องค์รัชทายาทใช้วิชาเวทขั้นเจ็ดมาถึงหุบเขาที่ว่า รอยเชื่อมระหว่างสถานที่ ทำให้ร่างของชายหนุ่มมาหยุดที่ยอดเขาแห่งนี้ หากแต่เห็นเพียงเหล่าต้นไม้ ไม่มีแม้แต่สิ่งก่อสร้าง เร้นล้างจากผู้คน สายตาคมเลื่อนมองไปรอบ ๆ สังเกตสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระวัง เพราะท่านผู้เฒ่าหานลู่ เคยเตือนว่ามีค่ายกลแฝงอยู่จำนวนมาก สองเท้าขยับแล้วเดินหาสิ่งก่อสร้างโดยรอบ กลับพบเพียงความว่างเปล่าเช่นเดิม
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่มีสำนักหรือสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่พอให้ท่านผู้เฒ่าหานตงอาศัยอยู่ได้ เช่นนี้แล้วเขาอาศัยอยู่ส่วนใดในหุบเขาแห่งนี้กันแน่” สายตาคมเลื่อนมองโดยรอบ หากแต่ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อ ไม่ว่าอย่างไรจะต้องหาท่านผู้เฒ่าให้พบโดยเร็วที่สุด
ชายหนุ่มเดินไปตามไหล่เขาที่ทอดตัวยาว ยากหาจุดสิ้นสุด เสียงนกและสัตว์ต่าง ๆ ดังตลอดการเดินทาง ไม่นานนักเขาก็พบกับค่ายกลที่มีลูกธนูอาบยาพิษพุ่งตรงเข้ามาหมายเอาชีวิต พริบตาเดียวทุกอย่างก็สลายกลายเป็นผุยผง ชายหนุ่มเลื่อนสายตามองตามจุดต่าง ๆ จึงพบว่าค่ายกลนี้ทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีอะไรเกี่ยวโดน ซึ่งเป็นชายผ้าของเขานั่นเอง สายตาคมสำรวจมองบริเวณนั้นอีกสักพัก แล้วก้าวเท้าเดินต่ออย่างมุ่งมั่น เพื่อหาที่อาศัยของท่านผู้เฒ่าหานตง
วันเวลาล่วงเลยไปเช้าจรดเย็น ผ่านไปสามวันสามคืน ชายหนุ่มยังคงเดินหาไม่ยอมพัก ทว่าร่างกายอันแข็งแกร่งเริ่มอ่อนล้าและหมดเรี่ยวแรง เขาจึงนั่งลงแล้วเอนกายพิงกับผาหินเพื่อหยุดพัก เม็ดเหงื่อไหลแซมออกมาจากไรผม พลางยกมือเช็ดออก ก่อนมีบางอย่างตกลงจากเอวของเขา
“กำไลหยก” เขาขมวดคิ้วครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องไปยังของที่อยู่ในมือ ก่อนหมุนไปมาแล้วนึกบางอย่างได้ ของชิ้นนี้เป็นกำไลหยกที่อยู่ติดตัวซูเจินตลอดเวลา
“ผิดแล้ว ที่เจ้าเคยชมว่าข้าเป็นคนฉลาด จะฉลาดอย่างไร จึงไม่รู้ว่าเจ้าเอามาใส่ตัวข้าเมื่อใด ความฉลาดของข้ายังแพ้ความซุกซนของเจ้าสินะ” องค์รัชทายาทหยิบพลิกมาไปพลางปล่อยยิ้มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บกำไลหยกชิ้นนั้นไว้ติดกาย ตามด้วยรู้สึกถึงความสั่นไหวบางอย่างที่อยู่ด้านหลัง เขาค่อย ๆ ขยับตัวออก แล้วสังเกตผาหินที่สั่นไหวแรงขึ้น ร่างสูงขยับกายลุกยืนพร้อมจับจ้องไปยังผาหิน ก่อนสังเกตว่านี่คือหนึ่งในค่ายกลที่กำลังจะเปิดออก เขาเตรียมร่ายเวทเพื่อใช้เป็นเกาะกันตัว ขณะที่ผาหินค่อย ๆ แง้มเปิดจนสุดแล้วตามด้วยอาวุธแหลมคมจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ทันที
เสียงของมันเสียดสีกับอากาศดังเป็นเสียงแหลมแสบแก้วหู โพยพุ่งพากันจู่โจมเข้าทำร้ายหมายเอาชีวิต หากแต่ถูกพลังเวทเป็นเกราะกำบังเอาไว้ ก่อนอาวุธทั้งหลายจะกระเด็นออกคนละทิศ มิสามารถทำอันตรายใด ๆ กับวรกายขององค์รัชทายาทได้ เมื่อทุกอย่างสงบจบสิ้น เขาหันมองอาวุธต่าง ๆ ที่กระจายแน่นิ่งอยู่ด้านข้าง ก่อนก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน
ปรากฏเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ด้านข้างมีลำธารใสไหลเรียงต่อกัน เสมือนกับหลุดมายังอีกมิติหนึ่งที่เร้นลับ ก่อนเหลือบไปเห็นป้ายหินสลักเป็นภาษาที่เขียนว่า “เขาไป่ซัน”
“หุบเขาแห่งนี้ชื่อว่าเขาไป่ซันเช่นนั้นฤา” องค์รัชทายาทละสายตาจากป้ายหิน แล้วสำรวจมองหาสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายใน วรกายในชุดสีขาวเดินจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งที่มีทางคดเคี้ยว ลึกเข้าไปอย่างหาจุดสิ้นสุดไม่พบ
“ถ้ำนี้เชื่อมต่อจากด้านนอก มีรูส่องสว่างตลอดทางเดิน มิใช่ธรรมชาติสร้างสรรค์หากแต่เกิดจากฝีมือของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วสถานที่แห่งนี้อาจเป็นที่อาศัยของท่านผู้เฒ่าหานตง” เขามองตามช่องเล็ก ๆ ที่ถูกเจาะเพื่อให้ได้รับแสงจากภายนอก เสียงธารน้ำไหลยังคงดังอยู่ตลอดเวลา ชายหนุ่มเดินต่อไปได้อีกครู่ใหญ่ก็มาถึงห้องโถงขนาดกลาง แสดงเด่นชัดว่ามีผู้อาศัยอยู่ที่นี่ เขาเดินไปจับถ้วยน้ำชาที่ยังคงมีไอร้อนขึ้นมา หากต้องชักมือออกมาเมื่อเสียงฝีเท้าของใครบางคนมาหยุดที่ด้านหลัง
“เจ้าเป็นใคร” เสียงแหบพร่าถามอย่างราบเรียบ จ้องมองผู้มาเยือนอย่างไม่ต้อนรับ
“ท่านใช่ผู้เฒ่าหานตงฤาไม่” ชายหนุ่มขยับเท้าออกเล็กน้อย แล้วหันตรงมายังร่างที่เงียบขรึม พบเป็นชายชราผมขาวทั่วทั้งศีรษะ ในมือมีไม้เท้าขนาดใหญ่ ใช้พยุงร่างที่ค่อนข้างโค้งโก่งตามธรรมดาของผู้ดำรงชีวิตมานาน