“แย่หน่อยนะ ที่เป็พระเดชคนนั้นนั่นแหละพวกโยม”
หลวงตาแช่มบอกทั้งกลั้นยิ้มแอบขัน
นึกถึงตนเองเมื่อสี่เดือนก่อนหน้าตอนที่เดชามาบอกขอบวชตนก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าไอ้ขี้เมานั่นจะกลายมาเป็พระที่ปฏิบัติดีไม่มีบกพร่องได้
หากเป็ในเดือนสองเดือนแรกก่อนหน้านี้หลวงตาจะไม่กล้าบอกใครอย่างแน่นอนว่าพระอนุตตโรนั้นคือคนเดียวกับไอ้เ้าเดชขี้เมาเพราะชาวบ้านร้านตลาดแถวนี้คนเกลียดชังเ้าเดชนั้นมีเยอะมากอยู่
หากพูดไปแล้วแทนที่คนจะเห็นดีเห็นงามว่าเ้าเดชเลิกเหล้าหันหน้าเข้าวัด กลับตัวกลับใจได้ ก็จะพลอยกล่าวหาไปว่าไม่มีปัญญาทำมาหากินต้องมาพึ่งข้าววัด พากันกราบไหว้ไม่ลง หาเหตุใส่ความให้พระต้องสึกก็จะเป็บาปเป็กรรมไปเสียเปล่า ๆ
แต่มาจนถึงวันนี้พระเดชปฏิบัติตนดีมาก่อยู่วัดก็ทำวัตรปฏิบัติ ่น้ำท่วมก็พายเรือออกแจกจ่ายอาหารแห้งยารักษาโรคต่าง ๆ ให้ชาวบ้าน ปฏิบัติตัวดีจนผู้คนเลื่อมใสศรัทธามากนักกระทั่งเวลานี้หากชาวบ้านรู้เข้าแล้วว่าพระเดชนั้นคือคนเดียวกับไอ้เดชขี้เมาแทนที่จะกล่าวหาขับไล่ก็จะกลายเป็ยิ่งเลื่อมใสศรัทธาว่าคนที่ครั้งหนึ่งเคยปฏิบัติตัวไม่ดีแต่กลับเปลี่ยนแปลงตนเองกลับตัวกลับใจให้ดีขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้
“ไอ้เดชที่ว่านั่นมันเป็ไอ้ขี้เมา…” เจ๊พรขัดคอหลวงตาทันที
“คนเราก็ต้องให้โอกาสเขากลับตัวกลับใจบ้างนะโยม”
หลวงตาแช่มแทรกจังหวะนั้นก็เห็นพระเดชาถือไม้กวาดมากับลูกชาย พาเ้ามะพลับมาช่วยกวาดบันไดโบสถ์พอดี
“เวลานี้เขาปฏิบัติดีมาก เหล้ายาไม่แตะ ทำวัตรไม่เว้นข้อศีลไม่พร่อง มีจริยะอันดีงาม เป็พระสุปฏิปันโนที่สมควรแล้วจะให้พวกโยมกราบไหว้”
หลวงตาบอกพร้อมชี้มือไปยังพระและเณรที่กวาดบันไดโบสถ์อยู่
ชาวบ้าน กรรมการวัด ผู้นำชุมชน รวมถึงเจ๊พรต่างหันมองเห็นพระสงฆ์รูปงามกำลังกวาดบันไดอยู่ด้วยสีหน้านิ่งสงบ กริยาดูสำรวมเรียบร้อย
‘ตรงไหนดูเหมือนไอ้เดชขี้เมากัน?’ เจ๊พรแอบขมวดคิ้วสงสัย
“หลวงตาไม่สบายรึเปล่าเ้าคะ?” เถ้าแก่เนี้ยร้านลูกชิ้นหันมาถามหลวงตาแช่มด้วยสีหน้าสงสัย
“โว๊ะ! อีนี่ถึงหลวงตาจะแก่แต่หลวงตาก็ไม่ได้ป่วยนะ” ท่านสมภารขมวดคิ้วให้บ้าง
“หลวงตาชราภาพมากแล้ว บางทีท่านอาจจะเป็อัลไซเมอร์”
ผู้นำชุมชนที่นั่งร่วมวงสนทนาอยู่ด้วยยกมือป้องปากข้างหนึ่งแล้วพูดกับเจ๊พรด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ
“เอ้อ! ไอ้พวกนี้! มากล่าวหาพระเ้า พวกเอ็งมีตาไม่มีแววพระเดชเขาพายเรือลุยน้ำเอาข้าวของไปแจกพวกเอ็ง พกเ้าเณรพลับไปด้วยตลอดจำพ่อไม่ได้มันก็ต้องจำลูกกันได้บ้างซี่วะ”
หลวงตากระชากเสียงดังขึ้น
พอเป็อย่างนั้นทุกคนจึงหยุดเถียงท่านสมภาร ต่างหันไปมองพระหนุ่มที่กำลังกวาดบันไดโบสถ์อีกครั้งแล้วก็ทันได้เห็นเณรพลับที่กำลังฝึกถือไม้กวาดด้ามยาวกวาดพื้นอย่างเก้กังจนเผลอเหยียบปลายไม้กวาดพร้อมๆ กับที่ตนเองก็พยายามยกด้ามไม้กวาดขึ้นมา ทำให้สะดุดไม้กวาดจนเกือบล้มหน้าคะมำโชคดีที่หลวงพี่รูปหล่อเข้าไปรับไว้ได้ทันเณรพลับจึงปล่อยไม้กวาดเปลี่ยนเป็เกาะขาพ่อตัวเอง ยึดเป็หลักเอาไว้แน่นทั้งยังหัวเราะแหะ ๆ ให้กับป๊ะป๋าแก้เขินเสียด้วย
“เ้าเณรน้อยน่ารักจริง ๆ”
เจ๊พรเห็นเณรพลับซุ่มซ่ามดูน่ารักน่าเอ็นดูก็เผลอฉีกยิ้มกว้างออกมา
อืม... เ้าเดชปกติผมเผ้าหนวดเครารุงรัง ไม่อาบน้ำ ตัวดำเขรอะพอมาบวชปลงผม อาบน้ำ ขัดผิวสะอาดสะอ้านก็ไม่แปลกหรอกที่ผู้คนจะจำไม่ได้
แต่เณรพลับถึงแม้จะดูมีเนื้อหนังสมบูรณ์ขึ้นแต่หน้าตาก็ยังคงเป็เค้าเดิม อีกทั้งเ้าหนูลูกพลับนั้นก็ยังเป็ที่เอ็นดูระคนเวทนาของคนในชุมชนด้วยความที่มีพ่อขี้เมาไม่เหลียวแลทุกคนจึงรู้ว่าเด็กคนนี้มีความระแวดระวัง หวาดกลัวคนแปลกหน้ามากแค่ไหน
แต่เด็กที่กลัวคนแปลกหน้าคนนั้นกลับไปเกาะขาพระรูปงามซะแน่นขนาดนั้นแถมยังหัวเราะร่าเริงอีกด้วยไม่ว่าจะคิดยังไงพระรูปนั้นถ้าไม่ใช่พ่อก็เป็พี่ชายญาติสนิทของเ้าเด็กน้อยนั่นอย่างแน่นอน
"ดูยังหนุ่มแล้วก็รูปงามมากผิดกับไอ้เดชขี้เมาเป็คนละคนเลยนะขอรับ"
เฮียฮั้วเริ่มยอมรับเห็นด้วยกับหลวงตาว่าพระรูปงามท่านนั้นคงจะเป็เดชาอย่างแน่นอน
คิดไม่ถึงเลยว่าหลวงพี่ที่มากบุญบารมีผู้ช่วยเหลือโรงพิมพ์วิทยศิลป์ให้พ้นจากหายนะได้นั้นจะคือคนเดียวกับอดีตไอ้ขี้เมาจริงๆ ทีแรกก็เข้าใจไปว่าเป็ผู้มีบุญจากไหนกลับชาติมาเกิดเสียอีก
"มิน่า… ตอนนั้นหลวงตาถึงขออภัยทานให้เ้าเดชโอ๊ย! เป็พระมากบุญปฏิบัติดีอย่างนี้ ต่อให้หลวงตาไม่ขอเจ๊ก็อาฆาตไม่ลงแล้วล่ะเ้าค่ะ"
เจ๊พรเห็นเฮียฮั้วยอมรับอย่างง่ายดายก็เริ่มจะนึกเห็นด้วย
โชคดีจริง ๆที่หยุดด่าหยุดนินทาไอ้เดชไปั้แ่วันที่หลวงตาขอให้อภัยทานไม่อย่างนั้นเผลอด่าพระดี ๆ ที่ปฏิบัติดีไปมากมายคงจะบาปแย่เลย
สองผู้มีประสบการณ์ตรงพอมั่นใจว่าพระรูปงามนั้นคือเดชาต่างก็ยิ่งประทับใจในตัวของพระนวกะรูปนั้นมากขึ้นไปอีกเพราะในสมัยที่ชายคนนี้ทำตัวขี้เมาเป็ขยะพวกเขาต่างก็ไม่เคยเห็นว่าไอ้สวะขี้เมานั่นเป็คน ไม่เคยทำดีกับมันด้วยเลยสักนิด
โดยเฉพาะเจ๊พรที่พอไอ้เดชเดินเมาผ่านหน้าร้านก็ทั้งด่าทั้งไล่ยังเคยเอาของเขวี้ยงใส่ให้เจ็บ ๆ บ้างก็มี แต่ถึงอย่างนั้นเดชาภาคอัปสกิลบารมีก็กลับไม่ถือโทษโกรธเคืองพวกเขาถึงยามเคราะห์ร้ายยังมาช่วยตักเตือนให้พ้นเคราะห์ด้วยความเป็ห่วงช่างเป็พระมากจิตเมตตา สมกับเป็ผู้มากบุญบารมีโดยแท้
พอให้รู้สึกเลื่อมใสมากขึ้นหัวข้อสนทนาระหว่างชาวบ้านก็ยิ่งไม่จบลงอย่างง่ายดายเฮียฮั้วและเจ๊พรรีบแข่งกันอวด(อวย)บารมีของพระเดชาอีกครั้ง แม้จะเป็เทปเดิมเื่เดิมกับที่เพิ่งจะเล่าจบไปเมื่อครู่นี้แต่ให้เล่าใหม่อีกทีทั้งสองผู้มีประสบการณ์ก็ยังสามารถใส่เอฟเฟกต์ปาฏิหาริย์เพิ่มเข้าไปคูณสิบจนพวกชาวบ้านต่างนึกทึ่งเชื่อถือเลื่อมใสในตัวพระเดชตามทั้งสองคนนี้ไปด้วยอย่างง่ายดาย
พวกชาวบ้านพอจะจำเด็กชายที่วิ่งเข้าออกวัดมาขอข้าวไปให้พ่อกินทุกวันได้ว่าคือลูกพลับสามเณรน้อยองค์นั้นคือลูกชายของไอ้เดชคนขี้เมาอย่างแน่นอนแต่พระรูปงามที่ดูเหมือนจะมีออร่าเปล่งแสงวิ้ง ๆ นั่นมัน...
ไม่ว่าจะดูอย่างไร…
“นั่นคือไอ้เด… เอ๊ย! พระเดชจริง ๆ หรือขอรับ หลวงตา?”
ผู้นำชุมชนยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักไอ้เดชคนจรจัดนั่นพอโกนผมโกนเคราแล้วหน้าตาดีได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ
“ก็พระเดชน่ะสิ หรือพวกเอ็งเห็นเป็ใคร”
ฟังที่หลวงตาถามกลับแล้วชาวบ้านต่างหันมาสบสายตาต่อกันด้วยความงุนงงอันที่จริงพวกเขาเห็นพระหนุ่มรูปงามคนนี้มาั้แ่บวชแรก ๆ นับสองสามเดือนแล้วแต่ด้วยความที่พระท่านมีความสำรวม ดูไม่พูดจาช่างคุยใด ๆ ในสิ่งที่ชาวบ้านมิได้ถามทุกวันมาวัดเห็นพระรูปนี้ทีไรหากไม่สวดมนต์ทำวัตรก็เดินจงกรมปฏิบัติสมาธิมีจริยะที่ดีน่าเลื่อมใสผิดกับพระนวกะวัยหนุ่มทั่วไป ยังคิดกันอยู่ว่าดีจริง ๆที่มีพระสุปฏิปันโน[1] มาบวชเรียนอยู่ที่วัดเล็ก ๆ ในชุมชนแบบนี้ ต่างก็คิดไม่ถึงกันเลยจริงๆ ว่า…
“พวกกระผมเคยเห็นแต่เ้าเดชขี้เมาที่ผมเผ้าหนวดเครารุงรังทั้งยังมีลูกโตหกเจ็ดขวบ ดูไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้วจะยังหนุ่มขนาดนี้” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น
“ก่อนหน้าเคยเอาแต่เมาเหล้าข้าวปลาไม่กินร่างกายเลยทรุดโทรม พอบวชแล้วได้หยุดเมาเหล้าเมายาฉันอาหารมีประโยชน์ได้ครบสองมื้อ สุขภาพจึงดีขึ้น จากผอมแห้งก็เริ่มมีเนื้อหนังทั้งยังทำสมาธิปฏิบัติอยู่ตลอดจิตใจก็ผ่องแผ้ว หน้าตาจึงดูผ่องใสจนพวกโยมจำไม่ได้อย่างไรเล่า”หลวงตาอธิบายกับชาวบ้าน
และในตอนนั้นเองชาวบ้านขาเผือกคนหนึ่งที่เริ่มทนไม่เผือกได้ไม่ไหวก็ตัดสินใจลุกขึ้นไปหาพระรูปงามที่กำลังกวาดบันไดอุโบสถรูปนั้น
“หลวงพี่ครับ หลวงตาแช่มเรียกหาครับ” ชาวบ้านขาเผือกบอกกับพระเดช
‘อุวะ! ใครเรียกหากันวะ!’
หลวงตาแช่มได้ยินคนอ้างชื่อตนเองเต็มสองหูก็ได้แต่อุทธรณ์อยู่ในใจ
พระรูปงามพยักหน้ารับแล้วกลับวางไม้กวาดด้ามยาวพิงไว้ที่บันไดโบสถ์เขาลูบหัวเณรพลับทีหนึ่งเป็ภาษากายบอกให้ลูกชายรออยู่แถวนี้ไม่แอบไปวิ่งเล่นที่ไหนก่อนจะเดินตามชาวบ้านขาเผือกเข้าไปภายในอุโบสถส่วนเณรพลับก็นั่งจ๋องหลบมุมอยู่หน้าประตู แอบมองพ่อตนเองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
พระเดชเมื่อเข้าไปด้านในก็เห็นชาวบ้านนั่งกันอยู่หน้าสลอนเขาสำรวมกิริยาเดินเข้าไปอย่างนอบน้อมแล้วนั่งคุกเข่ากราบพระประธานสามครั้งด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์จากนั้นจึงหันมาหาหลวงตาแช่ม กราบพระผู้ใหญ่ด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์อีกสามครั้งก่อนจะนั่งพับเพียบ รอคำพูดจากหลวงตาที่เป็ฝ่ายเรียกหาตน
“ญาติโยมพวกนี้เขาสงสัยว่าท่านเป็คนเดียวกับเ้าเดชขี้เมาที่กอดขวดเหล้าแทนเมียคนนั้นจริงหรือไม่”
หลวงตาตัดสินใจถามแทนชาวบ้าน
พระเดชยกมือไหว้ท่านเ้าอาวาสหนึ่งครั้งก่อนจะหันไปตอบชาวบ้านด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ฟังระรื่นหู
“หากเป็ไปได้กระผมก็อยากให้คิดว่าเป็คนละคนกันครับ เ้าเดชขี้เมาคนนั้นให้ถือเสียว่าได้ตายไปแล้วตอนนี้กระผมเกิดใหม่แล้วก็ตั้งใจจะเป็คนดี ดำเนินชีวิตไปในวิถีทางที่ดีไม่กินเหล้าเมายาใด ๆ โดยเด็ดขาดครับ”
‘แหม่! ฉลาดตอบเสียด้วย’
หลวงตาแช่มคิดชื่นชมอยู่ในใจ
ในความเป็พระสงฆ์เวลานี้ไตเติ้ลรู้ดีว่าตนมีศีลต้องถือต้องปฏิบัติ หากแต่ศีลข้อที่ถือยากที่สุดสำหรับเขาก็คือศีลข้อสี่ ที่ว่าห้ามโกหกห้ามพูดปดและวาจาส่อเสียดใด ๆ ถ้าเป็คนพูดมากปากไวเพียงแค่วินาทีเดียวก็จะผิดศีลข้อนี้เอาได้ง่ายๆ
ดังนั้นเมื่อบวชแล้วเขาจึงตัดสินใจปิดวาจาด้วยการงดพูดคุยหากจะพูดจะเอ่ยก็ในเื่ที่จำเป็ ในสิ่งที่ถูกถามมาเท่านั้น และที่สำคัญเพราะที่มาความเป็ไปของตัวเขานั้นค่อนข้างน่าเหลือเชื่อไตเติ้ลจึงจะต้องคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนทุกครั้งก่อนที่จะพูดและตอบในทุกคำถาม
ซึ่งสิ่งที่เขาตอบกับพวกชาวบ้านไปเมื่อครู่นั้นก็ไม่ถือว่าเป็คำโกหกไตเติ้ลบอกไม่ได้อยู่แล้วว่าตนกับเดชาเป็คนเดียวกันเพราะนั่นคือการโกหกที่จะทำให้เขาผิดศีลเอาได้ ชายหนุ่มจึงเลี่ยงไปตอบโดยกลาง ๆให้ชาวบ้านถือเสียว่าพวกเขาเป็คนละคนกันแบบนี้ก็จะให้ความกระจ่างกับคนถามได้โดยที่ตนเองก็ไม่ต้องผิดศีลอีกด้วย
“เป็เื่ดีครับ พวกผมเห็นว่าเ้าเดชหายไปก็คิดว่าจะไปนอนเมาตายอยู่ข้างทางที่ไหนคิดไม่ถึงว่าท่านจะรู้ตื่น คิดกลับเนื้อกลับตัวจากเหล้ายาพวกนั้นได้” ผู้นำชุมชนเอ่ยชม
“เห็นว่าอาทิตย์หน้าจะสึกแล้วสินะ”
หลวงตาแช่มทักขึ้น
เมื่อเห็นพวกชาวบ้านเลื่อมใสพระเดชท่านเ้าอาวาสก็หวังกรุยทางให้ว่าหลังจากสึกไปแล้วเ้านี่จะสามารถหางานหาการดีๆ ทำได้ สามารถเติบโตเป็ผู้เป็คน ดำเนินชีวิตที่ดีได้ดังใจหวัง
“ขอรับ”
พระเดชยกมือไหว้ท่านสมภารยามกล่าวตอบรับ
“สึกทำไมล่ะขอรับบวชแล้วปฏิบัติดีได้อย่างนี้น่าเสียดายถ้าจะต้องสึก” เฮียฮั้วรีบทัดทาน
“ไม่ได้ครับ เดิมไม่มีฐานฐานะอันดี ไม่มีงานทำขอข้าววัดกินไปวัน ๆ อยู่นานไปผู้คนจะครหาเอาได้ว่าเป็เหลือบไรคอยเกาะวัดกิน”พระเดชตอบในทันที
เื่บวชก็ดีอยู่หรอก แต่นายไตเติ้ลนั้นยังเป็มนุษย์ที่มีกิเลสยังอยากกินข้าวครบสามมื้อ นอนเตียงนุ่ม ๆ อยากอยู่หรูสุขสบาย มีความฝันว่าจะรวยสุดๆ จนนั่ง ๆ นอน ๆ รอเงินเข้าบัญชีไปวัน ๆ แล้วใช้ชีวิตอย่างเอื่อยเฉื่อยในยามแก่เฒ่ามีพยาบาลสวยๆ คอยมาดูแลที่บ้านพักคนชราแสนไฮโซ
ตอนนี้ปี พ.ศ.2538 ร่างเดชานี้เพิ่งจะอายุยี่สิบเจ็ดหมาด ๆถ้าเขาดำเนินชีวิตให้ดีตามแผนที่คิดไว้ในใจได้แล้ว ผ่านไปอีกแค่สามสิบปีพอร่างนี้อายุห้าสิบเจ็ดก็จะเป็ปี พ.ศ.2567 ตอนนั้นก็ถึงยุคเฟื่องฟูของบ้านพักคนชราสไตล์ไฮโซให้เขาไปพักอาศัยอยู่ได้พอดี
“คนเขาคิดอย่างนั้นก็เพราะพระปฏิบัติไม่ดี หากปฏิบัติดีข้อศีลไม่บกพร่องอย่างหลวงพี่ก็ไม่มีใครเขาจะมากล่าวว่าหรอกขอรับ” ผู้นำชุมชนว่า
“ตัวกระผมนั้นไม่เท่าไรแต่กับเณรพลับนั้นจะให้เรียนในทางธรรมต่อไปจนเติบใหญ่ก็เกรงว่าจะโตไปเป็เด็กไม่รู้จักโลกทำมาหากินไม่เป็ ทั้งยังอาจหลงใหลไปในอบายมุขสิ่งล่อลวงได้ง่ายหากกระผมสึกแล้วต่อไปทำมาหากินตั้งตัวได้เลี้ยงดูลูกชายให้เติบใหญ่จนดูแลตนเองได้เมื่อไรเวลานั้นหากจิตใจยังเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็อย่างยิ่งก็คงไม่แคล้วบุญบารมีจะพาให้ได้กลับมาบวชเรียนอีกครั้งเป็แน่ครับ”
“อืม… นับว่าคิดดี”
หลวงตาแช่มเอ่ยชมพระเดชยกมือไหว้รับคำชมจากพระผู้ใหญ่
ชาวบ้านที่เห็นจริยะของพระรูปงามแล้วก็ให้ยิ่งเลื่อมใสจนแทบจะลืมภาพไอ้เดชคนขี้เมาไปจนหมด ถึงจะเสียดายอยู่บ้างที่พระปฏิบัติดีคิดจะลาสิกขาแต่ใจหนึ่งพวกเขาต่างก็คาดหวังอยากจะเห็นอยู่เหมือนกันว่าคนที่ครั้งหนึ่งถูกตราหน้าว่าเป็ไอ้ขี้เมาขี้คุก สวะสังคม จะสามารถกลับตัวกลับใจ เลิกเหล้าใช้ชีวิตให้ดีต่อไปได้ดังปากว่าจริงหรือไม่
หลายคนที่มีกิจการห้างร้านเป็ของตนเองเวลานี้ถึงกับวางแผนเอาไว้ว่าถ้าทิดเดชมาขอสมัครงานกับตนก็จะรีบให้โอกาสให้ทิดเดชได้มีโอกาสทำงาน กลับเนื้อกลับตัวให้ได้
พวกเขายังจำที่หลวงตาแช่มเคยสอนเอาไว้ได้เป็อย่างดีว่าการทำทานที่ดีที่สุดดีกว่าการใส่บาตรหรือบริจาคเงินใด ๆ คือการทำทานด้วยการให้โอกาส ให้ชีวิตดังนั้นหากทิดเดชคิดจะกลับตัวกลับใจจริง ๆ แล้ว
พวกเขาก็พร้อมที่จะให้โอกาสอย่างแน่นอน.
[1]พระสุปฏิปันโน พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติเคร่งครัดไม่ผิดศีล