หลังจากเดินทางออกจากป่าหมอกมาได้สามวัน หลินเฟิงและไป๋เอ๋อร์ก็มาถึงเนินเขาสูงที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของ 'เมืองชิงหยวน' ได้อย่างชัดเจน เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าสำคัญ เป็เมืองหน้าด่านที่คึกคักและเป็จุดพักสุดท้ายก่อนจะมุ่งหน้าสู่ 'นครเทียนอัน' เมืองหลวงของอาณาจักรต้าเซี่ย ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศเหนืออีกกว่าเจ็ดร้อยลี้
แสงแดดยามเช้าส่องประกายลงบนกำแพงเมืองสีเทาเข้มที่สูงตระหง่าน หอคอยเฝ้ายามที่ปักอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์ดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม ธงสีแดงที่ปักตราประทับพยัคฆ์เหยียบเมฆาโบกสะบัดอย่างภาคภูมิเหนือประตูเมืองใหญ่ ขบวนเกวียนบรรทุกสินค้าและผู้คนเดินเท้าหลั่งไหลเข้าออกอย่างไม่ขาดสาย สร้างภาพของความเจริญรุ่งเรืองที่ปะปนไปด้วยกลิ่นอายของอำนาจและการควบคุม
หลินเฟิงในร่างชายหนุ่มรูปงามหยุดยืนอยู่ที่นั่น ไม่ได้รีบร้อนเข้าเมือง แต่กลับใช้เวลาในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมอย่างละเอียด ดวงตาเรียวคมของเขาเคลื่อนไหวอย่างมีระบบ สแกนจากกำแพงเมืองไปยังตำแหน่งของทหารยาม จากการจัดวางของเสาธงไปยังทิศทางของลมที่พัดผ่าน ทุกรายละเอียดถูกบันทึกและวิเคราะห์ด้วยสมองที่เฉียบคมของอสูรจิ้งจอกสามหาง
"ไป๋เอ๋อร์... เ้าเห็นตราประทับบนธงที่เสาประตูเมืองนั่นหรือไม่?" หลินเฟิงชี้ไปที่สัญลักษณ์พยัคฆ์เหยียบเมฆาที่โบกสะบัดอยู่เหนือประตูเมือง เสียงของเขาเรียบเฉยทว่าแฝงด้วยความใส่ใจในรายละเอียด
ไป๋เอ๋อร์พยักหน้าอย่างว่าง่าย ดวงตาสีทองของนางเปล่งประกายเมื่อมองไปยังธงที่โบกสะบัด "เห็นเ้าค่ะ... มันดูน่าเกรงขาม และข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากตราประทับนั้น มันไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ธรรมดา"
"เก่งมาก" หลินเฟิงยิ้มบางๆ ด้วยความพอใจ "นั่นคือตราประจำตระกูลของ 'เ้าเมืองมู่หรงฟู่' และเ้าสังเกตได้ถูกต้อง ตราประทับนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคโบราณที่เรียกว่า 'ตราแห่งอำนาจ' มันไม่เพียงแสดงถึงสถานะ แต่ยังสามารถปลดปล่อยพลังกดดันทางจิตใจต่อผู้ที่มองด้วยเจตนาไม่ดี"
เขาหยุดพักสักครู่ ก่อนจะอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "ก่อนที่เราจะออกจากป่า ข้าได้ใช้พลังอสูรค้นหาข้อมูลจากความทรงจำของนักฆ่าที่บุกรุกเข้ามา รวมถึงเอกสารที่พวกเขาพกติดตัวมาด้วย การได้มาซึ่งข้อมูลล่วงหน้าเป็กุญแจสำคัญของการเอาตัวรอด"
ในความทรงจำที่ถูกดึงออกมานั้น หลินเฟิงได้เห็นภาพของเมืองชิงหยวนในมุมมองของผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่ เขาเห็นความเข้มงวดของกฎหมาย การเก็บภาษีที่หนักหน่วง และระบบชนชั้นที่แข็งแกร่ง แต่เขายังเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในช่องว่างของระบบเ่าั้ด้วย
"เมืองชิงหยวนถูกปกครองโดยตระกูลมู่หรงมาหลายชั่วอายุคน เ้าเมืองมู่หรงฟู่เป็คนเข้มงวดและมีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่ง" หลินเฟิงเล่าต่อ "แต่ความเข้มงวดนั้นก็มาพร้อมกับความคาดเดาได้ หากเราเข้าใจกฎเกณฑ์และรู้จักเล่นตามกติกา เราก็สามารถใช้ระบบนั้นเป็ประโยชน์ได้"
เขาชี้ไปยังขบวนเกวียนที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูเมือง "ข้ายังได้ยินบทสนทนาของพ่อค้าที่พักแรมข้างทางด้วยโสตอสูรของข้า พวกเขาพูดถึงกฎหมายที่เข้มงวดและการเก็บภาษีที่สูงลิ่ว แต่พวกเขายังพูดถึงโอกาสในการทำกำไรที่มหาศาลสำหรับผู้ที่รู้จักเล่นเกม การจะอยู่ที่นี่โดยไม่ให้ถูกสงสัย เราต้องกลมกลืนให้มากที่สุด"
หลินเฟิงใช้เวลาอีกหลายชั่วยามในการสังเกตการณ์ขบวนเกวียนและผู้คนที่หลั่งไหลเข้าออกประตูเมือง เขาแยกแยะชนชั้นต่างๆ จากการแต่งกายและกิริยาท่าทางได้อย่างรวดเร็ว ความสามารถในการอ่านภาษากายและสถานะทางสังคมนี้เป็ทักษะที่เขาฝึฝนมาั้แ่ยังเป็จิ้งจอกหางเดียว
**ชนชั้นสูง**: สวมชุดผ้าไหมเนื้อดีที่ปักลายประณีต มีข้ารับใช้ติดตามเป็ขบวน และใช้รถม้าที่ประดับประดาด้วยทองคำและอัญมณี ท่าทางของพวกเขาเย่อหยิ่งและมั่นใจ เดินด้วยจังหวะที่ช้าและสง่างาม เพราะรู้ว่าไม่มีใครกล้าขัดขวางทาง
**ชนชั้นกลาง**: พ่อค้าที่สวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อดี มีสีสันสดใสแต่ไม่หรูหราเกินไป มีท่าทางเร่งรีบและมุ่งเน้นการทำกำไร ดวงตาของพวกเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว คำนวณโอกาสและความเสี่ยงในทุกย่างก้าว
**ชนชั้นล่าง**: กรรมากรและชาวบ้านที่สวมเพียงผ้าป่านหยาบๆ สีซีดจากการใช้งานหนัก มีสีหน้าเหนื่อยล้าและหวาดระแวง ก้มหน้าเดินเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากับผู้ที่มีอำนาจ
"โลกมนุษย์ช่างซับซ้อนกว่าโลกปีศาจนัก" หลินเฟิงรำพึงขณะสังเกตการณ์ "ในโลกปีศาจ อำนาจคือทุกสิ่ง ผู้แข็งแกร่งกินผู้อ่อนแอ กฎเกณฑ์ชัดเจนและตรงไปตรงมา แต่ที่นี่ อำนาจถูกห่อหุ้มด้วยเงินตรา กฎหมาย และมารยาทที่เสแสร้ง มันเป็เกมที่ซับซ้อนกว่า แต่ก็น่าสนใจกว่าด้วย"
เขาสังเกตเห็นว่าแม้แต่ในกลุ่มชนชั้นเดียวกันก็ยังมีการแบ่งชั้นย่อยอีกหลายระดับ พ่อค้าที่ขายผ้าไหมมีสถานะสูงกว่าพ่อค้าที่ขายข้าว ข้าราชการระดับล่างมีอำนาจเหนือชาวบ้านแต่ต้องคำนับต่อขุนนาง ทุกคนต่างมีบทบาทและตำแหน่งที่ชัดเจนในสังคมนี้
เมื่อก้าวเข้าสู่ตัวเมือง กลิ่นอายของมนุษย์ก็พุ่งเข้าปะทะประสาทััของหลินเฟิงอย่างรุนแรง ทั้งกลิ่นเครื่องเทศที่หอมหวานจากร้านค้า กลิ่นเหงื่อที่เค็มขมจากแรงงาน กลิ่นของความโลภที่เหม็นอับจากตลาด และกลิ่นของความสิ้นหวังที่เศร้าโศกจากตรอกซอกซอย มันเป็การผสมผสานที่ซับซ้อนและเข้มข้น แตกต่างจากกลิ่นอายบริสุทธิ์ของธรรมชาติในป่าลึก
หลินเฟิงเดินทอดน่องไปตามถนนสายหลักที่ปูด้วยหินขัดเรียบเนียน สังเกตการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างถี่ถ้วน เขาเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างไร้เดียงสา ผู้หญิงต่อรองราคาสินค้าด้วยเสียงแหลมใส ชายชราเล่าเื่ราวในอดีตให้หลานฟัง และเสียงเครื่องมือช่างที่เคาะดังจากโรงงานเล็กๆ ทุกเสียงทุกภาพล้วนเป็ข้อมูลที่มีค่าสำหรับเขา
ที่หัวมุมถนนใกล้กับแม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหลผ่านเมือง เขาได้พบกับเป้าหมายที่น่าสนใจ...

หลี่ซู หญิงสาววัยสิบแปดปี นางเป็บุตรสาวของเ้าของ 'โรงซักล้างหลี่记' ซึ่งเป็กิจการครอบครัวขนาดเล็กที่รับจ้างซักผ้าให้กับเหล่าทหารและโรงเตี๊ยมชั้นต่ำ พื้นหลังของนางน่าเศร้านัก มารดาเสียชีวิตไปั้แ่ยังเด็กเพราะโรคระบาด ส่วนบิดาก็ตรอมใจจนหันเข้าหาบ่อนพนัน ทิ้งให้นางต้องแบกรับภาระดูแลโรงซักล้างเพียงลำพัง
ในวันนั้น หลี่ซูกำลังแบกตะกร้าผ้าหนักอึ้งมุ่งหน้าไปที่ริมน้ำ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยคราบเหงื่อและฝุ่นผง แต่ดวงตาของนางยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอด แม้ว่าชีวิตจะกดดันและยากลำบาก นางก็ไม่เคยยอมแพ้หรือหันไปพึ่งพาผู้ชายเหมือนหญิงสาวคนอื่นๆ ในฐานะเดียวกัน
หลินเฟิงใช้ 'เนตรสิเน่หา' สแกนไปที่หลี่ซูอย่างรวดเร็ว: พลังหยินบริสุทธิ์ในระดับต่ำ, จิตใจซื่อตรง, ความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากความยากจน, และที่สำคัญที่สุด - ความโดดเดี่ยวที่ทำให้นางกระหายการมีคนเข้าใจ
เขาเห็นโอกาสที่สมบูรณ์แบบ หลี่ซูไม่ใช่คนสูงศักดิ์ แต่นางคือแหล่งข้อมูลชั้นดีเกี่ยวกับความเป็ไปในเมืองนี้ และโรงซักล้างของนางก็คือสถานที่ที่ข่าวสารจากทุกชนชั้นไหลมารวมกันผ่านเสื้อผ้าเ่าั้ ผ้าของทหารจะมีกลิ่นของค่ายทหาร ผ้าของขุนนางจะมีกลิ่นของน้ำหอมและความลับ ส่วนผ้าของชาวบ้านจะเล่าเื่ราวของความทุกข์ยาก
ในขณะที่หลี่ซูกำลังเดินผ่านตรอกแคบๆ ที่มีกลิ่นอับชื้นและเต็มไปด้วยเงาทึบ นางกลับถูกสมุนของแก๊งเขี้ยวหมาป่าดักหน้าไว้ พวกมันเป็กลุ่มนักเลงท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในด้านการรีดไถเงินจากชาวบ้านและการค้าสิ่งผิดกฎหมาย
"หลี่ซู! พ่อของเ้าติดหนี้พนันข้าไว้ตั้งเท่าไหร่ เ้าคิดจะเบี้ยวอย่างนั้นหรือ?" ชายหน้าบากหัวหน้ากลุ่มตะคอกพลางถ่มน้ำลายลงพื้น รอยแผลเป็ที่ใบหน้าและแขนของมันเล่าเื่ของการต่อสู้ที่ผ่านมา
"พี่ชาย... ได้โปรดเถอะจ๊ะ ข้าขอเวลาอีกเพียงสามวัน..." หลี่ซูอ้อนวอนด้วยเสียงที่สั่นเครือ มือของนางกำแน่นที่ขอบตะกร้าผ้าจนข้อมือขาวซีด
"สามวันงั้นหรือ? ข้าให้เ้ามาสามรอบแล้ว! วันนี้ถ้าไม่มีเงินต้นมาคืน ข้าจะยึดโรงซักล้างของเ้า แล้วเอาตัวเ้าไปขายที่หอโคมเขียว!" มันเอื้อมมือหยาบกร้านไปกระชากคอเสื้อของนางจนผ้าป่านเก่าๆ ขาดวิ่น เผยให้เห็นไหล่ขาวของหญิงสาวที่ตัวสั่นด้วยความกลัว
หลินเฟิงยิ้มมุมปากอย่างผู้ล่าที่เจอเหยื่อที่สมบูรณ์แบบ เขาหันไปพยักหน้าให้ไป๋เอ๋อร์ ก่อนจะก้าวเท้าออกไปพร้อมกับรัศมีแห่งเทพบุตรที่จงใจปลดปล่อยออกมาเพียงเล็กน้อยเพื่อสะกดสายตา มันเป็การแสดงที่คำนวณมาอย่างดี - ไม่มากเกินไปจนดูน่าสงสัย แต่พอที่จะทำให้คนมองรู้สึกหลงใหล
ท่ามกลางเสียงตะคอกดุดันของชายหน้าบากและเสียงสะอื้นไห้ของหลี่ซูที่กำลังสิ้นหวัง เสียงฝีเท้าที่มั่นคงและนุ่มนวลของหลินเฟิงก็ดังขึ้นจากปากตรอก มันเป็จังหวะที่ดูเรียบง่ายทว่ากลับทรงพลังจนทำให้สมุนแก๊งเขี้ยวหมาป่าทั้งสามคนต้องชะงักมือและหันไปมองโดยสัญชาตญาณ
หลินเฟิงเดินก้าวออกมาจากเงามืด แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับเทพบุตรจำแลงกายมา ชุดคลุมสีขาวสะอาดตาของเขาโบกสะบัดเบาๆ ตามแรงลม รัศมีที่แผ่ออกมานั้นดูสูงส่งจนทำให้ตรอกที่สกปรกซอมซ่อดูสว่างไสวขึ้นมาถนัดตา
ใบหน้าของเขาสมบูรณ์แบบราวกับถูกแกะสลักโดยเทพเ้า คิ้วเรียวคมเหมือนใบดาบ ดวงตาลึกซึ้งเหมือนทะเลสาบในคืนเดือนเพ็ญ จมูกโด่งสูงส่ง และริมฝีปากที่โค้งอย่างมีเสน่ห์ ทุกเส้นสายของใบหน้านั้นเข้ากันอย่างลงตัว สร้างความงามที่ทำให้คนมองต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ
"เ้าเป็ใคร? อย่ามาแส่เื่ของคนอื่น!" ชายหน้าบากตะคอกขู่ แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกสั่นคลอนอย่างประหลาดเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เรียวคมและลุ่มลึกของชายหนุ่มตรงหน้า มันเป็สายตาที่ดูเหมือนสามารถมองทะลุจิติญญาได้
หลินเฟิงไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคือง เขาเพียงแต่คลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนทว่ากลับทำให้คนมองรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง "ข้าเป็เพียงนักเดินทางที่ผ่านมา... และข้าไม่ชอบเห็นภาพที่ไม่งดงามเช่นนี้ในเมืองที่ดูสงบสุขอย่างชิงหยวน"
เขาเดินเข้าไปใกล้กลุ่มนักเลงอย่างไม่เกรงกลัว ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจและสง่างาม จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ห่างจากชายหน้าบากเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างของเขาเริ่มแพร่กระจายไปในอากาศ ทำให้บรรยากาศในตรอกแคบเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด
"พี่ชายท่านนี้... หนี้สินที่นางติดค้างท่านอยู่นั้น มีมูลค่าเท่าใดกัน?" หลินเฟิงถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่แฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
"ห้าสิบตำลึงเงิน! ทั้งต้นทั้งดอก!" ชายหน้าบากตอบพลางเชิดหน้าขึ้น แต่เสียงของมันเริ่มสั่นเครือเล็กน้อย "เ้ามีเงินจ่ายแทนนาหรือไง? ถ้าไม่มีก็ไสหัวไป!"
หลินเฟิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะของเขามีพลังของ 'เสน่ห์ปีศาจ' แฝงอยู่เบาบาง ทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกเคลิบเคลิ้มและลดการป้องกันตัวลง "ห้าสิบตำลึงเงิน... สำหรับท่านอาจจะเป็เงินก้อนใหญ่ แต่สำหรับข้า มันเป็เพียงเศษเสี้ยวของความรำคาญใจเท่านั้น"
เขาขยับเข้าไปใกล้ชายหน้าบากอีกนิด จนกลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างของจิ้งจอกสามหางเริ่มทำงาน มันเป็กลิ่นที่กระตุ้นความรู้สึกยำเกรงและลุ่มหลงในเวลาเดียวกัน "แต่ท่านรู้หรือไม่... การที่ท่านทำรุนแรงกับสตรีในย่านที่ทหารของเ้าเมืองมู่หรงฟู่เดินตรวจตราเช่นนี้ หากเื่ไปถึงหูท่านเ้าเมืองที่ขึ้นชื่อเื่ความเข้มงวด... ท่านคิดว่า 'แก๊งเขี้ยวหมาป่า' ของท่านจะยังคงมีที่ยืนในเมืองนี้ต่อไปได้หรือ?"
คำพูดของหลินเฟิงจี้ถูกจุดอ่อน ชายหน้าบากเริ่มมีเหงื่อซึมที่ขมับ เพราะมันรู้ดีว่าเ้าเมืองมู่หรงฟู่มีนโยบายเด็ดขาดเื่การรักษาความสงบในเมือง "เ้า... เ้าขู่ข้าหรือ?"
"ข้าไม่ได้ขู่... ข้าเพียงแต่เสนอทางเลือกที่งดงามกว่า" หลินเฟิงใช้มือเรียวยาวหยิบถุงเงินขนาดเล็กออกมาจากสาบเสื้อ เขาไม่ได้โยนให้ แต่วางมันลงบนฝ่ามือของชายหน้าบากอย่างสุภาพ "ในนี้มีทองคำหนึ่งตำลึง... ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าเงินห้าสิบตำลึงที่ท่าน้าเสียอีก"
ดวงตาของเหล่านักเลงลุกวาวเมื่อเห็นประกายทองคำ แต่ก่อนที่พวกมันจะทันได้คว้าไว้ หลินเฟิงก็ใช้นิ้วแตะเบาๆ ที่หลังมือของชายหน้าบาก พลังอสูรจิ้งจอกสายหนึ่งถูกส่งผ่านเข้าไปในร่างของมันโดยตรง ทำให้มันรู้สึกเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่างจนแทบจะทรุดลงกับพื้น
"รับเงินนี้ไป... แล้วลืมเื่หนี้สินของนางเสีย ลืมแม้กระทั่งว่านางเคยมีตัวตนอยู่ในบัญชีของท่าน" หลินเฟิงกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบทว่านุ่มนวล "และที่สำคัญที่สุด... อย่าให้ข้าเห็นหน้าพวกท่านในรัศมีหนึ่งลี้รอบตัวนางอีก มิเช่นนั้น... ทองคำนี้อาจจะกลายเป็ค่าทำศพของพวกท่านแทน"
ด้วยพลังกดดันที่มหาศาลและเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน ชายหน้าบากที่บัดนี้ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกรีบพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง "ขะ... เข้าใจแล้ว! พวกเราไป! ไปเดี๋ยวนี้!"
พวกมันรีบวิ่งหนีออกจากตรอกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ความเงียบกลับคืนสู่พื้นที่อีกครั้ง หลินเฟิงหันกลับมามองหลี่ซูที่ยังคงนั่งกองอยู่กับพื้น นางมองเขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ความหวาดกลัว และความหลงใหลที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง
"เ้าไม่เป็ไรใช่ไหม?" หลินเฟิงยื่นมือออกไปหานาง รอยยิ้มของเขาในตอนนี้ดูอบอุ่นและบริสุทธิ์ราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้า
หลี่ซูมองมือที่เรียวยาวและสะอาดสะอ้านนั้น ก่อนจะค่อยๆ วางมือที่หยาบกร้านของนางลงไว้ "ขะ... ขอบพระคุณท่านผู้สูงศักดิ์... ข้า... ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรดี..."
"ไม่ต้องตอบแทนข้าด้วยเงินทองหรอก" หลินเฟิงพยุงนางขึ้นมาอย่างอ่อนโยน "ข้าเพียงแต่้าที่พักที่เงียบสงบ และใครสักคนที่รู้จักเมืองนี้ดีพอจะแนะนำข้าได้... เ้าพอจะช่วยข้าได้หรือไม่?"
หลี่ซูพยักหน้าอย่างรวดเร็ว หัวใจของนางเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก นางไม่เคยพบชายหนุ่มที่งดงามและทรงอำนาจเช่นนี้มาก่อน ในสายตาของนางตอนนี้ หลินเฟิงไม่ใช่เพียงผู้ช่วยชีวิต แต่เขาคือเทพบุตรที่ลงมาโปรดนางจากขุมนรก
ไป๋เอ๋อร์ที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ลอบยิ้มออกมา นางรู้ดีว่าแผนการของหลินเฟิงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และหลี่ซูก็ได้กลายเป็หมากตัวแรกที่พร้อมจะถวายตัวและหัวใจให้กับนายท่านของนางอย่างไม่มีเงื่อนไข
โรงซักล้างตระกูลหลี่ตั้งอยู่ติดกับลำคลองสายเล็กๆ ทางทิศตะวันออกของเมือง แม้จะดูซอมซ่อและเต็มไปด้วยกลิ่นสบู่หยาบๆ แต่สำหรับหลินเฟิงแล้ว ที่นี่คือ 'รัง' ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเริ่มต้น เขาและไป๋เอ๋อร์ถูกหลี่ซูเชิญเข้าสู่บ้านไม้หลังเล็กที่อยู่ติดกับโรงซักล้างด้วยความเคารพสูงสุด
หลี่ซูรีบกุลีกุจอหาน้ำหาท่ามาต้อนรับ นางใช้ชายเสื้อเช็ดเก้าอี้ไม้เก่าๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความประหม่า "ท่านผู้สูงศักดิ์... บ้านของข้าคับแคบและสกปรกนัก ต้องขออภัยท่านจริงๆ เ้าค่ะ"
หลินเฟิงนั่งลงด้วยท่าทางที่สง่างามราวกับประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำ เขาใช้ดวงตาเรียวคมกวาดมองไปรอบๆ ห้อง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของหลี่ซูที่ยังคงแดงระเรื่อ "เ้าชื่อหลี่ซูใช่หรือไม่? อย่าได้กังวลไปเลย ความจริงใจของเ้านั้นงดงามกว่าคฤหาสน์หรูหราที่ข้าเคยผ่านตามาเสียอีก"
คำชมที่เรียบง่ายทว่าแฝงด้วยพลังของ 'เสน่ห์ปีศาจ' ทำเอาหลี่ซูถึงกับมือไม้สั่น นางไม่เคยถูกชายใดมองด้วยสายตาที่ให้เกียรติและลึกซึ้งเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะจากชายหนุ่มที่ดูสูงส่งราวกับเทพบุตร
"ข้า... ข้าชื่อหลี่ซูเ้าค่ะ" นางก้มหน้าตอบด้วยความเขินอาย "ท่านช่วยชีวิตข้าไว้... หนี้บุญคุณนี้ข้าไม่รู้จะทดแทนอย่างไรจริงๆ"
หลินเฟิงขยับกายเข้าไปใกล้ เอื้อมมือไปเช็ดคราบเขม่าที่ติดอยู่บนแก้มของนางอย่างแ่เบา ััจากปลายนิ้วที่อุ่นร้อนและนุ่มนวลทำให้หลี่ซูรู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั่วร่าง "ถ้าเ้าอยากตอบแทนข้า... ก็แค่เล่าเื่ราวของเมืองนี้ให้ข้าฟัง ข้าเดินทางมาไกลและ้าเข้าใจความเป็ไปของชิงหยวน"
ตลอดทั้งบ่าย หลินเฟิงใช้ชั้นเชิงการสนทนาที่เหนือชั้น ล่อลวงให้หลี่ซูเปิดใจเล่าทุกอย่างที่นางรู้ผ่านการซักถามที่ดูเหมือนการชวนคุยทั่วไป เขาเรียนรู้ว่าโรงซักล้างของนางรับจ้างซักผ้าให้กับ 'จวนเ้าเมือง' และ 'ตระกูลซุน' ซึ่งเป็ขุนนางที่มั่งคั่งที่สุดในเมือง ข้อมูลเหล่านี้ไหลออกมาจากปากของหลี่ซูอย่างไม่ขาดสาย เพราะนางรู้สึกปลอดภัยและ้าจะเอาใจชายหนุ่มตรงหน้า
"ตระกูลซุนงั้นหรือ?" หลินเฟิงทวนคำพลางลูบคางอย่างใช้ความคิด "ข้าได้ยินมาว่าท่านขุนนางซุนกำลังมองหาที่ปรึกษาด้านโบราณวัตถุและศิลปะ... เ้าพอจะรู้ไหมว่าเขามักจะไปที่ไหน?"
"ท่านขุนนางซุนชอบไปที่หอน้ำชา 'เมฆาคล้อย' เ้าค่ะ" หลี่ซูรีบตอบ "แต่การจะเข้าพบเขานั้นยากนัก... เว้นแต่จะมีคนแนะนำ"
หลินเฟิงยิ้มมุมปาก เขาได้ข้อมูลที่้าแล้ว แต่เขายัง้า 'หมาก' ที่ภักดีกว่านี้ เขาเริ่มใช้คำพูดที่สั่นคลอนหัวใจของหญิงสาว "หลี่ซู... เ้าเป็ผู้หญิงที่เข้มแข็งนัก การที่เ้าต้องแบกรับภาระเพียงลำพังเช่นนี้ ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน... หากข้าบอกว่า ข้าสามารถช่วยให้เ้าหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้ เ้าจะเชื่อข้าไหม?"
หลี่ซูเงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำตาเริ่มคลอเบ้า ความโดดเดี่ยวที่นางแบกรับมานานปีถูกทำลายลงด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำของเขา "ท่าน... ท่านจะช่วยข้าจริงๆ หรือเ้าค่ะ?"
"ข้าสัญญา" หลินเฟิงกระซิบพลางดึงร่างของนางเข้ามาโอบกอดอย่างอ่อนโยน กลิ่นหอมเย้ายวนจากร่างอสูรจิ้งจอกเริ่มมอมเมาประสาทััของนางจนพร่าเลือน หลี่ซูซบหน้าลงกับอกแกร่งของเขา ความรู้สึกโหยหาและความรักที่พุ่งพล่านทำให้นางหลงลืมทุกสิ่งรอบตัว
ในใจของหลี่ซูตอนนี้ หลินเฟิงคือโลกทั้งใบของนาง นางพร้อมจะทำทุกอย่างตามที่เขา้า ไม่ว่าจะเป็การหาข้อมูลลับจากเสื้อผ้าของขุนนางที่นางซัก หรือการเป็บันไดให้เขาเหยียบย่างขึ้นสู่ชนชั้นสูง
ไป๋เอ๋อร์ที่นั่งอยู่มุมห้องมองภาพนั้นด้วยสายตาที่เรียบเฉย นางรู้ดีว่านี่คือวิถีของนายท่าน... การหัวใจคือการอำนาจที่มั่นคงที่สุด และบัดนี้ ประตูสู่สังคมชั้นสูงของเมืองชิงหยวนก็ได้เปิดออกต่อหน้าจิ้งจอกสามหางแล้ว