ตอนที่ 44 ตัวตลก
“คุณหนูชิว ท่านมีเรื่องอันใดถึงมาที่หุบเขาของเรารึ?”
ชาวบ้านต่างเกรงกลัว ใบหน้าแต่ละคนแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ
ชิวเซียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ และเอ่ยอย่างไม่ลังเล “คุณหนูข้ามาหาหลิงซานฉิง บ้านของนางอยู่ที่ใด?”
เมื่อชาวบ้านได้ยินว่าพวกนางมาหาหลิงซานฉิง ก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที
จะว่าไปแล้วชิวซิ่วเหมยคนนี้ดูไม่น่ายุ่งด้วยเท่าไหร่ หลิงซานฉิงไปล่วงเกินใครหรือเปล่า? ยังมีวันที่มีคนมาหานางถึงที่ด้วยรึ?
ทันใดนั้น พวกชาวบ้านก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที แม้หลิงซานฉิงจะไม่นับว่าเป็นศัตรูกับพวกเขา แต่เมื่อมีเรื่องสนุก ใครมันจะไม่อยากดูบ้าง ผู้หญิงที่พูดในตอนแรกสุดเดินออกมา “พวกเจ้ามาหาหลิงซานฉิง? ข้าจะพาพวกเจ้าไปที่นั่นเอง”
ชิวเซียงหันกลับไปมองชิวซิ่วเหมย อีกฝ่ายโบกมืออย่างรำคาญ
คนกลุ่มหนึ่งมาถึงหน้าบ้านฉาจื่ออันอย่างอึกทึกคึกโครม ชิวซิ่วเหมยส่งสายตาให้ชิวเซียง “เจ้าไปเคาะประตูแล้วพานังสารเลวคนนั้นออกมาให้ข้า”
ชิวเซียงอาศัยผู้คนจำนวนมากก้าวไปข้างหน้าแล้วถีบประตู แต่ก่อนที่นางจะถีบโดนประตู ประตูก็ถูกเปิดออกจากคนด้านใน นางที่ไม่ทันได้เก็บเท้าก็เกือบล้มหน้าคะมำลงไป
หลิงซานฉิงกำลังจะออกไปที่หมู่บ้านเพื่อเอาขนห่านกลับมา ครั้นเห็นฉากด้านนอกนี้เข้า ก็เลิกคิ้วขึ้น มารวมกันอยู่หน้าบ้านนางแบบนี้ต้องการจะทำอะไรกัน?
เมื่อชิวซิ่วเหมยเห็นคนออกมา ก็พ่นเสียงออกมาอย่างเย็นชาพลางเชิดหน้าขึ้น “เจ้าคือหลิงซานฉิงรึ?” นางใช้สายตาเหยียดหยามมองขึ้นลง “หน้าตาก็ดูงั้น ๆ ยังกล้ายั่วยวนลูกพี่ลูกน้องข้า? ช่างกล้านักนะ ข้าจะบอกอะไรให้ คนที่ลูกพี่ลูกน้องของข้าชอบก็คือข้า ทางที่ดีเจ้าควรอยู่ห่างจากลูกพี่ลูกน้องข้า ไม่เช่นนั้น...”
“ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าคือใคร?” น้ำเสียงเย็นชาแทรกเข้ามา ปิดกลั้นคำพูดที่ชิวซิ่วเหมยยังไม่ทันได้พูดออกมา ดวงตาทั้งสองของนางจึงฉายแววดุร้าย “ลูกพี่ลูกน้องของข้าคือซือ…”
“แล้วเจ้าคือใคร? ข้ารู้จักเจ้ารึ” หลิงซานฉิงพิงอยู่หน้าประตู นางถามด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย กวาดสายตามองคนมากมายที่มาดูความสนุกด้วยท่าทางเกียจคร้าน พลางหาวออกมาอย่างเบื่อหน่าย
คนที่ไม่มีอะไรทำเหล่านี้ช่างน่าสงสารจริง ๆ
ชิวซิ่วเหมยถูกขัดมาสองครั้ง ในใจก็มีไฟลุกโชนขึ้นมา นางจ้องไปที่หลิงซานฉิงอย่างโกรธเคือง “ลูกพี่ลูกน้องของข้าคือซือหงหยวน ข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา!” นางพูดอย่างรวดเร็วและร้อนรน ราวกับกลัวว่ามีใครมาขัดอีก
หลิงซานฉิงแคะหูอย่างไร้มารยาท “เจ้าคือใคร เกี่ยวอะไรกับข้า หากเจ้ามีเรื่องอะไรก็พูดออกมา หากไม่มีก็กรุณาหลบให้ด้วย”
หลังจากชิวเซียงยืนได้มั่นคงแล้วก็กลับมายืนอยู่ข้าง ๆ ชิวซิ่วเหมย ในเวลานี้เมื่อเห็นท่าทางของหลิงซานฉิงที่มีต่อคุณหนู และเห็นผู้คนมากมายที่คอยสนับสนุนพวกนาง นางก็รู้สึกยกตนข่มท่านขึ้นมาทันที “เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงพูดกับคุณหนูข้าเช่นนี้? เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร? ยั่วยวนคุณชายซือก็อย่างหนึ่ง ยังจะมาถือดีกับคุณหนูข้าอีก นังสารเลวไร้ยางอาย!”
คำว่ายั่วยวนพ่นออกมาจากปากของสองคนนายบ่าว พวกชาวบ้านเองก็ไม่ได้โง่ แต่ละคนมีความสามารถด้านการนินทา เวลานี้ก็พากันคาดเดาขึ้นมา
แต่ก่อนที่พวกเขาจะพูดคุยกัน หลิงซานฉิงก็ตวาดขึ้นมาอย่างรำคาญ “กลางวันแสก ๆ ไม่มีอะไรทำกันหรือไง? จะคุยกันอยู่ที่นี่ให้ได้เลย”
ขณะพูด นางก็เหลือบมองชิวซิ่วเหมย “คุณหนูชิวใช่หรือไม่? คุณชายซือก็คือลูกพี่ลูกน้องเจ้าอยู่แล้ว เหตุใดเจ้าถึงได้ใส่ร้ายเขาถึงเพียงนี้ ข้าแต่งงานแล้ว หรือจะบอกว่าลูกพี่ลูกน้องเจ้ามีงานอดิเรกที่ไม่เหมือนใครรึ?"
ใครจะมีงานอดิเรกที่เที่ยวไปชอบผู้หญิงแต่งงานแล้วกัน เช่นนั้นคงจะมีปัญหาทางจิตแล้วล่ะ หากพูดออกไปคงตลกน่าดู
เมื่อชิวซิ่วเหมยได้ยินว่านางกล้าใส่ร้ายลูกพี่ลูกน้องตัวเอง ก็โกรธเคืองเพราะความอับอายทันที “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าใส่ร้ายลูกพี่ลูกน้องข้า”
นางจ้องเขม็งไปที่หลิงซานฉิง นางชังจนอยากกระโจนเข้าใส่และฉีกปากของอีกฝ่าย แต่เนื่องจากมีคนมากมายอยู่รอบ ๆ จึงมิอาจลงมือก่อนได้
พลันสายตานางก็เผยความเจ้าเล่ห์ออกมา และชี้ไปที่ชิวเซียง “เจ้าจงเข้าไปฉีกปากนาง นังสารเลวที่ไม่รู้จักดีชั่วนี่!”
ชิวเซียงที่ถีบไม่โดนประตูเมื่อครู่จึงผูกพยาบาทกับหลิงซานฉิง ตอนนี้นางได้รับโอกาสแล้ว จะปล่อยมันไปง่าย ๆ ได้อย่างไร นางพับแขนเสื้อขึ้น เท้าเอว และก้าวไปข้างหน้าด้วยสีหน้าลำพองใจ
สีหน้าหลิงซานฉิงค่อย ๆ เย็นชาขึ้น ชิวเซียงที่ยังหมกมุ่นอยู่กับความตื่นเต้นของการแก้แค้นไม่ทันได้สังเกต นางพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุด พลางยกมือขึ้นเพื่อจะตบ แต่ไม่นึกเลยว่าหลิงซานฉิงจะเอียงตัวหลบฝ่ามือของนางได้ ในขณะเดียวกันก็ยังจับแขนที่กำลังจะตกลงของนางเอาไว้
ชิวเซียงยังไม่ทันได้ตอบสนองก็ถูกนางจับไว้ และจับมืออีกข้างที่แกว่งมาด้วยความโกรธเคือง
สายตาหลิงซานฉิงฉายแววเหยียดหยามออกมา พลางชำเลืองมองชิวซิ่วเหมยที่สร้างปัญหา และโยนชิวเซียงออกไป
“ว้าย” ร่างกายของชิวเซียงอยู่เหนือการควบคุม รู้สึกตกใจ คงจะไม่ถูกโยนออกไปล้มหน้าทิ่มเช่นนี้หรอกมั้ง?
เมื่อชิวซิ่วเหมยเห็นหลิงซานฉิงโยนชิวเซียงมาทางนาง ก็รู้สึกทั้งตกใจทั้งโมโห นางเหลือบมองหลิงซานฉิงด้วยความโกรธ ไม่มีเวลาคิดสิ่งใดมากก็รีบยกกระโปรงขึ้นแล้วหลบไปอยู่ด้านข้าง ภาพที่หนีหัวซุกหัวซุนนั้นดูตลกอย่างมาก
ชิวเซียงไม่มีแม้แต่โอกาสสุดท้ายในการผ่อนแรงกระแทก นางสูญเสียการควบคุม โซซัดโซเซไปข้างหน้า สุดท้ายก็ล้มหน้าคะมำเหมือนอย่างที่กังวลไว้
“ฮา ฮา ฮา คู่นายบ่าวนี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ พวกนางมาที่นี่เพื่อเล่นสินะ”
“นางเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ว่านางคือคุณหนูร่ำรวย นี่มันเหมือนคุณหนูร่ำรวยรึ? น่าขันเสียจริง”
“ชู่ว หยุดพูดเถอะ นางกำลังโมโหอยู่เลย”
ใช้ชีวิตมาหลายปี ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจและเคารพเชื่อฟัง ชิวซิ่วเหมยไม่เคยอับอายขนาดนี้มาก่อน สายตาเยาะเย้ยของทุกคนทำให้นางหน้าแดงก่ำ ได้แต่ยืนอยู่ที่เดิม จะพุ่งเข้าใส่ก็ไม่ได้ จะกลับไปเลยก็ไม่ได้
เมื่อเห็นว่านายบ่าวสองคนหน้าซีดเผือดด้วยความอับอาย หลิงซานฉิงก็เล่นพอแล้ว จึงเดินไปทางกลุ่มคน พวกชาวบ้านก็เปิดทางให้โดยปริยาย
“เจ้าจะไปไหน เรื่องมันยังไม่จบ!” เมื่อชิวเซียงเห็นหลิงซานฉิงกำลังจะจากไป นางก็รีบลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว สองมือเท้าเอวและยืนตะโกนอยู่ที่เดิม จากนั้นก็มองไปที่ชิวซิ่วเหมยเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ไม่นึกเลยว่าคุณหนูของนางจะมีท่าทางราวกับจะทอดทิ้งนาง และแทบไม่มองนางเลย
หลิงซานฉิงหยุดชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปจ้องมองชิวเซียงอย่างเย็นชา
ชิวเซียงถอยหลังไปครึ่งก้าวทันที สีหน้าเผยความขลาดกลัวออกมา
หลิงซานฉิงพ่นลมหายใจอย่างเย็นชาออกมาเบา ๆ พลางหันกลับและเดินจากไป
ตัวเอกไปแล้ว เหลืองเพียงตัวตลกสองตัวที่ไม่มีอะไรให้ดู พวกชาวบ้านต่างแยกย้ายกันพลางพูดคุยหัวเราะ เหลือเพียงสองนายบ่าวยืนอยู่ที่เดิมอย่างเปล่าเปลี่ยว ประหนึ่งตัวตลกจริง ๆ
ฉาจื่ออันที่อยู่ในบ้านได้ยินการเคลื่อนไหวหยุดลงแล้ว เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
สวีอิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปากและลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยออกมา “คุณชาย เรื่องเมื่อครู่เหตุใดท่านไม่ออกไปรึ?”
เมื่อฉาจื่ออันถูกถามเช่นนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายใจเล็กน้อย และส่ายหน้า “ข้าไม่เก่งเรื่องทำความรู้จักกับพวกเขานะ หากมันไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย ข้าก็คง…” เขาถอนหายใจออกมา “เจ้าอยู่บ้านดูแลเจี่ยนเจี่ยนให้ดี ข้าจะไปเข้าร่วมงานแข่งขันบกกวี อาหารเย็นกินกันเลยไม่ต้องรอข้า”
สวีอิงเอ๋อร์ก็ไม่ควรพูดอะไรอีก นางทำได้แค่เพียงพยักหน้า
วันนี้หลิงซานฉิงทำพู่กันขนห่านในห้องเล็ก ๆ ที่บ้าน ไม่รู้ว่านางถูกสวีอิงเอ๋อร์เคาะประตูกี่ครั้งแล้ว “ซานฉิง มีคนต้องการสั่งพู่กันขนห่าน”
หลิงซานฉิงจึงต้องหยุดมือที่กำลังตัดขนห่านลง และเดินตามนางออกไป เมื่อเห็นคนที่มีท่าทางราวกับพ่อค้าสองคนยืนอยู่ในลานบ้าน นางก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับทันที
“ท่านคงเป็นแม่นางหลิง ยินดีที่ได้รู้จัก”
“แม่นางหลิง ข้าน้อยมาที่นี่เพราะอยากคุยกิจการกับท่าน”
สวีอิงเอ๋อร์ยกน้ำชาเข้ามาสามถ้วยอย่างเอาใจใส่ หลิงซานฉิงพาทั้งสองไปนั่งที่โต๊ะหิน พลางฉีกยิ้มเล็กน้อยตามสูตร "จุดประสงค์ที่ทั้งสองคนมาในครั้งนี้ข้าก็พอรู้อยู่บ้าง พวกเรามาดื่มชาไปด้วยคุยกันไปด้วยเถอะ”
ไม่เพียงแต่สองคนนี้เท่านั้นที่มาหานางเพื่อสั่งซื้อพู่กันขนห่าน แต่ยังมีอีกมากจนหลิงซานฉิงรับมือแทบไม่หวาดไม่ไหว
หลังจากที่พวกเขาจากไป สวีอิงเอ๋อร์ก็นั่งลงพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า “คุณชายฉาใช้พู่กันขนห่านในงานแข่งขันบทกวีด้วย แค่ครั้งเดียวก็ทำให้พู่กันขนห่านขายได้มากมาย คงไม่ต้องกังวลเรื่องกิจการแล้ว”
หลิงซานฉิงโบกมือ “กิจการมากมายมันก็ดี แต่คำสั่งซื้อมากมายขนาดนี้ ข้าเร่งทำออกมาก็ทำได้ไม่มากหรอก และไม่สามารถเลื่อนคำสั่งซื้อออกได้ด้วย”
ขณะพูดนางก็เปลี่ยนบทสนทนาไป “อิงเอ๋อร์ เจ้ากับข้ามาทำพู่กันขนห่านด้วยกันหรือไม่? ข้าจะจ่ายค่าแรงให้ ว่าอย่างไร?” ด้วยวิธีนี้ เคล็ดลับการทำพู่กันขนห่านก็จะไม่ถูกแพร่ออกไปข้างนอก แถมยังเพิ่มปริมาณสินค้าได้มากขึ้นด้วย
แววตาสวีอิงเอ๋อร์เปล่งประกาย แต่ไม่นานมันก็มืดหม่นลงอีกครั้ง นางพูดพลางส่ายหน้า “ซานฉิง พู่กันขนห่านคืองานฝีมือที่มีเอกลักษณ์ของเจ้า ข้าที่เป็นคนนอกจะ…”
“หยุดเลย” หลิงซานฉิงพูด “ในเมื่อข้าต้องการทำพู่กันขนห่านกับเจ้า ก็หมายความว่าข้าไม่ได้มองเจ้าเป็นคนนอก และเจ้าห้ามคิดเช่นนั้นอีก เจ้าอยู่ที่นี่มานานขนาดนี้แล้ว ก็นับว่าเป็นญาติไปแล้วครึ่งหนึ่ง ถึงอย่างไรเจ้าก็ร่วมเพาะเห็ดกับข้าและเห็นฝีมือข้าหมดแล้ว ข้าไม่เคยไม่ไว้ใจเจ้า เจ้ากับข้าร่วมกันทำ ข้าก็ไม่ต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
หลังจากพูดโน้มน้าวจบ ขอบตาสวีอิงเอ๋อร์ก็แดงเล็กน้อย ก่อนหน้านี้นางคิดว่าหลิงซานฉิงเห็นตัวเองเป็นแค่คนงานของนาง แต่ไม่นึกเลยว่านางจะพูดคำว่าญาติเช่นนี้ออกมา
เมื่อปฏิบัติอย่างจริงใจต่อนางเช่นนี้ ตัวนางจะมีอะไรปฏิเสธได้อีก จึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ซานฉิง ข้าตกลงจะทำงานร่วมกับเจ้า แต่ข้ายังทำไม่เป็น ตอนที่เจ้าทำ ข้าจะเรียนรู้อยู่ข้าง ๆ"
หลิงซานฉิงตอบรับด้วยรอยยิ้ม จัดการกับปัญหาด้านกำลังคนแล้ว ต่อไปก็เข้าสู่ช่วงการผลิต
ณ อำเภอ
ชายสวมชุดดำใบหน้าเคร่งขรึมผู้หนึ่งเผยนัยน์ตาดุจเหยี่ยวที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น จนทำให้ผู้คนไม่กล้ามองไปตรง ๆ เขาแสยะยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา ท่าทางของเขาแฝงไปด้วยกลิ่นอายอันสูงส่ง
ชายสวมชุดดำเหยียบย่ำเข้าร้านภาพวาด สายตาเฉียบคมของเจ้าของร้านเหลือบเห็นคนที่กำลังเดินเข้ามาก็รีบออกไปต้อนรับทันที แต่กลับเห็นเขาส่ายหน้าจึงหยุดฝีเท้าลง
คล้ายกับชายสวมชุดดำมีจุดมุ่งหมายเพื่อมาที่นี่ เขาเดินตรงไปที่ชั้นวางพู่กัน ทันทีที่เข้าไปใกล้ ก็สะดุดตากับพู่กันขนห่านมากที่สุด เขาหยิบพู่กันขนห่านขึ้นมา แววตาพลันเปล่งประกาย
เขากวักมือเรียกเจ้าของร้าน อีกฝ่ายรีบเดินไปอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม “คุณชายอวี๋ ท่านมีสิ่งใดจะสั่งรึ?”
คนผู้นี้คือคุณชายใหญ่ตระกูลอวี๋ อวี๋ซิ่งเยี่ยที่กลับมาจากตัวจังหวัด ทันทีที่เขาเข้าสู่อำเภอหรงอิน เขาก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับพู่กันขนห่าน และเขาตั้งใจมาที่นี่เป็นพิเศษเพื่อมาดูพู่กันขนห่านด้วยตัวเอง
ตอนนี้เขาสำรวจพู่กันขนห่านในมือ และเห็นว่ามันแตกต่างจริง ๆ จึงถามขึ้นว่า “พู่กันขนห่านขายอย่างไร?"
เมื่อเจ้าของร้านได้ยินเช่นนี้ก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมา “แทบจะเป็นสินค้าที่พอมาถึงก็ถูกคนแย่งซื้อกันไป นี่คือพู่กันที่เพิ่งนำเข้ามาตอนเช้าวันนี้ คุณชายใหญ่ท่านสนใจรึ?”
สิ้นเสียง ก็มีคู่สร้างคู่สมคู่หนึ่งเดินเข้ามาในร้าน และเดินตรงเข้าไปหาพู่กันขนห่าน
อวี๋ซิ่งเยี่ยเอียงหลบสองสามก้าว สังเกตท่าทางของคู่สร้างคู่สม และถามออกไป “คนที่ทำพู่กันขนห่านคือคนของหมู่บ้านตระกูลฉารึ?”
ตลอดทางที่เขาเดินผ่านมาก็ได้ยินคนชื่นชมไม่น้อย
“ใช่ ใช่ ใช่ คุณชายใหญ่พูดถูกแล้ว คือแม่นางหลิงหลิงซานฉิงแห่งหมู่บ้านตระกูลฉา แม่นางหลิงมีฝีมือตั้งแต่อายุยังน้อย และในอนาคตก็คงเป็นเช่นนี้แน่นอน” เมื่อเจ้าของร้านกล่าวถึงหลิงซานฉิง ท่าทางเขาเต็มไปด้วยการชื่นชม
สายตาดุร้ายของอวี๋ซิ่งเยี่ยฉายแววแปลกใจ และก้าวออกจากประตู พู่กันขนห่านช่างขายดีจริง ๆ แต่มีเพียงผู้หญิงคนนี้คนเดียวที่ทำกิจการนี้ มันคงลำบากเกินไป ไม่สู้เขาไปช่วยผู้หญิงที่กำลังยุ่งอยู่ดีกว่า
หลิงซานฉิงกำลังทำพู่กันขนห่านอย่างมีความสุข โดยไม่รู้ว่ามีแผนการร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้