
(2 ) ขุนดำ . . . าาโจรป่า
“ข้าพอรู้วิชาแก้อยู่บ้าง เป็วิชารักษาที่บอกต่อกันมาของบ้านข้า ” ชายตัวสูงบอก
“ใช่ ๆ เพื่อนข้ามันเป็หมอรักษาคนกันทั้งบ้าน ” ชายที่มาด้วยกันอีกคนพูดเสริมขึ้น
เอกหันไปถามนายสิงห์ “ อย่างไรดี อาสิงห์ ? ”
“น่าจะเป็อย่างที่มันพูด ไอ้น้อย กับอีบัว มันก็เริ่มจะมีไข้ หลายคนก็อ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรงทำท่าไม่ดีอยู่เหมือนกัน ” นายสิงห์บอก
เอกหันกลับมาถาม“ เ้าจักรักษาน้องชายข้าอย่างไรรึ ? ”
ชายตัวสูงร้องขอถุงย่ามของตัวเองแล้วใช้มือล้วงควานหาของในย่าม
“ นี่คือเปลือกต้นขี้นิน มันใช้ป้องกันรักษาไข้ป่าผีห่าได้หากต้องเข้าป่าลึกต้องต้มน้ำกินก่อนหนึ่งวันถึงสองวัน จักป้องกันได้แต่หากโดนผีป่ากินแล้ว ต้องไปเก็บ ใบ ดอก ลูกของมันมารวมกันต้มเพื่อให้ยาแรงขึ้นก็จักรักษาได้ แต่ถ้าผีป่ามันกินเข้าไปมากแล้วก็ไม่แน่ว่าจะรักษาให้อยู่รอดปลอดภัยได้ทำได้แค่ต้องรีบไปหามาต้มให้กินโดยเร็ว ” ชายตัวสูงบอก
“เช่นนั้น เ้าต้องรู้จักใบลูกดอกพวกนั้น ข้าอยากให้เ้าช่วยน้องชายข้า ” เอกกล่าว
“ได้ ข้าจักช่วยน้องชายเ้า ” ชายตัวสูงรับปากช่วย
“อาสิงห์ ไปกับมัน เอาคนไปด้วยอีกสักคน ส่วนเ้าที่มาด้วยกันให้รออยู่ที่นี่ ” เอกสั่งการ
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ต้นขี้นินคือต้น Cinchonaที่นำเปลือกของลำต้นมาสกัดเป็ยารักษาไข้ มาลาเรียมีชื่อเรียกยานี้ว่า Quinine หรือ ควินิน ชื่อเรียกในท้องถิ่นว่าต้นนารี, ต้นเลี่ยน, ต้นเกษมณี เปลือกของลำต้นที่นำมาสกัดเป็ยาควรมีอายุ 3 – 4 ปีสีของเปลือกจะมีทั้งสีเหลือง สีแดงเข้ม สีน้ำตาล ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ลำต้นอาจสูงได้ถึง 8 – 30 เมตร เติบโตได้ดีในที่สูงมีถิ่นกำเนิดในเทือกเขาแอนดิสแถบอเมริกาใต้ ประเทศเอกวาดอร์และเปรู มีบันทึกถึงยาชนิดนี้ในสมัยพระเ้าปราสาททอง(พ.ศ.2179) นักบวชชาววิรันดา(ฮอลันดา) ใช้เปลือกไม้ชื่อเดียวกันนี้นำมาบดละลายต้มกับน้ำดื่มรักษาไข้ได้
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
นายสิงห์นำลูกน้องอีกหนึ่งคนออกไปกับชายตัวสูงเพื่อไปหาเก็บเปลือก ใบ ดอกและผลของต้นขี้นินในป่าแถวนั้น เวลาผ่านไปพักใหญ่ทั้งหมดกลับมาพร้อมกับของที่ไปหากัน แล้วรีบนำไปต้มเพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับทุกคนแต่เอกก็ยังคงระแวงยังไม่เชื่อคำบอกของชายตัวสูง จึงให้คนที่เริ่มมีอาการไข้กินยาไปก่อนส่วนเอก นายสิงห์ และลูกน้องอีกสามคนยังไม่กินยาต้มนั้นให้รอดูอาการคนที่กินยาก่อน
เวลาผ่านไปจนใกล้พลบค่ำคนที่เป็ไข้ไม่มากนักอาการก็ดีขึ้น ตัวหายร้อน ส่วนบุญมีก็หยุดเพ้อเนื้อตัวไม่มีเหงื่ออกมาเพิ่ม ตัวเริ่มเย็นลง ทำให้เอกเริ่มเย็นใจลงคิดว่าวันรุ่งก็คงจะหาย จึงบอกกับนายสิงห์ให้คงคุมตัวชายทั้งสองไว้ก่อนหาอาหารให้กิน หากรุ่งขึ้นบุญจมีหายไข้ได้จริงแล้ว จักปล่อยตัวชายทั้งสองไป
รุ่งเช้า. . . บุญมีก็รู้สึกตัวดีขึ้น
“เ้าบุญน้องข้า เอ็งรู้สึกดีขึ้นหรือยัง? ยังรู้สึกหนาวร้อนอยู่อีกหรือไม่ ? ”เอกถามน้องด้วยความเป็ห่วงยิ่ง
บุญมีลืมตาขึ้นมองหน้าพี่ชายแล้วพยักหน้ารับช้าๆ
เอกให้นำชายตัวสูงเข้าไปหา
ชายตัวสูงเดินเข้าไปหาสองพี่น้องเอกเรียกให้เข้ามาใกล้ๆ แล้วบอกกับบุญมีว่า
“น้องข้า ชายผู้นี้คือคนที่ช่วยรักษาเ้าจนอาการดีขึ้น ” . . .
บุญมีหันมามองชายตัวสูงและสบสายตากันพลันรู้สึกใจสั่น เนื้อตัวสั่นเท้มเล็กๆ ขนแขนชูชัน หูอื้อไปชั่วขณะ
ทางชายตัวสูงยังคงยืนนิ่งจ้องไปที่ใบหน้าของบุญมี อยู่อย่างนั้น แม้เอกจะเรียกไปหลายครั้งก็เหมือนจะไม่ได้ยิน
“นี่เ้ามีชื่อว่ากระไร? ข้าและน้องจักได้จำชื่อเ้าไว้จำไว้ว่าเ้าได้ช่วยให้น้องของข้ารอดตายในวันนี้ . . . นี่เ้าหนุ่ม ได้ยินข้าพูดมั๊ย ? . . เ้าหนุ่ม ๆ ” เอกเรียกชายตัวสูงอยู่หลายครั้ง
ชายตัวสูงสดุงเล็กน้อยได้สติหันมาตอบเอก “ เออ . . ข้าชื่อนินเรียกเหมือนชื่อเปลือกไม้ที่ข้าเอามาต้มยานั่นแหล่ะ ”
“ข้าชื่อเอก และน้องของข้าชื่อบุญมี ข้าและทุกคนขอบน้ำใจเอ็งนะที่ช่วยพวกข้าไว้ ” เอกหยิบถุงผ้าเล็กๆที่ใช้ใส่เงินยื่นส่งให้ ไอ้นิน
ชายหนุ่มตัวสูงอายุอานามดูแก่อ่อนกว่าอีเอกไม่มากนักรูปร่างบึกบึนผิวสีน้ำตาล รูปหน้าเกลี้ยงเกลาดวงตาและผมยาวประบ่าสีดำขลับ ดูสะอาดตาพูดจาอ่อนน้อม ที่มีชื่อว่า “นิน”
“ข้ามีอัฐให้เ้า อาจจักไม่มากนักในยามาเช่นนี้ ถือเป็สินน้ำใจจากข้า ”
“ ก่อนปล่อยเ้าและเพื่อนไปข้าจะมอบเสบียงให้แก่พวกเ้าพอเพียงที่จะเดินทางไปถึงกรุงศรีฯ ” เอกบอก
“ ข้าขอขอบใจท่าน ” ไอ้นินยกมือขึ้นไหว้แล้วหันไปมองส่งยิ้มให้กับบุญมี
“อย่างไรก็ขอให้พักผ่อนอีกหนึ่งวัน ค่อยออกเดินทางในวันรุ่งเพื่อน้องชายของท่านจักได้หายดีมีเรี่ยวแรงในการเดินทางไปข้างหน้า ” ไอ้นินกล่าวก่อนที่นายสิงห์จะนำตัวออกไป
หลังจากให้ชายทั้งสองไปแล้วเอกจึงปรึกษากับนายสิงห์ แล้วตัดสินใจยังไม่เดินทางต่อ เพื่อให้บุญมีหายดีมีเรี่ยวแรงเดินทางต่อไปได้ทำให้การเดินทางไปเมืองราชสีมาต้องล่าช้าไปอีกถึงสองวัน . . .
วันรุ่งขึ้นทุกคนพร้อมออกเดินทางต่อ นายสิงห์เห็นว่าหลายคนเพิ่งหายไข้ จึงไม่อยากให้รีบเร่งเดินทางจึงทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางอีกวันครึ่งจึงจะถึงบ้านญาติของนางวันที่ล่วงหน้าไปก่อนสองวันแล้ว
หลังจากให้ไอ้นินและเพื่อนไปแล้วเอกสังเกตุเห็นบุญมีน้องชายที่หายไข้ดีแล้ว มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาหยอกล้อหัวเราะยิ้มระรื่นได้กับทุกคน ด้วยความที่เอกเป็คนที่ช่วยแม่เลี้ยงน้อง เติบโตและคลุกคลีมาด้วยกัน จึงรู้ใจกันเป็อย่างดีเอกคิดว่าบุญมีคงมีความพึงพอใจกับไอ้นิน ซึ่งเอกก็แอบมีความรู้สึกในแบบนั้นเช่นเดียวกับบุญมีด้วย
กลุ่มของเอกเดินทางมาจนเวลาเย็นใกล้ค่ำมาถึงชายป่าเชิงเขาแห่งหนึ่ง นายสิงห์บอกกับเอกว่าเราเดินทางมาได้เร็วกว่าที่คิดไว้ แล้วทางข้างหน้าเป็ป่าทึบและเชิงเขาลาดชันจึงให้หยุดพักค้างแรมที่นี่ รอให้ฟ้าสว่างก่อน จะได้มองเห็นทาง ง่ายต่อการเดินผ่านป่ารกทึบเอกเห็นด้วยที่จะพักค้างแรมที่นี่
ค่ำคืนนี้ ดูมืดสนิทเพราะบริเวณที่พักแรมนั้นเป็ป่าทึบกอปรกับเป็คืนเดือนแรม มีเพียงแสงจากกองไฟที่จุดอยู่ตรงกลาง เวลาผ่านไปจนดึกสงัด ทุกคนหลับสนิทมีเพียงลูกน้องของนายสิงห์สามคนมีหน้าที่ผลัดกันเป็เวรยามแม้นายสิงห์จะล้มตัวลงนอนไปสักพักใหญ่แล้ว ก็ยังมีประสาทััรับรู้ที่ดีเยี่ยมนายสิงห์ลืมตาขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงกรอบแกรบผิดปกติเป็เสียงเคลื่อนไหวเหมือนเดินเหยียบไปช้าๆ บนกิ่งไม้ใบไม้แห้งที่ตกอยู่บนพื้นดิน ซึ่งไม่น่าจะเป็การเดินเข้ามาของสัตว์ป่าน่าจะเป็ฝีเท้าของคนมากกว่า และเสียงนั้นก็ได้ยินอยู่รอบๆที่พักนายสิงห์จึงค่อยๆหยิบดาบคู่ของตัวเองขึ้นมาแล้วค่อยๆ ย่องไปทางที่ที่เอกกับบุญมีนอนอยู่นายสิงห์ใช้มือข้างหนึ่งมาปิดปากเอกเบาๆ พร้อมกับพูดกระซิบไปที่ข้างหูว่า
“ เอก . . เอก ” เอกลืมตาขึ้น จำเสียงนายสิงห์ได้ดีจึงตั้งใจฟังที่นายสิงห์พูด
“ พวกโจรป่ากำลังจะบุกเข้ามา ไปปลุกบุญมีแล้วให้พากันตีฝ่าออกไปจากที่นี่เสีย ทิ้งร่องรอยไว้ด้วยแล้วข้าจะรีบตามไป ”
เอก พยักหน้ารับคำนายสิงห์แล้วค่อยๆชันตัวลุกขึ้นนั่ง คว้าดาบคู่ที่วางอยู่ข้างๆ ตัว แต่ยังไม่ทันที่จะหันไปปลุกบุญมีก็ได้ยินเสียงนายสิงห์ก็ะโออกมา “ หนีไป . . ” ตอนนั้นพวกโจรป่าบุกเข้ามาแล้วทุกด้านเสียงะโของนายสิงห์ ทำให้ทุกคนรู้สึกตัวตื่นขึ้น บางคนก็หาทางหนีเอาตัวให้รอดบางคนก็คว้าดาบขึ้นมาต่อสู้ป้องกันตัวเอง เอกยังไม่ทันได้ลุกขึ้นยืนโจรป่าคนหนึ่งก็บุกเข้ามาถึงตัว ยกดาบกระหน่ำฟันเข้ามา เอกยกดาบคู่ขึ้นมารับดาบจากโจรป่าแล้วใช้สองเท้าถีบเข้าไปที่ท้องของโจรป่าผู้นั้นจน กระเด็นออกไปเอกไม่มีเวลาตามไปจบงาน รีบวิ่งไปฉุดแขนบุญมีเพื่อพาหนีออกไปจากการต่อสู้ตรงนั้นให้เร็วที่สุด
ชั่วอึดใจ เสียงดาบฟันต่อสู้กันก็หยุดลงถึงแม้นายสิงห์จะมากด้วยฝีมือดาบแต่ด้วยความเป็ห่วงทุกคนจึงสู้ไปแบบปัดป้องตัวเองแล้วคอยช่วยลูกน้องที่สู้อยู่ใกล้ๆกัน เพราะกลัวว่าจะพลาดท่าถูกโจรป่าฆ่าตายกอรปกับคนในกลุ่มที่ต่อสู้ได้ก็มีเพียงเจ็ดคนรวมทั้งนายสิงห์และเอกด้วยต้องสู้กับโจรป่าร่วม 20 คนเป็สัดส่วน 3 ต่อ 1 ทั้งหมดจึงพ่ายแพ้ถูกจับมัดมือมัดเท้ารวมกันอยู่ในบริเวณนั้น การต่อสู้ครั้งนี้ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตมีแค่าเ็ฝ่ายละสองถึงสามคน เป็เพราะโจรป่ากลุ่มนี้มีสายแจ้งให้รับรู้ความเคลื่อนไหวการเดินทางอพยพหนีาเพื่อไปอาศัยอยู่กับญาติที่หัวเมืองราชสีมาของกลุ่มบ้านนายเรือบูณและนางวันผู้เป็ภรรยาที่ได้ไปถึงที่หมายก่อนหน้านี้แล้วจึงคิดจะปล้นทรัพย์สมบัติ แล้วจับกุมคนให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปเรียกค่าไถ่อีกที
ขุนโจรดำ หรือชาวบ้านมักเรียกกันว่า“ขุนดำ” มีชุมโจรเป็ของตัวเองอยู่แถบบ้านลาดเมืองเพชรบุรี ซ่องสุมลูกสมุนนับร้อยชีวิตอาศัยอยู่กันเป็หมู่บ้านชุมโจร ทางการหัวเมืองราชบุรีเคยส่งทหารเข้าไปปราบปราม ก็ไล่จับได้แต่เด็กเล็กลูกเมียที่อ้างว่าเป็ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นพวกผู้ชายที่เป็ลูกสมุนจะหลบหนีออกไปก่อน เป็เพราะขุนดำเลี้ยงสายไว้ในจวนเ้าเมืองจึงรู้ทุกความเคลื่อนไหวของทางการ ทำให้หนีรอดการกวาดล้างจับกุมไปได้ตลอดมา
พอทัพพม่ายกมาประชิดกรุงศรีอยุธยาขุนดำคิดว่าเป็โอกาสดี ที่จะได้ปล้นชิงทรัพย์สมบัติจากพ่อค้าวาณิช ผู้มั่งมีในอยุธยาเพราะจะไม่มีกำลังคุ้มกันจากทางการ ต้องเอาตัวรอดกันเอง และพวกพ่อค้านี้ จะพากันเดินทางแยกกันเป็กลุ่มเล็กๆแฝงตัวไปกับชาวบ้าน เพื่อไม่ให้เป็ที่สนใจของทหารพม่า ที่อาจพบเจอระหว่างทางหลบหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา แล้วอาจทำให้ถูกจับตัวไป
ขุนดำวางแผนแบ่งสมุนโจรให้เดินทางไปเป็กลุ่มๆกลุ่มละสิบคนบ้าง ยี่สิบคนบ้าง สามสิบคนบ้าง โดยให้ลูกสมุนแต่ละคนเดินจับคู่กันไป ทิ้งระยะห่างพอที่จะตามกันได้เพื่อไม่ให้เป็ที่สังเกตว่าจะเป็กองกำลังกลุ่มใหญ่หากพบเจอเหยื่อก็ให้เฝ้าดูสังเกตุการณ์ไปก่อนหากแน่ใจว่าเป็กลุ่มคนที่ขนทรัพย์สมบัติมาด้วย ก็ให้รวมตัวกันเข้าปล้นชิงหรือจับพาตัวเอาไว้เรียกค่าไถ่ในภายหลังก็ได้
กลุ่มโจรที่เข้าปล้นกลุ่มของเอกกับบุญมีมีไอ้ใหญ่เป็หัวหน้า มีกันมาทั้งหมดยี่สิบคน พวกมันยึดเกวียนที่ขนสมบัติและยังค้นตัวยึดทรัพย์สินมีค่าที่ติดตัวมากับแต่ละคนไปด้วยแล้วเอกก็สังเกตเห็นไอ้นิน ที่ดูเหมือนมีหน้าที่ทำแผลให้กับลูกสมุนโจรและคนที่เดินทางมากับกลุ่มของเอกด้วย แต่เอกไม่เห็นใน่ที่ชุลมุนต่อสู้กัน
ทั้งหมดก็ถูกคุมตัว พาเดินเข้าไปในป่าลึกบนเขาอีกครึ่งวันจนมาถึงทางเข้าถ้ำแห่งหนึ่ง ไอ้ใหญ่สั่งให้ลูกสมุนโจรคนหนึ่ง เข้าไปดูในถ้ำก่อนลูกสมุนโจรจุดคบไฟขึ้น ก่อนเดินเข้าถ้ำไป ระหว่างนั้นไอ้ใหญ่ชี้ไปที่เอกและบุญมี ที่ถูกมัดไว้อยู่ไกล้กันแล้วพูดขึ้นว่า
“ เอ็ง . . ชื่อเอก เป็ลูกของนายเรือบูณกับนางวันที่เดินทางล่วงหน้า ไปถึงราชสีมาก่อนพวกเอ็งแล้ว ใช่มั๊ย ? ”
“ ใช่ ข้าคือเอกลูกชายนายเรือบูณกับนางวัน . . พวกเอ็งจับข้ามาทำไม ? ” เอกถามกลับ
พอดีกับลูกสมุนโจรที่เข้าไปในถ้ำเดินออกมาแล้วะโออกมาว่า
“ ใหญ่พอที่จะใช้ขังพวกนี้ได้สบายๆ เลย. . ลูกพี่ใหญ่ ”
“ดี . . ข้าจะขังพวกเอ็งไว้ที่นี่ รอให้แม่เอ็งจ่ายค่าไถ่มาก่อนแล้วข้าจะปล่อยพวกเอ็ง ” ไอ้ใหญ่บอกกับเอก
“ เอาตัวพวกมันเข้าไปในถ้ำ ”ไอ้ใหญ่ะโสั่งลูกสมุน