ตอนที่ ๑
ณ วัดร้างแห่งหนึ่งนอกเมือง ที่แห่งนี้ฝุ่นเกาะหนาเตอะความจริงแล้วสภาพของมันนั้นไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตดั่งเช่นมนุษย์อาศัยอยู่ แต่แล้วหากเพ่งพินิจพิจารณาดูดี ๆ ก็จะเห็นได้ว่า มีเงาหนึ่งสั่นเทาด้วยความหนาวในมุมลึกของเศษผ้าบาง ๆ หลังพระพุทธรูป
เปรี้ยง ! !
เสียงฟ้าฟาดดังสนั่นลั่น และเมื่อสิ้นเสียงเงาเงานั้นก็เริ่มสั่นรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม เสียงหายใจของมันดังอ่อนสลับกันถี่หอบ ปะปนด้วยเสียงน้ำหวัด แม้ไม่ใช่หมอก็พอจะรู้ได้เลยว่ามันป่วยอยู่อย่างแน่นอน ทันใดนั้นเองก็มีเสียงเสียงสายฝนโปรยปรายดังตัดความเงียบ
ซู่ ! ! ซ่า ! !
สักครู่ยามหลังจากที่สายฝนร่วงหล่นสู่พสุธามามากมายแล้ว น้ำสกปรกก็เจิ่งนองไปทั่วบริเวณหลุมบ่อ เนื่องจากวัดแห่งนี้หาได้มีหลังคากั้นอย่างสมบูรณ์ ด้วยการเวลาหรืออย่างไรไม่ทราบ ที่นี้มีหลังคากันน้ำกันฝนก็คงมีเพียงเหนือเศียรพระพุทธรูปเท่านั้น และแล้วเงาน้อย ๆ ที่สั่นอยู่มันก็ตะเกียกตะกายไปยังแอ่งน้ำแอ่งหนึ่งที่ใกล้ตัว มันใช้มืออันแห้งกรอบนำน้ำสกปรกขึ้นมาดื่มอย่างโรยรา
ในตอนนี้ แสงจันทร์อันนวลผ่องส่องจากฟ้าลงมาได้ลอดผ่านปล่องมากระทบตัวมันปรากฏชัดเจนยิ่งนัก ดวงตาที่โรยรา เสื้อผ้าขาดหวิ่น เนื้อแห้งติดกระดูก หากมองผิวเผินยามกลางคืนย่อมคิดแน่ว่าตัวประหลาด ทว่าแววตาของมันนั้นหาได้เป็เช่นนั้นไม่ มันเต็มเปรี่ยมด้วยพลัง ความหวัง และไร้วี่แววความเครียดแค้นที่มีต่อชะตาชีวิตตน
ยามเช้าของเมืองเจิ่งโจว ในตัวเมืองนั้นถือว่ามีผู้คนมากมายนักเมื่อเทียบกับเมืองบริเวณรอบๆ อีกทั้งการค้าที่ค้าขายอย่างไม่ขาดตอนของเมืองทำให้บรรยากาศสดชื่น จึงถือได้ว่าเจิ่งโจวเป็เมืองที่น่าอาศัยอยู่มิใช่น้อย
"ไม่ได้มาซะนานยังครื้นเครงไม่แปลเปลี่ยน" ตาเฒ่าผู้หนึ่งพึมพำพลางเดินหันซ้ายแลขวาชื่นชมตามชายทาง ตาเฒ่าผู้นี้อายุอานามราวๆ แปดสิบปี แต่ทว่าท่าทางปราดเปรียวว่องไวแข็งแรงต่างจากไวยิ่งนัก ที่มือซ้ายถือพัดขนนกสีขาวทั้งสายตาคมกริบลมหายใจยาวลึกเป็จังหวะถือได้ว่าเป็ยอดยุทธคนหนึ่งเลยทีเดียว เขาปราดเข้าไปยังโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งข้างทาง
"เสี่ยวเอ้อ...ขอเหล้าดีหนึ่งไหพร้อมกับข้าวอย่างดีห้าอย่าง" ชายแก่ร้องบอก เขานั่งอยู่โต๊ะชั้นบนริมหน้าต่าง สายตาพุ่งมองมายังสังคมถนนเบื้องล่าง ผู้คนมากมายในโรงเตี้ยมต่างจับจ้องสายตา อาจจะเพราะท่าทางบุคลิกของยอดฝีมือ และการแต่งกายประดุจชนชั้นเศรษฐีเพียงแต่ชายแก่ไม่ได้สนใจแววตาของคนเ่าั้
ทันใดนั้นเอง เขาก็เหลือบไปเจอเด็กน้อยผู้หนึ่งท่าร่างอ่อนแอแบกถ่านไม้ข้ามฝากเดินอย่างโรยแรงมายังร้านตีเหล็กตรงข้ามโรงเตี้ยม ใช่แล้วมันคืุ์ที่หนังหุ้มกระดูกในวัดร้าง เมื่อมันมาถึงมันก็วางทุกอย่างที่นำมาลง เฒ่าแก่ร้านตีเหล็กเพียงแต่โยนซาลาเปาก้อนเดียวให้มันเท่านั้น มันหยิบขึ้นมาแล้วก็เดินจากไป
เพียงแต่ด้วยเรี่ยวแรงที่มีเลยทำให้ไปไหนไม่ได้ไกล กลุ่มคนแต่งตัวคล้ายขอทานก็วิ่งเข้ามาแย่งชิงซาลาเปาก้อนน้อยก้อนนั้นพร้อมพลักมันล้มลงข้างทางหามีผู้ใดสนใจไม่ พวกมันเ่าั้กระทำสำเร็จแล้วก็วิ่งจากไปทิ้งไว้เพียงเด็กน้อยร่อนเร่นอนกุมท้องตัวเองอย่างหิวโย หากแต่สายตาของมันไม่ได้เค่นแค้นเหล่าขอทานแต่ประการใด ทำเอาตาเฒ่าอดชื่นชมไม่ได้ แต่ก็มิวายอดสูกับผู้คนที่เดินไปมาไม่กล้ายุ่งกับเหล่าพรรคกระยาจกจนปล่อย ให้เด็กน้อยถูกรังแก
เด็กน้อยใช้มือลูบท้องอันแห้งติดกระดูกอย่างแ่เบา ฝืนกล้ำกลืนน้ำลายที่แทบไม่มีลงสู่ลำคออันแห้งผากของมัน สักครู่หนึ่งมันก็เห็นเงาหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า และมันเองก็ค่อยเงยมองอย่างช้าๆ เป็ชายแก่บนโรงเตี้ยมนั้นเอง เด็กหนุ่มไม่สนใจเพียงก้มต่ำและกล่าวขึ้นมาอย่างยากเย็น
"เรามิใช่ขอทาน โปรดนายท่านอย่าได้ใส่ใจแก่ตัวข้าพเ้าเลย"น้ำเสียงของมันแหบพร่า ชายแก่ยิ้ม
"หาเป็เช่นนั้นไม่ ไหนเลยข้าจักดูแคลนผู้มากศักดิ์อย่างตัวเ้า" ชายแก่ตอบ
"ทำไมนายท่านถึงกล่าวเช่นนั้น สภาพข้าเป็เช่นไรก็เห็นๆ อยู่" เด็กน้อยถามต่อ เพราะตัวเองก็อดสงสัยไม่ได้
"หากอยากรับฟังก็เชิญมากินข้าวกับข้าที่โรงเตี้ยมเถิด" ชายแก่กล่าวขึ้นช้าๆ แววตามองหนุ่มน้อยด้วยเอ็นดู
"ท่าน..." เด็กน้อยพยายามจะปฏิเสธ แต่เมื่อร่างกายของเขา้าไหนเล่าจะปฏิเสธได้ ซึ่งดูเหมือนชายแก่จะรู้อยู่ก่อนแล้ว
ไม่นานทั้งคู่ก็อยู่ในโรงเตี้ยม บัดนี้อาหารที่สั่งได้จัดวางครบรอพวกเขาอยู่ก่อนหน้า ตาเฒ่าพยักหัวเป็เชิงให้เด็กน้อยกินก่อนโดยไม่ต้องสนใจ ส่วนตัวเขาพลางดื่มเหล้าหนึ่งจอก เด็กหนุ่มเองก็ไม่รีรอกินอย่างเอร็ดอร่อยเสมือนว่านี้เป็อาหารมื้อสุดท้ายของมันเลยก็ว่าได้ ผู้คนในโรงเตี้ยมต่างจับจ้องมองและคิดเป็เสียงเดียวกัน
"นายท่านผู้นี้เหตุไฉน ถึงได้นำเด็กขอทานตัวประหลาดตัวนี้มานั่งดื่มร่วมโต๊ะหนอ"
จากนั้นสักครู่ใหญ่ เด็กน้อยก็หยุดพลางมองไปยังหน้าของชายแก่ที่เฝ้ามองเขาดื่มกินโดยไม่ร่วมกินสักคำ
"ข้าเ้าเป็หนี้นายท่านแล้ว ... เหตุใดนายท่านถึงปราณีข้าถึงเพียงนี้ทั้งยังมิดูถูกข้าพเ้า ข้าซึ้งใจนัก" เขากล่าวแววตาลึกซึ้งพร้อมล้มตำกราบไหว้สามที
"ลุกขึ้นเถิดลุกขึ้น" ชายแก่ยิ้มตอบพรางพยุงร่างเด็กน้อยขึ้นมา
"ข้าเห็นเ้าแม้โอดโอยหิวมากมายยังมิขอทานกิน ทั้งยังทำงานสู้ชีวิตแม้ถูกขอทานถ่อยรุมรังแกแย่งอาหารไปก็มิได้แสดงความโกรธเคียดแค้นแต่อย่างใด เหตุนี้ไหนเล่าเราจักหักใจต่อว่าเมินเฉยเ้าได้" ชราเฒ่ากล่าวต่อ
"นายท่านกล่าวเกินไปแล้ว" เด็กน้อยตอบ
"ฮ่าๆ ๆ ไม่เลยๆ ตลอดชีวิตข้ากล่าวชมคนน้อยจนนับได้ คนที่กล่าวชมทุกคนล้วนเป็ยอดคนทั้งสิ้น เ้าอย่าได้ดูถูกตัวเองเลยหนุ่มน้อย" ชายแก่กล่าวยิ้มๆ พลางตบบ่าเด็กน้อยให้นั่งลง
"แล้วเ้าชื่อแซ่อันใดละอายุของเ้าด้วย" ชายแก่กล่าวอีก
"เรียนนายท่านข้าแซ่ หวัง ชื่อ จวิน ตอนนี้ก็ย่างสิบเอ็ดปีขอรับ" เขาตอบ
"อืม....เหตุใดเ้าถึงมาเตร็ดเตร่ลำพัง บิดามารดาหายหัวไปอยู่หนใดกัน" ชราเฒ่าพลางถามต่อแม้เขาเองจะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม
"เรียนนายท่าน ข้าเป็เด็กกำพร้า บิดาของข้าตายั้แ่ยังเล็ก มารดาเลี้ยงดูข้าเติบใหญ่ที่เหอเป๋ย แต่มีอันธพาลกลั่นแกล้งหวังจะได้มารดาเราเป็เมียน้อยมัน ท่านแม่ได้ต่อสู้ดิ้นรนจนเสียซึ่งชีวิต ส่วนตัวข้าพเ้านั้นแค้นใจได้ลอบกระทำสังหารเหล่าอันธพาลขณะนอนหลับเพื่อล้างแค้น จากนั้นจึงหลบจึงหลบหนีทางการมาขอรับ เื่นี้มันก็สองปีแล้ว...."เด็กน้อยเล่า แววตาเข้มเข็งพลันเศร้าหมองลงไป
ตาเฒ่าเองเมื่อได้ฟังเื่ราของเด็กหนุ่มที่ต้องกลายเป็ฆาตกรจำเป็ั้แ่อายุเก้าปีนับว่าหดหู่สลดใจ แต่บ้านเมืองตอนนี้ยุทธจักรปั่นป่วน ไม่แปลกที่จะเกิดเหตุกาลแบบนี้ขึ้น
"เด็กตัวเท่านี้ก็พบเจอเื่ร้ายมามากมายช่างอนาถแท้" ตาเฒ่าคิดแววตาอ่อนโยนสงสาร
"เอาเถิดเราเองก็เสียใจกับเื่ราวที่เกิดขึ้นมาของเ้า แต่ถึงอย่างไรวาสนาทำให้ข้าพบเ้า ข้าจักช่วยเหลือเ้าเอง เพียงแต่......เล็กน้อยเท่านั้น เพราะตัวข้ามีธุระต้องเดินทางต่อ" ชายแก่พูดแววตาครุ่นคิด
"ขอบคุณนายท่านแค่นี้ก็จักเป็บุญของข้าพเ้าแล้ว" เด็กน้อยกล่าวแววตาลิงโลดยินดี
"อืมดี..." ชราเฒ่าพูดพร้อมหยิบบางอย่างในอกเสื้อออกมา
"นี้เป็เงินหนึ่งร้อยตำลึงเงินห้าสิบตำลึงทอง พร้อมตั๋วเงินยี่สิบใบ ด้วยจำนวนเพียงเท่านี้ เ้าจักใช้อย่างสบายสักแปดปีได้ ส่วนหนังผืนนี้ เป็การกรุยชีพจร และวิธีฝึกลมปราณพร้อมกระบวนท่าฝ่ามืออีกสาม หากเ้าหมั่นฝึกทุกวันอันธพาลในเมืองคงไม่อาจทำอันใดเ้าได้ ข้าทำได้ก็มีเพียงเท่านี้ละ" ชายแก่กล่าว แววตาจับจ้องไปยังเด็กน้อยผู้เขาเองก็ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกถูกใจผูกพันเช่นนี้นัก
"นายท่าน..."เด็กน้อยกล่าวน้ำตาคลอ เขาเองก็ซึ้งใจไม่น้อย เด็กหนุ่มไม่นึกว่าเพียงพบเจอกันไม่นานชายแก่ผู้นี้ก็ช่างดีต่อเขานักเหมือนฟ้าเล่นตลกก็ไม่ปาน
"เอาล่ะ อย่ากล่าวเรียกเราว่านายท่านอีกเลย ต่อไปนี้เ้าเป็ศิษย์เรา แม้เราจักไม่ได้สอนเ้าด้วยตนเองแต่ข้าสัญญาว่าแปดปีหลังจากนี้ หากเ้าไปพบอาจารย์ที่ตำหนักหยางในเมืองฉางอันอาจารย์จักถ่ายทอดวิชายุทธให้เ้าเอง" พูดจบชายแก่ก็พลันหยิบอีกสิ่งหนึ่งมาให้
"นี้คือป้ายหยกเรา เมื่อวันใดเ้าไปยังตำหนักหยางให้แสดงมันแก่ผู้คนในตำหนัก มันจักพาเ้ามาพบเราเอง" มันเป็เนื้อหยกชิ้นงามชิ้นหนึ่งบนป้ายเขียนอักษรคำว่า หยางฟ่งเซียง
"นายท่านข้าซึ้งใจนัก..."เด็กน้อยกล่าวพลางจะก้มกราบ
"ไม่ต้อง ก่อนหน้านี้เ้ากราบข้าแล้วสามครั้ง ดีงนั้นไม่ต้องก้มกราบอีก และต่อไปนี้เรียกข้าว่าอาจารย์"
"ครับอาจารย์"เด็กน้อยรับคำ เขาไม่นึกไม่ฝันเลยว่าในชั่วชีวิตเขานั้นพบเจอผู้คนมามากมาย โดนกลั่นแกล้งสารพัด และสุดท้ายกลับมีคนเอ็นดูจนได้ แม้เพียงพบกันไม่นานนัก
"อาจารย์จำต้องไปแล้วหวังจวิน เ้าจงตั้งใจฝึกฝน หมั่นเพียรรักษาความดีงามความทรนงนี้ไว้ เมื่อครบแปดปีเราจักรอเ้าที่ฉางอัน ตอนนี้อาจารย์มีเื่ต้องไปพบคนผู้หนึ่งเสียก่อน" กล่าวจบชายแก่ก็วางเงิน ค่าอาหารเหล้าไว้บนโต๊ะพร้อมทะยานออกไปนอกหน้าต่าง ทิ้งไว้เพียงเด็กหนุ่มกับสิ่งของและผู้คนที่งุนงงว่าทั้งสองสนทนาอันใดกัน แต่หาได้มีคนรู้ไม่เพราะเงินบรรจุอยู่ในถุงเงินจึงไม่ทำให้ใครรู้จนเกิดความโลภแย่งชิงเด็กหนุ่มไป
ส่วนเด็กหนุ่มนั้นแม้ไม่อาจกล่าวคำอำลาใดๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็อดพึมพำเสียไม่ได้
"อาจารย์"
สามเดือนต่อมา บัดนี้หวังจวินหาได้เหมือนก่อนเก่าไม่ เขาดูมีน้ำมีนวลแม้จักไม่เทียบเด็กที่ชาติตระกูลสูงส่ง แต่ก็ไม่ได้ด้อยกว่าเด็กทั่วไปในตรอกซอย ตอนนี้จวินน้อยเป็เสี่ยวเอ๋อในโรงเตี้ยมที่เขาได้พบตาเฒ่าแซ่หยาง แม้ในตอนแรกเฒ่าแก่จะไม่ได้รับเขาเข้าทำงาน แต่เขาก็พิสูจน์โยตั้งหน้าตั้งตาตื่นเช้ามายืนหน้าร้าน อีกทั้งยังร้องขอทุกวี่วัน และทุกวันเขาก็นั่งคุกเข่าอยู่นอกร้านจนมืดค่ำ จนกระทั้งเมื่อสองเดือนที่แล้วอาเปาเสี่ยวเอ๋อที่เข้ารับงานก่อนตัวเขาแลเห็นซึ่งความตั้งใจจึงได้อ้อนวอนเฒ่าแก่ให้รับเด็กน้อยไว้ในตำแหน่งล้างจาน จากตำแหน่งนี้เองหวังจวินก็ไต่เต้ามาสู่เสี่ยวเอ๋อและได้รับความไว้วางใจอย่างมากทั้งในความซื่อสัตย์และความอ่อนน้อมถ่อมตนของเขา
"เสี่ยวเอ้อ...ขอเหล้าสามไหและกับแกล้มห้าอย่าง" กลุ่มชายวัยกลางคนที่เข้ามาในร้านะโบอก
"ครับนายท่าน!! เชิญครับเชิญ" อาเปาร้องรับด้วยน้ำเสียงแจ่มใส
"จวินน้อยเ้าจักนำสิ่งที่นายท่านสั่งไปจัดวางได้แล้ว" เขาหันมากล่าวต่อกับหวังจวินที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่
"ครับพี่เปา" หวังจวินรับ สักครู่หนึ่งหวังจวินก็ได้ก็ไปถึงพร้อมกับเหล้าสามไหกับแกล้มห้าอย่าง
"มาแล้วครับนายท่านเชิญครับเชิญ" เขากล่าวทักทายพร้อมยิ้ม
"พี่ท่าน...เรามาเจิ่งโจวเนิ่นนานแล้วเหตุใดไม่พบเจอร่องรอยโจรขโมยนั้นเลย" ชายนักบู้หัวล้านคนหนึ่งกล่าวขึ้นกับพวก และเด็กหนุ่มเองก็ฟังไปพลางจัดวางไป
‘โจรขโมย....’ หวังจวินนึก
"โยว่ฉี มันอาจจะหนีรอดไปได้ แต่สักวันมันจักตายด้วยนายท่านของเราเป็แน่!! " นักบู้หน้าตาดุดันผู้หนึ่งตอบ แววตาเชื่อมั่น
"ครับพี่ท่าน" มันรับคำ
เมื่อจัดวางเสร็จหวังจวินก็กลับมาเช็ดโต๊ะดังเดิม ‘สิ่งใดกันโดนขโมย...’ เขายังนึกต่อ
ย้อนไปเมื่อสองเดือนก่อน ความจริงเด็กหนุ่มหาได้ใช้ตังของตาเฒ่าหยางเลย เพราะมันกลัวและแลเห็นว่าจะผิดสังเกต เนื่องด้วยตัวมันนั้นเป็เพียงเด็กกำพร้า อีกทั้งยังสภาพใกล้ขอทานหากมีเงินแม้เพียงตำลึงก็จักถูกมองได้ว่าขโมย มันจึงได้นำเงินไปกลบฝังทยอยใช้ประทังชีวิตเสียเท่านั้นส่วนวิชาที่ชราเฒ่ามอบให้ก็มิอาจฝึกปรือได้ เนื่องเพราะมันเองร่างกายทรุดโทรมอ่านหนังสือไม่ค่อยออก ด้วยการคิดอ่านฉันนี้มันจึงมองหาลู่ทางที่จะมีศักดิ์ฐานะเพียงพอต่อการถือเงิน และหัดเรียนรู้หนังสือ อีกทั้งยังรอเวลารักษาดูแลร่างกายของมันให้แข็งแรงเพรียบพร้อมเสียก่อน แต่ถึงอย่างไรมันก็อยากรู้จักอาจารย์แซ่หยางของมัน เช่นนี้เองถึงทำให้มันเลือกที่จะมาทำงานในโรงเตี้ยมแห่งนี้ เพราะมันเชื่อว่าแหล่งข่าวข้อมูลแผ่นดินต้องผ่านมาไม่มากก็น้อย
สักครู่ใหญ่ เมื่อเลยเที่ยงมายามบ่ายผู้คนในโรงเตี้ยมเริ่มเบาบางลง มันจึงถือโอกาสเข้าสอบถามอาเปาเสี้ยวเอ้อรุ่นพี่มัน
"พี่เปา...เหล่านักบู้ก่อนหน้านี้เป็คนของสำนักใดกันหรือครับ" มันเอ่ย
"ไม่เชิงสำนักดอก พวกมันเป็เพียงผู้คุ้มภัยของหงอจ้งเท่านั้น" อาเปาตอบ มือและสายตาตรวจทานรายได้ต่อวันอย่างรวดเร็ว
"ใช่สำนักคุ้มภัยที่โดนปล้นเมื่อสามเดือนก่อนใช่หรือไม่" มันถามต่อพร้อมเดินขนถังน้ำไปเก็บ
ก่อนหน้านี้สองเดือนข่าวสำนักคุ้มภัยหงอจ้งได้หลุดลอดออกมาจากภายในว่าได้มีการปล้นชิงสิ่งของล้ำค่าสิ่งหนึ่งหายไป ตอนแรกมันเองก็ไม่ได้สนใจเท่าไรนักถ้าหากไม่ใช่วันเกิดเหตุคือก่อนวันที่มันได้พบตาเฒ่า และหงอจ้งเป็ยอดฝีมือเพียงพอที่มีวรยุทธไม่ด้อยกว่าแปดยอดฝีมือในยุทธภพ ดังนั้นแล้วคนที่ปล้นมันต้องมีฝีมือยิ่งกว่า เด็กน้อยจึงคิดว่ามีความเกี่ยวโยงถึงอาจารย์มันเพราะมันจดจำได้ว่าอาจารย์ของมันน่าจะเป็คนของยุทธภพนั้นเอง
"ใช่…เห็นว่าหงอจ้งเดือดดาลและโกรธแค้นมากมายนัก ไม่รู้สิ่งใดกันที่มันเองโดนปล้นไป" อาเปาตอบสีหน้าครุ่นคิด
ตกดึกเด็กหนุ่มก็หมดเวรกะ เขารีบกลับไปยังที่พักของตนเองเหมือนดังเช่นทุกวัน หวังจวินเองตอนนี้พักอยู่ละแวกป่าเชิงเขานอกเมือง โดยมันปลูกกระท่อมน้อยไว้อาศัย กระท่อมนี้ดูร่มรื่นนัก เมื่อถึงที่พักหวังจวินเองก็ใช้เวลาที่เหลือในการท่องตำหรับตารา และศึกษาเส้นทางมากมายต่างๆ จากแผนที่ที่ไปซื้อมาจากตลาด เพราะมันเชื่อว่ามันเองหากจะเดินทางไปพบอาจารย์แม้มีวรยุทธแล้วจักต้องประกอบด้วยความรู้เส้นทางทั้งทางบกและทางเรือไว้ยามจำเป็ แต่่เวลาที่ผ่านมามันไม่ได้นำเคล็ดวิชามาเปิดอ่านเลยสักครั้ง วันนี้มันนึกว่าพร้อมแล้วที่จะฝึกปรือจึงได้นำผืนหนังออกมาจากที่ซ่อน
"วชิระอรหันต์" มันอ่านช้า ๆ
ในผืนหนัง ปรากฎเป็รูปปรางต่าง ๆ นับสิบรูป แต่ละรูปมีคำบรรยายอย่างละเอียดถี่ถ้วน เด็กน้อยเองไม่รีรอนั่งสมาธิอันเป็รูปที่เลียนแบบได้ง่ายสุด
"จิตเกิด สมาธิกำเนิด ลมปราณจุติ" มันกล่าวบรรทัดแรก พร้อมรวมรวมสมาธิมันเริ่มกำหนดสมาธิไว้ท้องน้อยดังภาพ แต่มันเองหาได้รู้สึกว่ามีปราณใดเกิด ทั้งนี้เพราะมันเองไม่ได้มีวรยุทธอยู่ก่อน ครึ่งชั่วยามผ่านมา สมาธิเด็กน้อยค่อยไหลวนจากกลางหน้าผากผ่านเข้ามาไหล่ทั้งซ้ายขวามุ่งลงสู่ท้องน้อยของมันเกิดเป็ไอร้อนอุ่นๆ หมุนวนอยู่ ไม่นานนักเด็กน้อยลุกยืนขึ้นหลับตาพลางควบคุมไอร้อนนั้นให้ไหลไปมาภายในร่าง เริ่มแรกมันเองก็ทำไม่ได้ เมื่อนานไปไอร้อนอุ่นนั้นก็เริ่มบังคับได้ดั่งใจ้ามันพลันนึกได้ว่าหากทำเช่นนี้ได้แล้วให้ย้ายลมปราณที่เกิดไปยังจุดชีพจรต่างๆ ภายในร่าง คงสมาธิค้างไว้จนไอร้อนจากจุดชีพจรนั้นเกิดขึ้นมาเพิ่มพูนอีกแล้วย้ายไปยังจุดอื่น ทำเช่นนี้จากกลางหน้าผากไปยังฝ่าเท้าซ้ายขวา เมื่อนึกได้เช่นนี้มันจึ่งเริ่มลงมือต่อไป
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไรไม่ทราบ บัดนี้เด็กหนุ่มได้ลืมตาขึ้นมา เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย ประสาทััทั่วร่างกายรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อเด็กหนุ่มมองไปยังนอกหน้าต่างก็พลันสว่างแล้ว
ทุกวันผ่านไปเด็กหนุ่มก็ทำงานปกติเพียงอาศัยยามเย็นมานั่งฝึกลมปราณ และใช้เวลาสองชั่วยาม อีกทั้งเพลงฝ่ามือทั้งสามท่าก็เป็เพียง ปัด ป้อง ตะปบเท่านั้น นับว่าวิชาที่เด็กน้อยฝึกนั้นเป็พื้นฐานของพื้นฐาน
เวลาผ่านมาอีกสี่เดือน วันนี้ก็เป็วันธรรมดาเช่นเคยเพียงแต่วันนี้เด็กน้อยได้รับหน้าที่ให้ไปส่งเหล้านารีแดงแก่เฒ่าแก่หยูร้านแรกเงิน เด็กหนุ่มเดินไปเรื่อย สายตาเฝ้ามองบรรยากาศด้านนอกอย่างเกียจคร้าน แลพหากไม่มีธุระมันคงไปเที่ยวเล่นแทน หวังจวินมองดูตลาดอย่างสนอกสนใจเพราะว่าไม่บ่อยครั้งที่เขาจะเห็นตลาดแบบนี้ เนื่องด้วยหวังจวินเองั้แ่เช้าเข้าเมืองมาก็ต้องมาจัดเตรียมร้านหาได้มีชีวิตอิสระ พอได้ออกมาหน่อยก็มืดค่ำ ดังนั้นวันนี้เขาเองจึงปลื้มใจกว่าวันใดที่ผ่านมา
เด็กน้อยเดินตัดไปยังมุมถนนด้านซ้ายมือ ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ไม่นานเขาก็มายังร้านแลกเงิน ในร้านนั้นผู้คนมากมายทั้งพ่อค้ารายวัน นักพนัน และคนพเนจรต่างใช้บริการ นับว่าเป็ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จยิ่ง
ร้านแลกเงินทั้งหลายความจริงเป็ธุรกิจหลักของตระกูลซ่ง เนื่องจากซ่งซือหยวนแลเห็นลู่ทางจึงได้พัฒนาธุรกิจแลกเงิน และอาวุธอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอาวุธนั้นส่งขายต่อทางการที่ชายแดน การเงินก็ทำกำไรกับตัวเมือง อีกทั้งบางเมืองก็มีหอนางโลมภายใต้ตราธงตระกูลซ่งอีก ตระกูลซ่งจึงถือได้ว่าเป็เศรษฐีระดับต้น ๆ ของแผ่นดิน
เมื่อเสร็จธุระเด็กน้อยก็กลับไปเพียงครานี้นั้นเด็กหนุ่มกลับมาอีกเส้นทางหนึ่งที่ใกล้กว่า มันเป็เส้นทางที่ผ่านตรอกซอยน้อย ๆ ที่ตัดตรงมายังหลังโรงเตี้ยมเลย
เด็กหน้อยเดินพลางะโพลางอย่างสบายใจ แต่แล้วเมื่อเขาเงิยหน้าขึ้นก็พบกับบางอย่าง พุทธองค์ทรงโปรด!! บัดนั้นเอง เด็กหนุ่มแลเหลือบไปเห็นคนจรจัดหนุ่มราวสามคน ท่าทางของพวกมันดุดันหิวโหย และกำลังแย่งชิงสิ่งของจากเด็กสาวสองคนอยู่ เด็กน้อยรู้ว่ายามนี้จรจัดทั้งสามหิวโหยจนไม่สนแล้วว่าผู้ที่ถูกกระทำเป็ใครมันมุ่งหวังเพียงเศษเงินและอาหารเท่านั้น และเมื่อเหยื่อเป็เด็กสาวซึ่งนานครั้งจะมีสักครามันย่อมไม่ปล่อยโอกาส เด็กหนุ่มไม่รีรอวิ่งไปหาพวกเขาโดยเร็วหาได้สนใจอันตราย
"เ้าขอทาน หยุดการกระทำอันชั่วช้าของเ้าซะ!! " มันะโข่ม ขอทานเพียงเหลือบเมื่อเห็นเด็กหนุ่มมันก็พลันยิ้มแสยะ
"นึกว่าผู้ใด ที่แท้ก็เ้าลูกกำพร้านี้เอง" ขอทานที่ท่าทางเป็หัวหน้ากล่าวพลางกอดอกมองดู
"จัดการนังนั้นต่อไป...เอาของมา!! " มันกล่าวต่อกับลูกน้องที่กำลังฉุดกระฉากแย่งชิงสิ่งของกับเด็กผู้หญิงอีกคน
"อย่านะ...นี้มันของคุณหนูพวกแกจะเอาไปไม่ได้" เด็กสาวที่โดนแย่งขัดขืน
ตอนนี้เองที่เด็กหนุ่มได้สติเขาตั้งสมาธิประเมินสถานการณ์ ตามองกวาดมีขอทานหนึ่งคนกำลังฉุดยื้อแย่งชิงกับหนึ่งเด็ก และอีกหนึ่งเด็กที่สวมเสื้อผ้าชุดแดงกำลังถือไม้ยาวสกัดกั้นหนึ่งขอทานผู้คุมเชิงอยู่ ส่วนขอทานผู้เป็หัวหน้ายืนกอดอกเฝ้ามอง หวังจวินเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไป