บทที่ 32 โอกาสของเรามาถึงแล้ว
ไม่รู้ทำไม ซูซ่านถึงหลุดขำกับคำพูดของเขา “หุ่นแบบฉัน คุณคิดถึงฉันเนี่ยนะ? อย่าล้อเล่นน่า ฉันไปแล้ว”
ลู่จ้านตงมองตามหลังเธอไปด้วยความรู้สึกหน่วงๆ ผู้หญิงคนนี้… เขาไม่ได้ล้อเล่น เขาคิดถึงเธอจริงๆ นะ
…
ตอนที่ซูซ่านออกมา เธอได้พูดคุยกับจ้าวเถี่ยจู้เป็นการส่วนตัวอีกเล็กน้อย แน่นอนว่าเป็นการฝากฝังให้เขาดูแลลู่จ้านตงเป็นอย่างดี
จากนั้นก็พาเด็กๆ ลงมาข้างล่าง และก็เจอลู่ชิ่งเซิงอีก
“พี่สะใภ้สาม คุณบอกพี่สามผมแล้วใช่ไหม? ตอนนี้ผมขึ้นไปได้แล้วใช่ไหม?”
ลู่ชิ่งเซิงคิดว่า ตราบใดที่ซูซ่านขึ้นไปข้างบน ยังไงเธอก็ต้องเล่าเรื่องที่เขามาเยี่ยมให้ฟัง
ซูซ่านมองเขาด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “ตอนที่ขาเขาเน่าก็ไม่เห็นนายจะกระตือรือร้นขนาดนี้ เขาเพิ่งผ่าตัดเสร็จ อย่าไปรบกวนเขาจะดีกว่า!”
“ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้ว่าขาพี่สามเน่า… ไม่สิ ผมเป็นน้องชายแท้ๆ ของพี่สาม ผมจะไปรบกวนเขาได้ยังไง?”
ลู่ชิ่งเซิงเดินตามซูซ่านลงมาด้วยความไม่เต็มใจ
“นายถามฉัน ฉันจะไปรู้ได้ยังไง?”
ซูซ่านไม่แม้แต่จะมองเขา
คนๆ นี้แค่ดูเหมือนปัญญาชน แต่จริงๆ แล้วจิตใจก็ไม่ได้ต่างจากคนในตระกูลลู่สักเท่าไหร่
เด็กทั้งสามคนแต่งตัวเหมือนขอทาน ถ้าบอกว่าเขาไม่รู้เพราะไม่ได้กลับบ้านสองเดือนหรือหกเดือนก็ยังพอเข้าใจ
แต่ลู่เหวินยวนกับน้อง ๆ ถูกส่งไปอยู่บ้านตระกูลลู่มาสามปีแล้ว
สามปีมานี้ ลู่จ้านตงส่งแค่เงินเดือนมาให้ เพราะภารกิจรบหนักหน่วง เขาจึงไม่มีโอกาสกลับบ้าน
น่าสงสารเด็กทั้งสามคนที่ต้องทนรับคำดูถูกเหยียดหยามมานับไม่ถ้วนตลอดสามปีในบ้านตระกูลลู่
แค่ปากของแม่เฒ่าลู่คนเดียว ก็รู้แล้วว่าเด็กๆ จะต้องลำบากขนาดไหน
ลู่ชิ่งเซิงไม่รู้เรื่องนี้เลย?
ล้อกันเล่นหรือไง?
ลู่ชิ่งเซิงพูดไม่ออก จึงเปลี่ยนเรื่อง “พวกคุณจะกลับหมู่บ้านเถาฮวาเหรอ?”
ซูซ่านพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันสนิทกับนายมากนักหรือไง? ทำไมฉันต้องบอกนายด้วย?”
ลู่ชิ่งเซิงหน้าเสีย แต่ตอนนี้เขามีธุระต้องขอร้องซูซ่าน เขาจึงไม่สามารถทะเลาะกับเธอได้
เขามองขึ้นไปที่ชั้นบน แล้วมองซูซ่านกับเด็กๆ ทั้งสาม ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจเดินตามพวกเขาลงไปก่อน
ยังไงลู่จ้านตงก็หนีไปไหนไม่ได้ เขาต้องไปดูว่าซูซ่านจะไปไหน
เมื่อลงมาถึงข้างล่าง เห็นซูซ่านกับเด็กๆ ขึ้นเกวียนของคุณลุงโจว แล้วออกจากโรงพยาบาลไป
ลู่ชิ่งเซิงมองไปที่ตะกร้าด้านหลังเกวียน เหมือนจะมีของอยู่หลายอย่าง แต่ถูกผ้าคลุมไว้ มองไม่เห็นว่าเป็นอะไร
เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับขึ้นไปข้างบน
ผู้หญิงคนนั้นกลับหมู่บ้านเถาฮวาแล้ว บางทีเขาอาจจะมีโอกาสได้เจอพี่สามก็ได้
เมื่อเข้าไปในโถงชั้นล่าง ขณะที่กำลังเดินไปที่บันได เขาก็ชนเข้ากับใครบางคน
เขาหันกลับไปจะต่อว่า แต่กลับพบว่าเป็นหญิงสาวที่งดงามราวกับดอกไม้ สวมเสื้อแขนสั้นสีขาว กระโปรงยาวถึงเข่า
และรองเท้าหนังสีดำ
ดวงตาหลังกรอบแว่นของลู่ชิ่งเซิงเป็นประกาย ถึงแม้ว่าเขาจะกำลังขึ้นม.6 แต่ก็อายุไม่น้อยแล้ว อายุ 26 ปี
ถึงวัยที่ต้องสร้างครอบครัว
เพียงแต่ที่ผ่านมาเขามักจะถือตัว มองว่าผู้หญิงทั่วๆ ไปไม่คู่ควรกับเขา
ผู้หญิงคนนี้สวยมาก ในยุคนี้ถือว่าเป็นสาวสวยเลยทีเดียว
อีกฝ่ายขอโทษเขา แล้วก็ควงแขนแม่ของเธอขึ้นไปข้างบน
ลู่ชิ่งเซิงมองจนเหม่อไปชั่วขณะ จึงไม่ได้รู้สึกตัว เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินขึ้นไปหลายขั้นแล้ว เขาก็รีบเดินตามขึ้นไป
เดิมทีเขาแค่อยากดูว่าอีกฝ่ายจะขึ้นไปชั้นไหน เพื่อจะได้หาโอกาสทักทายทำความรู้จัก
ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนหยุดที่ชั้นของลู่จ้านตง
แล้วก็ถูกทหารที่เคยขวางเขาไว้ก่อนหน้านี้ขวางไว้
“คุณทหารคะ ช่วยอนุญาตให้เราเข้าไปพบผู้พันลู่หน่อยได้ไหมคะ?” เจียงอวี้หรงอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม
วันนี้เธอตื่นแต่เช้า เดิมทีตั้งใจจะไปสร้างความประทับใจให้กับลู่จ้านตง ใครจะไปคิดว่าจะเจอลูกๆ ทั้งสามคนของเขา
แถมหยางหย่าลี่ก็ยังมองเด็กทั้งสามคนเป็นเหมือนขอทาน
ระหว่างทางกลับบ้าน หยางหย่าลี่ร้องไห้ตลอดทาง
รู้สึกเสียใจจนแทบจะเป็นแทบตาย คิดว่าจะปรับอารมณ์ให้ดี แล้วมาขอโทษลู่จ้านตงในบ่ายวันนี้
ทหารทั้งสองไม่ได้สนใจคำพูดของเธอ พวกเขาได้แต่ยืนนิ่งไม่ขยับ
ตอนนั้นเอง จ้าวเถี่ยจู้ก็เดินลงบันไดมา เห็นลู่ชิ่งเซิงที่อยู่ด้านหลังพวกเธอจึงพูดว่า “ลู่ชิ่งเซิง นายขึ้นไปได้แล้ว”
“ได้เลย”
ลู่ชิ่งเซิงไม่คิดว่าครั้งนี้พี่สามจะยอมพบเขา
เจียงอวี้หรงกับหยางหย่าลี่หันไปมองลู่ชิ่งเซิงทันที ชายหนุ่มผู้มีกิริยาดูเป็นผู้ดีคนนี้ยิ้มให้แม่ลูกแล้วแนะนำตัวเอง
“สวัสดีครับ ผมเป็นน้องชายของผู้พันลู่ ชื่อลู่ชิ่งเซิง”
เจียงอวี้หรงยิ้มแย้มพยักหน้าทันที “เหรอคะ? งั้นเชิญคุณขึ้นไปเลยค่ะ”
หยางหย่าลี่ก็พยักหน้าอย่างสุภาพ
เมื่อเห็นว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว ลู่ชิ่งเซิงก็รีบขึ้นไปข้างบน
เจียงอวี้หรงมองดูเขาเดินหายไป แล้วดึงลูกสาวเดินออกไปไกลหน่อย
“หย่าลี่ แม่ว่าโอกาสของเรามาถึงแล้ว”
หยางหย่าลี่มองไปที่บันได “แม่ หมายถึงลู่ชิ่งเซิงคนนั้นเหรอคะ?”
“ใช่จ้ะ ลูกลองคิดดูสิ เรามาที่นี่ตั้งนานไม่เคยเจอคนๆ นี้เลย ท่าทางที่เขาแสดงกับเราก็ดี แสดงว่าเขาอาจจะไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ถ้าเราใช้ประโยชน์จากเขาได้ บางทีลูกก็อาจจะได้แต่งงานกับผู้พันลู่อีกครั้ง”
หยางหย่าลี่พยักหน้าทันที “แม่พูดถูกค่ะ แล้วพวกเราจะรอเขาอยู่ข้างล่างนี้เหรอคะ?”
“ใช่ รอตรงนี้แหละ!”
…
เมื่อลู่ชิ่งเซิงเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย เขาเห็นลู่จ้านตงนั่งพิงเตียงอยู่ หัวเตียงยกขึ้นเล็กน้อย ขาของเขาพันผ้าพันแผลไว้ทั้งหมด
เขารีบเดินเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง “พี่สาม ในที่สุดผมก็ได้เจอพี่แล้ว พี่เป็นยังไงบ้าง? ผ่าตัดเรียบร้อยดีไหม?”
คำพูดเหล่านี้เขาคิดไว้หมดแล้วตั้งแต่ตอนอยู่ข้างล่าง
ลู่จ้านตงมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เป็นห่วงฉันขนาดนี้เลย?”
“พี่สาม เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ผมกลับไม่รู้เรื่องเลย…”
ลู่ชิ่งเซิงพูดพลางถอดแว่นออก ยกมือขึ้นเช็ดขอบตาแดงก่ำ
ลู่จ้านตงเะียงแต่มองเขาไม่ได้พูดอะไร
“พี่สาม พี่คงไม่โกรธผมใช่ไหม?”
ลู่ชิ่งเซิงใส่แว่นกลับเข้าที่ด้วยสีหน้าสำนึกผิด
ลู่จ้านตงขมวดคิ้ว “นายไม่รู้ว่าขาฉันบาดเจ็บ ไม่รู้ว่าเด็กทั้งสามคนหิวโซ นายไม่ได้กลับบ้านกี่ปีแล้ว?”
ลู่ชิ่งเซิงพูดไม่ออก จึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่สาม พี่ก็รู้นี่… ที่บ้านผมพูดอะไรไม่ได้…”
“งั้นเหรอ? นายพูดอะไรไม่ได้ แต่เงินกลับถูกใช้ไปกับนายหมด”
ดูเสื้อผ้าที่น้องชายคนนี้ใส่ แล้วดูเสื้อผ้าที่ลูกๆ ทั้งสามคนของเขาใส่ ไม่ต้องสืบเขาก็รู้ดี
ลู่ชิ่งเซิงหน้าเสีย รีบเปลี่ยนเรื่อง “พี่สาม ผมเห็นผู้หญิงอ้วนๆ คนนั้นแล้ว เธอบอกว่าเป็นพี่สะใภ้สาม จริงหรือเปล่า? พี่แต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมผมไม่รู้เรื่อง?”
ลู่จ้านตงมองเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่รู้ก็ไม่แปลก เรื่องของตระกูลลู่นายไม่เคยรู้เรื่องอยู่แล้วนี่?”
ลู่ชิ่งเซิงเม้มปาก “พี่สาม ผู้หญิงคนนั้นทั้งอ้วน แถมยังขี้เหร่อีก พี่อย่าไปให้เธอหลอกเชียวนะ ผมเห็นเธอพาเด็กๆ ลงไป เธอกำลังจะกลับหมู่บ้านเถาฮวาเหรอ?”
“ลู่ชิ่งเซิง เด็กๆ อดอยากนายไม่สนใจ แต่กลับมาวุ่นวายเรื่องแต่งงานของฉัน!”
“ไม่ใช่นะพี่สาม พี่เป็นผู้พัน แถมยังได้สร้างคุณงามความดีอีก อนาคตต้องก้าวหน้า ผู้หญิงคนนั้นไม่คู่ควรกับพี่หรอก”
ดวงตาของลู่จ้านตงเย็นชา “ถ้างั้นนายคิดว่าผู้หญิงแบบไหนถึงจะคู่ควรกับฉัน?”