ผลจากการปลดผนึกและเลื่อนระดับขั้นพลังยุทธ์ ทำให้ร่างกายของนางมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ความรู้สึกเมื่อยล้าอ่อนแรงง่ายจากการขาดสารอาหารมานานปี กลับไม่ปรากฏให้เห็นอีกแล้ว ตลอดทั้งร่างเต็มแน่นไปด้วยความมีชีวิตชีวา ผิวพรรณจากที่เคยซีดหมองกลับมีน้ำมีนวลขึ้นมาทันตา
แต่เดิมใบหน้าของเด็กน้อยมีความคล้ายคลึงกับใบหน้าของนางในชาติก่อนอยู่ประมาณเจ็ดแปดส่วน แต่ตอนนี้นางค้นพบว่าใบหน้านี้ไม่เพียงคล้ายนางเต็มสิบส่วนแต่ยังอ่อนเยาว์เปร่งปรั่งนวลเนียนกว่าเดิมหลายเท่า
หลี่หลิงเฟิ่งกลับเข้าไปสำรวจในมิติอีกครั้ง นางััได้ว่ามิติของนางมีการเปลี่ยนแปลง
ทันใดนั้นมุมปากของนางยกยิ้มกว้าง ดวงตาฉายแววเ้าเล่ห์ เป็ดังคาด มิติมายาสัมพันธ์กับความแข็งแกร่งของผู้ พื้นที่จากเดิมที่แห้งแล้งเหมือนทะเลทรายค่อยๆ ฟื้นฟู ถึงจะแค่นิดเดียวแต่ก็เพียงพอให้นางกู่ร้องในใจได้แล้ว
ไหนจะพื้นที่ที่ขยายใหญ่ขึ้นอีกล่ะ
การค้นพบครั้งนี้ทำเอาหลี่หลิงเฟิ่งแทบคลั่ง
“เพราะมันดีแบบนี้สินะ ผู้ฝึกพลังยุทธ์ธาตุมิติมายาถึงได้มีน้อยยิ่งกว่าขนนก ไม่รู้ว่าเพราะว่าหายากอยู่แล้ว หรือถูกตามไล่ล่าสังหารเพราะพร์ที่โดดเด่นกันแน่” หลี่หลิงเฟิ่งถอนหายใจอย่างน่าเวทนา
“ยังดีที่ไม่มีใครรู้เื่นี้” นางอดที่จะตัวสั่นไม่ได้เมื่อคิดถึงความเป็ไปได้ของข้อสันนิษฐานอย่างหลัง
“หืม” เมื่อหลี่หลิงเฟิ่งสงบอาการหวาดหวั่นในใจลงได้ ขณะที่เตรียมตัวออกไปนั้น นางเหลือบสายตาไปเห็นตำราสองเล่มวางอยู่มุมห้องพอดี
หลี่หลิงเฟิ่งหยิบขึ้นมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว “หืม ตำราควบคุมพลังธาตุไฟและธาตุมิติมายาอย่างนั้นหรือ โอ้!” นางหยิบอีกเล่มขึ้นมาทันที “ยังมีนี่อีก คัมภีร์โอสถ์ นี่มัน...” แต่ที่น่าแปลก ตำราทั้งสองเล่มไม่มีชื่อเ้าของระบุเอาไว้
คัมภีร์โอสถ์ เป็ตำราที่หายสาบสูญไปนานแล้ว ด้านในเป็บันทึกตำรับโอสถโบราณหายาก ไม่เพียงแต่การหลอมยาลูกกลอน แต่ยังมีการรักษาโรคต่างๆ อีกด้วย แต่โรคที่บันทึกไว้ในนี้ออกจะแปลกประหลาดไปสักหน่อย นางไม่เคยได้ยินโรคพวกนี้เลยสักครั้ง ถ้านางจำไม่ผิด กล่าวกันว่าคัมภีร์โอสถ์คือตำรับโอสถของปฐมาจารย์แพทย์โอสถเมื่อพันปีก่อนได้บันทึกไว้
สิ่งนี้เป็ของที่นักแพทย์โอสถทุกท่านใฝ่ฝันถึง ใครเลยจะคิดว่าคัมภีร์ที่ทุกคนทั่วหล้าตามหาแทบพลิกแผ่นดินจะอยู่เพียงใต้จมูกตัวไร้ค่าอย่างนาง
หลี่หลิงเฟิ่งเก็บคัมภีร์โอสถ์ไว้ที่เดิม และหันมาสนใจตำราควบคุมพลังธาตุที่อยู่อีกมือหนึ่งแทน
เป็แพทย์โอสถก็สำคัญ แต่ตอนนี้ควบคุมพลังธาตุให้ได้ก่อนนั้นสำคัญกว่า เมื่อจัดระเบียบความคิดของตัวเองได้แล้วนางก็ตั้งใจศึกษามันจนลืมวันลืมคืน
เวลาเคลื่อนคล้อยไปอีกหลายวัน หลี่หลิงเฟิ่งเก็บตำราไว้ที่เดิม นวดคลึงขมับอย่างเหนื่อยล้า หลี่หลิงเฟิ่งทบทวนสิ่งที่อ่านเจอนอกเหนือจากการฝึกควบคุมพลังธาตุ
“จากที่ข้าเข้าใจ ผู้ธาตุมิติทั่วไปจะมีมิติมายาอยู่ด้วยเท่านั้น ไม่มีอันใดพิเศษ แต่ผู้ธาตุมิติมายาที่มีพร์รับรู้ถึงสรรพสัตว์ ัักับธรรมชาติได้ ยังไม่เคยมีมาก่อนหรืออาจพูดได้ว่าหมื่นปีมานี้จะมีสักคนหนึ่ง เมื่อผู้ฝึกพลังยุทธ์มีพลังจิตขั้นสูงจะสามารถควบคุมสัตว์อสูรได้อีกด้วย และธาตุทั้งสองสามารถแยกหรือรวมเป็หนึ่งเดียวกันได้อย่างอิสระ”
“อืม...แต่วิธีฝึกพลังจิตไม่ได้มีบอกไว้ในตำรา อาจเพราะผู้เขียนไม่ได้มีพร์ในส่วนนี้ก็เป็ได้ การมีพร์แบบนี้นับเป็เื่ดี แต่ก็ถือเป็เื่ร้ายเหมือนกัน”
“จะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าข้าสิ่งเหล่านี้อยู่ ถ้าเกิดมีใครรู้เข้า มีหวังข้าคงถูกฆ่าตายก่อนที่จะแกร่งขึ้นแน่ๆ” นางทั้งตระหนกใทั้งดีใจในเวลาเดียวกัน แต่ก่อนที่นางจะแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถปกป้องตนเองได้ นางจะให้คนอื่นล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาด หลี่หลิงเฟิ่งตัดสินใจเก็บซ่อนความสามารถของตนไว้
นางคงต้องใช้แต่พลังธาตุไฟเท่านั้นแล้ว
“ไม่รู้ว่าสองคนนั้นจะตื่นตระหนกแค่ไหนที่ข้าหายไปหลายวัน” หลี่หลิงเฟิ่งกวาดตามองในมิติอีกหน เมื่อพบว่าไม่มีอะไรที่ผ่านสายตานางไปได้แล้ว ก็ออกจากมิติเตรียมกลับทันที
“คงไม่ได้จัดงานศพให้ข้าไปแล้วหรอกนะ เด็กพวกนั้นยิ่งขี้ใง่ายซะด้วย ถ้าเป็ในชาติก่อน คนหายเกิน 24 ชั่วโมงก็แจ้งความได้แล้ว เห้อ...ข้าอยากกลับไปจังเลย” พอคิดถึงชีวิตในชาติที่ผ่านมาก็ให้เศร้าใจ การใช้ชีวิตที่นั่นง่ายดายกว่าที่นี่มาก แตกต่างจากกันโดยสิ้นเชิง อิทธิพลอันยิ่งใหญ่คือเงินตรา ทุกคนมีความเท่าเทียม คุณภาพของชีวิตไขว่คว้าได้ง่าย
นางแค่อยากจะใช้ชีวิตเรียบง่าย สงบสุข มีครอบครัวที่อบอุ่น สิ่งที่นางไม่เคยได้มีโอกาสััเลยทั้งสองชาติคือคำว่าครอบครัว ชาติก่อนของนาง คนในครอบครัวก็ขายนางให้กับองค์กรอัจริยะในประเทศ ทุกคืนวันของนางไร้สีสัน ไร้ความรู้สึก ในหัวมีแต่คำว่าฝึก...ฝึก...และก็ฝึก ทุกวินาทีคืออันตรายของชีวิต นางต้องเอาตัวรอดจากอันตรายต่างๆ ระแวดระวังจากการลอบสังหารของเพื่อนร่วมรุ่น
จนในที่สุดนางได้เป็ยอดอัจริยะหนึ่งในสิบคนขององค์กร นักเรียนที่ได้รับฝึกฝนทุกคนมีความใฝ่ฝันที่จะออกจากขุมนรกนั่น ออกไปปฏิบัติหน้าที่ข้างนอก ได้เห็นโลกอันกว้างใหญ่ ััชีวิตที่เรียบง่าย แต่ก่อนที่นางจะทำสำเร็จนั้น ก็ดันมาตายซะก่อน แล้วไฉนนางถึงมาอยู่ที่ดินแดนอันตรายรอบด้านแห่งนี้ด้วย มันน่าแค้นเคืองยิ่งนัก
นางแค่อยากมีชีวิตรอด มันยากขนาดนั้นเลยหรือ
เวลาที่หลี่หลิงเฟิ่งได้เห็นบ้านที่ตัวเองอาศัยอยู่อีกครั้ง นางถึงกลับอ้าปากค้างพูดไม่ออกไปนาน ผ้าขาวที่ผูกอยู่ตามรั้วตามเสานั่นมันยังไงกัน ยิ่งนางเดินเข้าไปข้างในยิ่งให้รู้สึกถึงความเศร้าโศกยิ่งนัก
“เสี่ยวเซียง...” หลี่หลิงเฟิ่งขบกรามแน่นระงับความโกรธที่กำลังปะทุขึ้นมา เสียงร้องไห้สะอื้นสองเสียงจากด้านในดังออกมาไม่ยอมหยุด ภาพที่เห็นคือมีโถงศพตั้งอยู่กลางบ้าน เด็กสาวกับเด็กผู้ชายสองคนในชุดผ้าฝ้ายสีขาวกำลังนั่งร้องไห้อยู่หน้าโลงศพ
หลี่หลิงเฟิ่งโกรธจนอยากจะหัวเราะออกมา
“ฮึก คุณหนูเ้าคะ บ่าวผิดเองเ้าค่ะที่วันนั้นบ่าวไม่ได้ตามคุณหนูไปด้วย ฮึก บ่าวไม่น่าทิ้งให้คุณหนูอยู่ตามลำพังเลย” เสี่ยวเซียง สาวใช้ส่วนตัวของนางที่ถูกขับไล่ออกมาจากตระกูลเช่นเดียวกัน กำลังร้องไห้ตัวโยนอย่างน่าสาร
“อาเซียง เ้าอย่าโทษตัวเองอีกเลย มันไม่ใช่ความผิดของเ้า ถ้าคุณหนูรู้เข้าคงต้องห่วงเป็แน่ แล้วนางจะไปสบายได้อย่างไร” เด็กหนุ่มข้างกายพูดปลอบใจ ขณะที่เ้าตัวก็สะอื้นไห้ไม่ต่างกัน
เหลียงเฉิน คือคนที่นางช่วยชีวิตไว้เมื่อสองปีก่อน ปีนั้นเสี่ยวเฉินอายุราวสิบสามปีถูกเด็กในหมู่บ้านรุมทำร้าย เนื่องจากเขาตัวเล็กที่สุดและผอมแห้ง พ่อแม่เสียชีวิตั้แ่เด็ก อาศัยอยู่กับครอบครัวของลุง แต่ตาลุงนั่นโหดร้ายเป็อย่างมาก ให้เด็กอายุสิบสามไปหาเงิน ใช้แรงงานยังไม่พอแถมยังไม่ให้ข้าวกินอีกต่างหาก เด็กน้อยจึงอดมื้อกินมื้อมาตลอด
ยามที่นางมองเสี่ยวเฉินมันทำให้สะท้อนเห็นตัวเองตอนที่อยู่ในค่ายฝึก ยามที่นางถูกคนอื่นรังแก ต่อมความสงสารของนางจึงบังเกิด ตัดสินใจซื้อชีวิตของเด็กคนนั้นมา
“เ้าจะไปเข้าใจอะไร หลายปีมานี้คุณหนูคงเศร้าเสียใจที่ถูกขับออกจากตระกูล ไม่งั้นคุณหนูของข้าคง ฮึก ไม่คิดสั้นแบบนี้หรอก”
เสี่ยวเฉินเกาหัว ยิ้มแหยส่งให้เสี่ยวเซียง “คุณหนูอาจจะไม่อยากตายก็ได้ แค่อาจจะออกมาไม่ได้”
“เ้าจะพูดตอกย้ำให้ได้อะไร ทำไมข้าจะไม่รู้ ใครเข้าไปในนั้นก็ไม่รอดออกมาซักคน ฮึก” เสี่ยวเซียงโกรธขึ้ง หันไปะโใส่หน้าเสี่ยวเฉินอย่างเหลืออด
“ข้า...ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น บางที...บางทีคุณหนูอาจจะยังมีชีวิตอยู่”
“หมายความว่าอย่างไร เ้าเห็นใครเข้าไปแล้วออกมาได้บ้างมั้ย ขนาดนั้นพวกคนที่มีพลังยุทธ์ยังไม่รอด แล้วคุณหนูของข้าที่ไม่มีอะไรเลย ฮือ จะออกมาได้ยังไง” หลี่หลิงเฟิ่งมุมปากกระตุกเมื่อได้ยินคำพูดของสาวใช้ตัวน้อย
“แล้วที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็ผีงั้นหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งกรอกตามองทั้งสองคนอย่างเหนื่อยหน่าย พลางเดินเข้าไปใกล้จ้องมองอย่างขุ่นเคือง
“เสี่ยวเซียง นิสัยตื่มตูมของเ้าเมื่อไหร่จะหายสักที และเ้าก็อีกคน แทนที่จะห้ามปรามกลับช่วยนางจัดงานศพให้ข้าอย่างนั้นหรือ เสี่ยวเฉิน” นางไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี จนใจกับนิสัยของผู้ใต้บังคับบัญชา
“คะ...คุณหนู ท่าน...” ทั้งสองเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง “อาเฉิน หรือข้าคิดถึงคุณหนูมากไป ที่ข้าเห็นเป็แค่ภาพลวงตาใช่หรือไม่”
“นี่พวกเ้ามองจนโง่งมไปแล้วหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งพูดอย่างขบขัน “ไปรื้อออกเดี๋ยวนี้ เ้าจัดงานศพให้ใครกัน ข้ายังไม่ตายนะ” เมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของสองคนนี้ อารมณ์ขุ่นมัวของนางก็หายไปสิ้น ไม่รอให้ทั้งสองได้สติกลับมา นางเดินเข้าไปในห้องนอน เอนตัวนอนพักผ่อนบนเตียง
“นี่ นี่คุณหนูจริงๆ หรือ” มือทั้งสองของเสี่ยวเซียงเขย่าเสี่ยวเฉินไม่หยุด นางหันมองตามทางที่หลี่หลิงเฟิ่งเดินผ่าน
“ถ้าไม่ใช่คุณหนูแล้วจะเป็ใคร เป็เ้าที่ตื่นตระหนกไปเอง ฮึ่ม มาช่วยกันเก็บโลงนี่ไปทิ้งเสีย อัปมงคลยิ่งนัก” เสี่ยวเฉินทนไม่ไหว พูดอย่างโมโห กระนั้นก็ไม่ได้สะบัดแขนจากมือที่จับแน่นของเสี่ยวเซียงออก
“ฮึก ฮืออ คุณหนูของข้ายังไม่ตาย! ยังมีชีวิตอยู่! ขอบคุณ์” หลังจากเด็กสาวได้สติ พลันเปล่งเสียงร้องไห้อย่างยินดีออกมาดังลั่น ทำให้คนบางคนที่กำลังพักผ่อนหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง
“เงียบ!”
สาวน้อยหุบปากฉับลงทันที