบุว่ามีบ้านคนอยู่
จู่ๆทันใดนั้นก็พลันมีหญิงชรานางหนึ่งเดินโผล่พ้นออกมาจากชายป่าครั้นเห็นไครี่เข้าจึงร้องทัก
“แม่นางน้อยทำไมไปเล่นน้ำอยู่ในลำธารเช่นนั้นเล่า ย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้วอากาศเริ่มเย็นลงไม่น้อย ระวังจะเป็หวัดเอาได้”หญิงชราผู้นั้นเดินข้ามสะพานไม้ขนาดเล็กซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลเพื่อมายังฝั่งเดียวกับที่หยกกำลังเดินไปพรางกล่าวทัก
ไอ้หยาเราฟังออก นี่ภาษาจีนไม่ใช่เหรอ มิน่าทีเจวันถึงไม่ประมวลคลื่นเสียงให้เรา แต่คงไม่ใช่ประเทศจีนตามที่เรารู้จักจากโลกมนุษย์แน่เพราะเสื้อผ้าที่หญิงชราผู้นี้สวมใส่อยู่ดูเป็ชุดจีนโบราณอย่างไรอย่างนั้น
“เอ่อข้า ข้าหลงทางมาแล้วก็ไม่ทันระวังระหว่างที่กำลังอยากจะวักน้ำดื่มแก้กระหายเสียหน่อยจึงลื่นพลัดตกลงมาในน้ำอย่างที่เห็นนี่แหละเ้าค่ะ”ไครี่ยกความดีความชอบให้กับซีรี่ส์จีนเต็มๆ พูดอย่างนี้น่าจะใช้ได้นะ
“น่าสงสารเสียจริงเ้าหลงทางมาได้อย่างไร ป่านนี้ท่านพ่อท่านแม่ของเ้าคงเป็ห่วงแย่แล้ว”หญิงชราผู้นั้นเดินเข้ามาหาหยกพร้อมกับกวาดตามองหยกั้แ่หัวจรดเท้า“เครื่องแต่งกายของเ้าดูไม่ใช่คนเมืองนี้เลย ทำไมแขนเสื้อขากางเกงกุดสั้นเช่นนั้นจะเพียงพอต่อความอบอุ่นของร่างกายได้อย่างไร”หญิงชราผู้นี้ดูท่าจะเป็ญาติของยายเอียดแน่ ตั้งคำถามออกมาทีละหลายๆพรืดอยู่เรื่อย
จะตอบแก้ตัวยังไงดีขืนตอบว่าโดนฟ้าผ่าว๊าบมาใครจะเชื่อ เอาวะ ใช้มุขเดิมละกัน
“เอ่อท่านพ่อท่านแม่ของข้าอยู่บนนู้นเ้าค่ะ” ว่าแล้วไครี่ก็ยกมือชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า
“หาท่านพ่อท่านแม่ของเ้าเป็เทพเซียนหรือ เอ แต่คงไม่ใช่ถ้าเป็เทพเซียนคงไม่ปล่อยให้เ้าหลงทางมาถึงนี่ได้ง่ายๆ แน่หรือเ้าหมายถึงว่าท่านทั้งสองไป์แล้วใช่หรือไม่ ช่างน่าสงสารเสียจริงเป็กำพร้าั้แ่ยังเด็กตัวเท่านี้” หญิงชราถามเองตอบเองสรุปเองเสร็จสรรพสีหน้าเศร้าสลด คลื่นจิตบอกว่ากำลังสงสารไครี่จับใจ
“เอาเช่นนี้เถิดบ้านข้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง หลังที่เห็นอยู่ตรงนู้นนั่นหละเ้าไปเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้แห้งและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านข้าเสียก่อนค่อยคิดอ่านกันต่อไปมิเช่นนั้นหากไข้จับขึ้นมาจะลำบาก” หญิงชราเอ่ยชวนด้วยน้ำใจ
"ขอบพระคุณเ้าค่ะท่านยายเอ่อ ข้าขอเรียกท่านว่าท่านยายนะเ้าคะ”
“ได้สิข้ายินดียิ่งนัก” หญิงชรากล่าวพร้อมด้วยสีหน้าราวกับกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด
“ว่าแต่เ้าชื่ออะไรหรือยายชื่อจางซิ่วิ จะเรียกยายจางก็ได้”
ถ้าบอกว่าชื่อไครี่ก็คงมีคำถามตามมาเป็หางว่าวเช่นเดิมแน่นอนอย่ากระนั้นเลย ไหนๆ ก็ออกท่องยุทธภพแล้ว คิดว่าตั้งฉายาให้กับตัวเองสักทีละกันเรามีชื่อเต็มว่าไครีอาน่า ลูซายอเต้ เอสคอนตาเรียล่า นามสกุลหมายถึงสุริยะ แถมก่อนหน้านี้ก็หลุดไปยังโลกในระบบสุริยะเช่นนั้นก็เอาแซ่หยางเถอะ ชื่อมีความหมายว่าหยกชมพู เอาง่ายๆ ก็เถาอวี้นะถึงไม่ค่อยตรงนัก แต่เราชอบกว่าคำว่าเฝิ่นหงอวี้ ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ตั้งชื่อก็ต้องถูกใจผู้ใช้ ครั้นสรุปได้แล้วจึงตอบยายจาง
“ข้าชื่อหยางเถาอวี้เรียกข้าว่าอวี้เอ๋อเถอะเ้าค่ะ”
“ชื่อเพราะสมตัวนักผิวกายเ้างดงามราวหยกจริงๆ” ยายจางเอ่ยชม
“ขอบพระคุณเ้าค่ะท่านยาย”
“นี่แนะถึงบ้านแล้วหากไม่รังเกียจก็เข้ามาก่อนเถอะ”ยายจางออกตัวเพราะบ้านที่เห็นนี้อยู่ในสภาพที่ไม่น่าจะเรียกว่าบ้านได้เท่าไหร่หลังคามุงด้วยหญ้าซึ่งมีรูโหว่อยู่หลายจุด ประตูหน้าต่างก็ชำรุดทรุดโทรมเป็อันมาก
“จะรังเกียจได้อย่างไรเ้าคะท่านยายแค่ท่านเมตตาข้าก็เป็พระคุณหนักหนาแล้ว”
“เื่เล็กน้อยเท่านั้นเข้ามาก่อนเถอะ ยายมีเสื้อผ้าเก่าๆ อยู่แค่ไม่กี่ชุดเก็บอยู่ในตู้ไม้นั่นเ้าลองไปเลือกดูว่าตัวไหนพอจะใส่ได้บ้าง”
ผู้มีชื่อว่าหยางเถาอวี้หมาดๆเดินผ่านรั้วไม้เตี้ยๆ ตามยายจางเข้าไปในตัวบ้านหลังเล็กภายในมีเตียงไม้สองหลังตั้งเคียงกันอยู่ทางด้านซ้ายมือมีตู้ไม้เก่าคร่ำคร่าหนึ่งตู้วางอยู่ปลายเตียงขวามือของประตูทางเข้าตั้งโต๊ะเก่ากับเก้าอี้สองสามตัวเครื่องเรือนทั้งหมดแม้ว่าจะชำรุดทรุดโทรมแต่กลับถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบและสะอาดสะอ้านยิ่งนัก
“งั้นข้าขออนุญาตเ้าค่ะท่านยาย”
“ตามสบายเถอะอวี้เอ๋อ”
หยางเถาอวี้เดินไปเปิดประตูตู้ไม้ขนาดความสูงราวห้าฉื่อ3ภายในมีชั้นวางแบ่งเป็สามชั้น ชั้นบนสุดมีเสื้อผ้าผู้หญิงวางอยู่สองสามชุดชั้นสองมองเห็นเสื้อผ้าเด็กผู้ชายอยู่อีกสองสามชุดถัดลงไปด้านล่างซึ่งเป็ชั้นที่สามวางผ้าผวยและสิ่งของจิปาถะอื่นๆ
“ท่านยายมีหลานชายอยู่ด้วยหรือเ้าคะ”หยางเถาอวี้เห็นเสื้อผ้าเด็กผู้ชายขนาดตัวพอๆ กับนางจึงเอ่ยถาม
“นั่นเป็เสื้อผ้าของหลานชายข้าเองแต่ว่าเขาคงตายไปแล้วหละ” ยายจางเอ่ยเสียงเศร้า
“เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะท่านยาย”หยางเถาอวี้ใรีบถามต่อ
“เมื่อปีก่อนเขาเข้าป่าหมื่นอสูรไปหาของป่าแล้วก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลยทุกคนในหมู่บ้านต่างเชื่อว่าเขาคงถูกสัตว์อสูรฆ่าตายไปเสียแล้วไม่มีใครยอมช่วยยายออกไปตามหาเขา เอาล่ะ เื่อื่นๆ ไว้ค่อยคุยกันทีหลังเถอะเ้ารีบเช็ดตัวให้แห้งแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้า” ยายจางเอ่ยตัดบทด้วยความเป็ห่วง “เ้าเดินออกประตูข้างขวามือนั้นไปก็จะเจอส่วนครัวและห้องน้ำรีบไปเถอะ”
สัตว์อสูรเหรอหยางเถาอวี้ขมวดคิ้วมุ่นแต่ตัดสินใจวางความสงสัยลงก่อน “เ้าค่ะท่านยาย ว่าแต่ข้าใส่เสื้อผ้าของหลานชายท่านได้หรือไม่ ขนาดตัวพอดีกับข้านัก”หยางเถาอวี้หยิบเสื้อผ้าเด็กผู้ชายออกมาทาบทับลำตัวไม่แน่ใจว่ายายจางจะหวงสิ่งที่เป็สมบัติของหลานชายหรือไม่
“ได้สิหากเ้าไม่รังเกียจว่าเป็เสื้อผ้าเด็กผู้ชาย และยังเป็เสื้อผ้าของ...คนที่อาจจะเสียชีวิตไปแล้ว.. เ้าก็เอาไปใส่ได้อย่างน้อยมันก็จะได้เป็ประโยชน์ต่อผู้อื่น”
“ไม่รังเกียจเลยเ้าค่ะท่านยายงั้นข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” ว่าแล้วหยางเถาอวี้ก็เดินไปยังประตูด้านขวามือ
เมื่อเดินทะลุประตูออกไปมองเห็นส่วนครัวเปิดโล่งสองด้านอย่างง่ายๆ หลังคามุงหญ้ามัดเช่นเดิมด้านตรงข้ามประตูมีชั้นดินก่อเป็แท่นสูงขนาดครึ่งเอวผู้ใหญ่ยาวออกไปราว 2 หมี่่กลางแท่นดินเป็โพรงเตาไฟบนแท่นดินมีอุปกรณ์เครื่องครัววางอยู่เพียงไม่กี่อย่างถ้วยชามที่ตั้งเก็บอยู่มีหลายใบปากชามแตกบิ่นเหนือแท่นสูงมีผนังโปร่งทำจากไม้ไผ่ซีกใหญ่สานขัดกัน
ด้านขวามือของส่วนครัวก็คือส่วนที่เดินเข้ามาโดยตรงจากหน้าบ้านได้ส่วนด้านซ้ายมือของครัวออกไปเป็ลานซักล้าง ห้องน้ำอยู่ห่างออกไปอีกเล็กน้อยแบบบ้านเรียบง่ายทว่าเป็สัดส่วนลงตัวพอดีแก่ฐานะ
ครั้นตวัดสายตาเก็บรายละเอียดของห้องครัวเสร็จหยางเถาอวี้จึงเดินเลี้ยวซ้ายตรงไปทางห้องน้ำ
จางซิ่วินั่งรอหยางเถาอวี้เปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้องพักจิตใจเหม่อลอยไปถึงสามี บุตรชายและหลานชายที่ด่วนจากไปความทุกข์แสนสาหัสในชีวิตที่ผ่านมาจารึกอยู่ตามรอยย่นปลายหางตาและบนหน้าผากอย่างเด่นชัด
กึกตึก ตึก... ได้ยินเสียงเดินกลับมาของหยางเถาอวี้ จางซิ่วิจึงตื่นจากภวังค์นางเงยหน้าขึ้นมองเห็นหยางเถาอวี้เดินออกมาในชุดหลานชายตนน้ำตาแห่งความคิดถึงจึงไหลซึมออกมา
“ท่านยายข้าทำให้ท่านทุกข์ใจใช่หรือไม่” หยางเถาอวี้เห็นยายจางน้ำตาไหลจึงชักรู้สึกไม่ดีนางคงเผลอทำให้ท่านยายะเืใจ
“ไม่หรอกๆข้าดีใจเสียอีก อวี้เอ๋อ เ้าทำให้ข้ารู้สึกเหมือนได้เห็นหลานชายอีกครั้ง”ยายจางยกชายเสื้อขึ้นซับน้ำตาพลางกล่าว สักพักจึงยกกาน้ำเทใส่ถ้วย “นั่งลงก่อนสิมาดื่มน้ำให้ชุ่มคอก่อน”
“เ้าค่ะ”
“แล้วนี่เ้าพลัดหลงมาถึงนี่ได้อย่างไรที่นี่อยู่ห่างไกลจากถนนหลักและตัวเมืองมามากโข” หญิงชราเริ่มซักถาม
ระหว่างที่หยางเถาอวี้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก็คาดการณ์คร่าวๆไว้ อย่างไรคงหลีกไม่พ้นการถูกสอบถามจากผู้คนบนโลกใบนี้นางจึงเตรียมคำตอบไว้บ้างแล้ว
“ข้าติดตามท่านผู้าุโในตระกูลมาค้าขายต่างเมืองระหว่างทางถูกโจรร้ายดักปล้นขณะที่พวกท่านต่อสู้กับพวกโจรป่าจนใกล้จะต้านไม่ไหวอีกต่อไปท่านผู้าุโจึงสั่งให้ข้าหนีมา ข้าโซซัดโซเซไม่รู้ทิศทางรู้ตัวอีกทีก็วิ่งมาถึงลำธารใหญ่สายนี้ จึงตั้งใจเดินตามลำน้ำมาเผื่อจะพบผู้คนและขอให้กลับไปช่วยท่านผู้าุโได้จากนั้นก็เป็อย่างที่ท่านเห็นนี่แหละเ้าค่ะ” หยางเถาอวี้ทำหน้าเศร้าให้ดูสมจริงฮู๊ย ตีบทแตกกระเจิงแน่นอนไครี่ เอ้ย หยางเถาอวี้เอ๋ยไม่เสียแรงที่ตกหลุมกูซู1มาเสียพักใหญ่ หุหุหุ
“ช่างน่าสงสารเสียจริง”ยายจางยกมือขึ้นลูบหลังลูบไหล่ของหยางเถาอวี้เพื่อปลอบประโลม
“เสียดายก็เพียงว่าที่หมู่บ้านนี้มีแต่ชาวบ้านธรรมดาอย่าว่าแต่ผู้บ่มเพาะเลย กระทั่งแค่นักยุทธ์ก็ยังไม่มี คงไม่มีใครยอมไปช่วยเหลือเ้าแน่นอน”
“เื่นี้ต่อให้หาคนไปช่วยได้ข้าก็จนปัญญาแล้วเช่นกันเ้าค่ะเพราะข้าวิ่งหนีมาด้วยความใจนไม่รู้ทิศทางเวลานี้ข้าไม่รู้ว่าจุดที่พลัดหลงกับท่านผู้าุโอยู่ตรงไหนด้วยซ้ำ ฮึกๆ” รีบๆจบเื่เป็ดีที่สุด ไม่งั้นคงต้องมุสาไปอีกยาว หยางเถาอวี้คิด
“ตัวเ้าเล็กเพียงนี้ท่าทางก็คงมิได้ฝึกบ่มเพาะพลัง หนีรอดมาได้ก็เก่งมากแล้ว” ยายจางปลอบใจ
ผู้บ่มเพาะ? ฝึกบ่มเพาะพลัง? ยังมีคำว่านักยุทธ์คำว่าสัตว์อสูรอีกหรือว่าโลกแห่งนี้จะมีการฝึกพลังยุทธ์เหมือนอย่างในหนังจีนกำลังภายในน่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว รอให้ผ่านเื่ที่มาของเราไปก่อนเถอะจะต้องสืบเื่นี้ออกมาให้ละเอียดเชียว
“หากเ้าไม่รังเกียจว่าข้ายากจนเ้าจะอาศัยอยู่กับข้าไปก่อนก็ได้นะอวี้เอ๋อ” ยายจางเอ่ยปากชักชวน
“ได้จริงเหรอเ้าคะท่านยายข้าดีใจยิ่งนัก” อวี้เอ๋อจับมือของยายจางขึ้นมากุมไว้ด้วยความซาบซึ้งใจนางโชคดียิ่งนักในทั้งสองโลกถึงแม้จะซัดเซพเนจรมาไกลข้ามเอกภพก็ยังอุตส่าห์ได้พบมนุษย์ผู้มีจิตใจเมตตา
“จริงสิถึงแม้ข้าจะไม่มีอาหารดีๆ เลี้ยงเ้า อย่างน้อยก็ยังมีที่ให้ซุกหัวนอนหละนะพูดถึงอาหาร วันนี้ข้ามีเพียงโจ๊กนิดหน่อยเดี๋ยวข้าจะอุ่นมาให้เ้ากินประทังหิวไปก่อนจากนั้นต้องพาเ้าไปแจ้งท่านผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้าน”
“ลำบากท่านยายแล้วให้ข้าช่วยท่านดีกว่านะเ้าคะ”
“ไม่เป็ไรหรอกแค่ก่อฟืนอุ่นโจ๊กจะกระไรนักหนา” ว่าแล้วยายจางก็ลุกเดินเข้าไปในครัวหยางเถาอวี้ยังไม่เคยก่อฟืนมาก่อนจึงรีบลุกตามไปดูเพื่อจดจำไว้มือไม้ช่วยยายจางยกหม้อโจ๊กขึ้นเตาและคนไม่ให้โจ๊กไหม้ติดก้นหม้อโจ๊กที่ยายจางพูดถึงคือน้ำที่ใส่เศษข้าวลงไปต้มจนแทบจะเหมือนน้ำซาวข้าวในโลกมนุษย์ไม่สิ น้ำซาวข้าวยังดูข้นกว่าดูรูปการณ์แล้วตนคงมาเบียดเบียนความเป็อยู่ของยายจางไม่น้อยจะต้องรีบหาวิธีทดแทนพระคุณของยายจางให้ไว
“ว่าแต่ท่านยายที่นี่เรียกว่าหมู่บ้านอะไร อยู่เมืองไหนเ้าคะ”ก่อนจะไปพบผู้ใหญ่บ้านคงต้องหาข้อมูลไว้บ้าง หยางเถาอวี้คิด
“ที่นี่คือหมู่บ้านหนิวอยู่ในเขตอำเภอตงอวิ๋นเมืองน่านจิง เมืองถัดไปทางทิศเหนือชื่อเมืองซุยทิศตะวันตกติดเมืองเป่ย ทิศใต้ติดเมืองเส้า ส่วนทิศตะวันออกก็คือป่าหมื่นอสูรเ้าพอจะคุ้นหูบ้างหรือไม่”ยายจางคิดว่าหยางเถาอวี้คงกำลังตามหาทิศทางกลับบ้านจึงอธิบายอย่างละเอียด
“ใช่แล้วๆข้ามาจากเมืองซุย หมู่บ้านชนบทห่างไกลมาก มีชื่อว่าหมู่บ้าน.. หมู่บ้านเหมย”หวังว่าจะไม่บังเอิญมีหมู่บ้านนี้อยู่จริงและก็หวังว่าจะไม่มีใครรู้จักหมู่บ้านนี้นะ เอาแค่นี้ก่อนเถอะยิ่งพูดมากเดี๋ยวจะยิ่งความลับแตกเอาได้ง่ายๆ หยางเถาอวี้คิด
“เป็เช่นนี้นี่เองเอ้า โจ๊กอุ่นแล้ว ยกหม้อไปวางบนโต๊ะกันเถอะ จะได้ตักกินง่าย”ยายจางยกหม้อดินใส่โจ๊กไปวางบนโต๊ะในห้องพักจากนั้นจึงตักแบ่งน้ำโจ๊กถ้วยหนึ่งยื่นส่งให้หยางเถาอวี้แล้วค่อยตักส่วนของตนที่เหลืออีกเพียงค่อนถ้วย
“ท่านยายท่านให้โจ๊กชามใหญ่แก่ข้า ตนเองทานแค่นิดเดียว ท่านเอาชามนี้ไปเถิด”หยางเถาอวี้เห็นดังนั้นจึงรีบท้วงติง
“ไม่เป็ไรๆเ้าเหน็ดเหนื่อยจากการหนีโจรป่ามา กินให้เยอะหน่อย จะได้ฟื้นฟูกำลัง”ว่าแล้วก็ค่อยๆ ตักน้ำโจ๊กในถ้วยกิน
แม้สิ่งที่ยายจางแบ่งปันจะเป็เพียงน้ำโจ๊กใสๆหากแต่น้ำใจกลับยิ่งใหญ่นัก
..................
จั๊มเปอร์1: การเดินทางข้ามมิติ
กูซู2:ไม่พูดเยอะ เจ็บคอ ไปหาคำตอบในปรมาจารย์ลัทธิมารกันเองนะคร๊าบ....
หน่วยวัดจีนโบราณ3
1ลี้ (เสียงอ่านจีนแต้จิ๋ว) หลี่ (เสียงอ่านจีนแมนดาริน) (里)= 150 จั้ง (丈)= 500 เมตร (米)
1จั้ง (丈) = 10 ฉื่อ (尺) (ประมาณ 3.33 เมตร)
1หมี่ (米) = 1 เมตร
1ฉื่อ3 (尺) = 10 ชุ่น (寸) ประมาณ 33.3 เซ็นติเมตร
1ชุ่น (寸) = 10 เฟิน (分) ประมาณ 3.33 เิเ
1เฟิน (分) = 10 หลี (厘) 0.33 เิเ