ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่453 บ่าที่หนักอึ้ง

      อี้รั่วจั่ง อี้ชิง อี้เฉิน พวกเขาทั้ง3ที่เดินพูดคุยกัน ออกรสออกชาติไม่น้อย เมื่อรับรู้ว่าอี้เฉินไม่ได้ โอหังเหมือนท่าทีของเขา มันจึงทำให้พวกเขาปรับตัวเข้าหากันได้ อย่างง่ายดายอาจจะด้วยพวกเขาเป็นคนตระกูล อี้ เฉกเช่นเดียวกัน
 


      อี้ชิง นางมีท่าทีตกใจอยู่ไม่น้อย ไถ่ถามอี้เฉินด้วยความไม่อยากเชื่อ "น้องอี้เฉิน เจ้ามาจากดินแดนเบื้องล่างจริงๆ หรือ พวกเขาอยู่แต่ภายในป้อมปราการทมิฬ แทบไม่รับรู้ข่าวภายนอก ข้าล่ะอิจฉาเจ้าไม่น้อย"

 


       อี้รั่วจั่ง เองก็พยักหน้าเช่นกัน "ภาระที่ตระกูล อี้ เราต้องแบกรับไว้หนักหนายิ่งนักน่าเสียดายที่พวกเราเหล่าอนุชน ไม่ได้ออกไปสู่โลกภายนอก แสดงพลังให้หมู่ชนโดยรอบได้รับรู้"

 


       ทว่าคำพูดของทั้งสอง กลับเสียดแทงหัวใจ อี้เฉินไม่น้อย ถึงกับทำให้อี้เฉินหยุดเดินกะทันหัน แม้ว่าจักรพรรดิชรา จะบอกให้เขาไม่ต้องเก็บเรื่องราวภายในตระกูลมาใส่ใจ แต่เมื่ออี้เฉินเห็นอนุชนคนรุ่นหลัง เฉกเช่นเดียวกับตัวเขา ต้องมาแบกรับกับบาปโทษทัณฑ์ในยามอดีต ฝ่ามือของอี้เฉินก็กำหมัดไว้จนแน่น 'ดินแดนจักรพรรดิ ช่วงนี้ข้าได้ยินชื่อของเจ้าบ่อยจัง แถมทุกคราที่ข้าได้ยินชื่อมัน ยิ่งทำให้ข้าไม่สบอารมณ์'

 


       อี้รั่วจั่ง ส่ายหัวให้อี้เฉิน มองว่าชายหนุ่มคิดเยอะเกินไป พวกเขาที่ไร้พลังจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ อย่างไรเขาก็ไม่เกลียดความช่างฝันของอี้เฉิน "น้องอี้ เจ้าอย่าได้เก็บมันมาใส่ใจ เรารีบไปที่แท่นศิลาโลกปราณจิตเถอะ เหมือนว่ายามนี้ เหล่าอนุชนจะไปรวมตัวกัน หน้าทางเข้า สงคราม เทพพันปีกันหมดแล้ว"

 


อี้ชิง นางเองก็พยักหน้าให้อี้เฉินเช่นกัน ประหนึ่งเป็นการบอกตัวอี้เฉินว่า อย่าได้เก็บเรื่องราวต่างๆ มาใส่ใจ ด้านอี้เฉินจึงทำได้เพียงผ่อนลมหายใจออกมายาว "ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้น เชิญท่านทั้งสองนำทาง ข้าเองก็จะเลิกคิด เรื่องของตระกูลอี้ ในยามนี้"



     ...พวกเขาทั้งสามคน เดินทางลัดเลาะไม่นานก็มาถึง ที่ตั้งของแท่นศิลาโลกปราณจิต ที่อยู่ไม่ห่างจากพระราชวังหลวงมากนัก แท่นศิลาโลกปราณจิต นั้นมีอยู่ด้วยกันทุกที่ตามหัวนครใหญ่ ทั่วดินแดนเทพ แม้แต่อี้เฉินยังเคยเข้าไปฝึกฝนในยามก่อน แต่บัดนี้ เหล่าอนุชน ภายในดินแดนเทพทั้งหมด ต่างก็เฝ้ารอให้มิติพิเศษ ที่แยกตัวออกเป็นเอกเทศ เปิดขึ้นสู่สายตาของหมู่ชน

 


        แม้ตระกูล อี้ จะไม่ใหญ่มาก แต่ก็มีอนุชนไม่น้อยที่จะเข้าไปภายในมิติพิเศษ ที่ถูกเรียกขานว่าสงคราม เทพพันปี มีอยู่ด้วยกันร่วมๆ 100ชีวิต ส่วนนครอื่นๆ ที่มีกว่า 50นครทั่วสามทวีปใหญ่ของดินแดนเทพ มันจะต้องกลายเป็นศึกสงครามเทพพันปี ที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย เหล่าอนุชนจะต้องหลั่งไหลเข้าไปภายในสงคราม เทพพันปี เกิดฉากต่อสู้ นองเลือดจนพสุธา กลายเป็นทะเลโลหิต อนุชนผู้ใด จะเป็นผู้ยืนบนหัวเต่ามังกร มองเย้ยหยันฟ้าดิน คงจะรู้ผลในอีก15ปีที่จะมาถึง

 


        ครั้นหมู่ชนเห็น คุณชายอี้รั่วจั่ง คุณหนู อี้ชิง ศิษย์ของผู้อาวุโสใหญ่ เดินมาพร้อมชายหนุ่มที่พวกเขาไม่อาจลืมใบหน้าได้ มันก็ทำให้หลายๆ คนที่เข้าไปทักทาย คุณชายอี้รั่วจั่ง คุณหนู อี้ชิง มีสีหน้าไม่สบอารมณ์ อี้เฉินอย่างเห็นได้ชัด ..จนอี้รั่วจั่ง อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป ครั้นเห็นประกายตาของเหล่าอนุชน จ้องมองอี้เฉินด้วยสายตา ไม่จำยอม อี้รั่วจั่ง ถึงกับต้องสะกิดแขนของอี้เฉิน ก่อนกระซิบไต่ถามเบาๆ ด้วยความอยากรู้ "น้องอี้เจ้าไปทำอะไรให้กลุ่มคนพวกนี้ไม่ชอบหน้าหรือเปล่า?"

 


       อี้เฉินยิ้มเจื่อน ครั้นเห็นใบหน้าทั้งสองเต็มไปด้วยความสงสัย พร้อมกับบรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนโดยรอบ ที่เหล่าอนุชนส่งออกมาไม่ขาด "หากพวกท่านอยากรู้ ข้าว่าท่านคงจะต้องไปถามจากปากพวกเขาแล้วล่ะ ข้าเองก็ไม่รู้จะอธิบายเช่นไร พวกท่านทั้งสองปิดขั้นพลัง มาตลอดอาจจะไม่รู้อะไร"

 


       "เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อนอี้เฉิน" เมื่อพวกเขาที่ปลีกตัวออกไปคนละทิศคนละทาง อี้เฉินก็เดินสืบเท้าไปหาผู้เป็นอาจารย์ของเขาในทันที ...ทว่าเมื่อทั้งสองที่เข้าไปพูดคุยกับอนุชนคนอื่นๆ รับรู้ถึงเรื่องราวของอี้เฉิน คุณชายอี้รั่วจั่ง คุณหนู อี้ชิง พวกเขาต่างจ้องมองมาที่อี้เฉินด้วยสายตา ไม่อยากเชื่อเท่าใดนัก ว่าอี้เฉินจะมีสายเลือดที่เข้มข้นเฉกเช่นเดียวกับ องค์หญิงอี้ฟางหรง ใบหน้าพลันไม่ยอมรับอี้เฉินให้เป็นคุณชาย ของพวกเขาในฉับพลัน

 


ด้านอี้เฉิน ที่รับรู้ถึงสายตาของหมู่ชนที่ไม่ยอมรับตัวตนของเขา เขาไม่ได้เก็บสิ่งเหล่านี้มาใส่ใจแม้แต่น้อย ก่อนอี้ฟางหรงจะกล่าวชม ในความสุขุมนุ่มลึกของเด็กหนุ่ม "เป็นเรื่องที่ดีที่เจ้าคิดเช่นนั้นได้อี้เฉิน ...แล้วข้าขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย ที่เลื่อนขั้นพลัง เทวะ ระดับ กลางได้"

 


อี้เฉินเบะปากออกมาเล็กน้อย "ท่านอาจารย์อย่าพูดเฉกเช่นนั้น หากเทียบกับท่านพลังของข้าจะทำอะไรได้"

 


        "เจ้าเด็กโง่เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น อาจารย์อย่างเจ้าก็เคยผ่านจุดนี้มาเช่นกัน เจ้าอย่าได้ดูถูกตนเองเช่นนี้ ตระกูล อี้ ของเรา ยึดมั่นในศักดิ์ศรี ไม่ช้ามิติ พิเศษก็จะเปิดแล้วอี้เฉิน ไม่แน่เจ้ากลับออกมา เจ้าอาจจะไล่ตามข้าทันอีกไม่ช้าก็เป็นได้ ..ท่านพ่อคงบอกเจ้าเรื่องเปิดเส้นลมปราณเซียนแล้วสินะ คนเฒ่าคนแก่ ล้วนรับรู้ข้อนี้เป็นอย่างดี เหล่าอนุชนมีชื่อตระกูลเก่าแก่เองก็คงจะรับรู้เช่นกัน"

 


อี้เฉินทำปากมุ่ยอยู่เล็กน้อย ก่อนขานรับคำของผู้เป็นอาจารย์ "ข้าเข้าใจแล้วท่านอาจารย์ แต่ศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้นั้น มันทำให้อนุชนของเราเจ็บปวดไม่น้อยเลยนะ"

 


       อี้ฟางหรงสีหน้าบูดบึ้ง ในฉับพลัน "เดียวนี้เจ้าชักปากเก่งใหญ่แล้วอี้เฉิน การพูดเช่นนี้ต่อหน้าข้า มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการหมิ่นเกียรติของท่านพ่อข้าไม่ใช่หรือ ..เจ้าเป็นชนรุ่นหลังจะไปเข้าใจอะไร"

 


อี้เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ข้าก็แค่พูดตามจริงเท่านั้น แล้วท่านจะให้ข้ามองดูชนรุ่นหลังในตระกูล ต้องเจ็บปวดเช่นนี้อย่างนั้นหรือ"

 


"ท่าเช่นนั้นเจ้าก็แสดงให้ข้าดูสิอี้เฉิน อีก15ปีเจ้าจะไปได้ไกลถึงเพียงใด หากเจ้าทำให้ข้าตกใจได้ ข้าจะเป็นมือขวาให้เจ้าอีกแรง เจ้าคิดว่าดีหรือไม่"

 


        อี้เฉินที่ได้ยิน ราวกับเขาแบกภูเขา ลูกใหญ่ไว้บนบ่า แม้แต่คำพูดจะเอ่ยตอบผู้เป็นอาจารย์ยังต้องเก็บคำเหล่านั้นกลืนลงคอไปจนหมด ยืนสงบนิ่งไม่ไหวติงอยู่เช่นนั้นหลายลมหายใจ

 


       ..ก่อนหน้าแท่นศิลาโลกปราณจิต จะปรากฏ มิติพิเศษเปิดแยกออกมาสู่สายตาหมู่ชน มันราวกับเป็นหมอกควันของมวล เมฆ ที่เปิดขยายออกจนกว้าง ส่งกลิ่นอายที่เก่าแก่บรรพกาลแผ่ไพศาล ออกมาไม่ขาดสาย ประหนึ่งว่า ก้าวเดินกลับคืน ยุคสมัยเบิกฟ้า หวนคืนสู่ยุคสมัยบรรพกาล ปราณพลังที่น่าคร้ามเกรงถูกส่งออกมาเป็นระลอกคลื่น ทำให้หัวใจเหล่าอนุชนสั่นไหวกันไม่น้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง พร้อมกับความตื่นเต้นที่ไม่อาจเก็บซ่อนไว้ได้

 


        แม้แต่อี้เฉินที่เห็นยังตกตะลึง ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวน้อยๆ ก่อนบอกกล่าวคำพูดของผู้เป็นอาจารย์ของเขา "ท่านอย่าลืมคำของท่านล่ะ ท่านอาจารย์ เรื่องที่ท่านจะเป็นมือขวาให้ข้า"

 


        อี้ฟางหรงที่เห็นประกายตา เด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นางได้แต่ผ่อนลมหายใจ ในโลกใบนี้จะมีสิ่งใดที่ทำให้นางตกใจได้อีก "ข้าจะรอเจ้ากลับมาในอีก15ปีอี้เฉิน น้องชายของข้า" ทว่าคำพูดของนางส่งออกไปไล่หลังอี้เฉินแล้วในยามนี้

 



        อี้เฉินนั้นเขาเดินสืบเท้า ไปรวมกลุ่มกับเหล่าอนุชนตระกูลอี้ พร้อมที่จะเข้าไปภายในมิติพิเศษสงคราม เทพพันปีอย่างไม่ลังเล แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง ประกายตาเต็มไปด้วยไฟลุกโชน มาพร้อมกับสิ่งที่แบกรับ หวังว่าภายในสถานที่แห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงตัวเขาให้กลายเป็นมังกรแหวกว่ายบนท้องฟ้าสูงได้

 


        อนุชนที่พร้อมจะออกไปผจญความโหดร้าย ต่างก็เดินสืบเท้าเข้าไปภายในมิติพิเศษที่เปิดขึ้นอย่างไม่ลังเล ว่ากันว่ามิตินี้ เปิดอยู่เพียง5วันเท่านั้น ก่อนที่มันจะปิดตัวลง มีแม้กระทั่ง เหล่าเทพสวรรค์ บางคนคิดจะเข้าไปยังสถานที่แห่งนี้ ทว่าพวกเขาเหล่านั้น ก็ล้วนถูกทำลายร่างจนแตกสลาย เพื่ออยากจะเข้าไปภายในสงครามเทพพันปี ที่จะเปิดในรอบพันปี บางกลุ่มถึงกับใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกตา มองว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในขั้นเทพสวรรค์ แต่ก็ไม่วายถูกแท่นศิลาโลกปราณจิต ตรวจจับได้ฆ่าสังหารตายตกจนเป็นเศษผง ธุลี

 


       แต่ก็มีเทพสวรรค์บางกลุ่ม พวกเขายอมตัดขั้นพลัง เพื่อที่จะเข้าไปภายในสงคราม เทพพันปี แสวงหาไฟวิเศษล้ำค่าในตำนาน บ้างก็หวังอยากเปิดเส้นลมปราณเซียน หยั่งรู้กฎเกณฑ์เวลา ฟ้าดิน จนในยามนี้ทั่วดินแดนเทพเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ของล้ำค่าถูกจับจ่ายเป็นเทน้ำเทท่า

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน