กระท่อมชายป่ายามนี้ไร้สำเนียงนกกา มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้แ่เบา อาซิ่งยืนอยู่ข้างแคร่ สายตาสลับมองระหว่างชายชราผู้เลี้ยงดูตนมากับประมุขหลินผู้มาเยือน
ฟู่เฉิงถอนหายใจยาว สายตาทอดผ่านลานดินไปยังแนวป่าเบื้องหน้า ราวกับมองย้อนไปยามที่บัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเข้าประตูสำนักครั้งแรก
“ยามนั้นท่านเป็บัณฑิตพเนจร รับจ้างสอนหนังสือเลี้ยงชีพ เสื้อผ้าเก่า เงินติดตัวแทบไม่มี แต่ประมุขเฒ่ากลับมองเห็นบางสิ่งในตัวท่าน บอกข้าว่าคนผู้นี้มีสติปัญญาเฉียบแหลม สุขุมรอบคอบ และมีความมุ่งมั่นเหนือคนทั่วไป หากเดินถูกทาง วันหน้าจะกลายเป็เสาหลัก ประมุขชื่นชมท่านมาก บุตรีคนเดียวก็มีใจให้ จึงยอมมอบหน้าที่สำคัญให้ดูแล และเตรียมให้สืบทอดสำนัก”
“เตรียมให้สืบทอด...” ประมุขหลินขัดขึ้น แววตาเฉยชา “เ้าพูดราวกับทุกอย่างถูกมอบให้ข้าโดยง่าย”
"หรือไม่ใช่”
เขาหัวเราะ “ประมุขเฒ่าให้ข้าดูแลกิจการ จัดการงานสำนัก ให้รับผิดชอบทุกอย่าง แต่กลับไม่ยอมสอนวิชาฝีมือที่แท้จริงให้ข้า”
ฟู่เฉิงจ้องอีกฝ่ายนิ่ง “ท่านหมายถึงวิชาดาบขั้นสูงสุดของสำนัก”
“เ้าก็รู้”
“ประมุขเฒ่ามีเหตุผล”
“แน่นอนว่ามีเหตุผล ท่านเป็คนฉลาด” หลินเทียนซื่อเอ่ย “ฉลาดพอจะรู้ว่าข้าไม่ยอมย่ำเท้าอยู่กับที่”
“ท่านทะเยอทะยานต่างหาก”
ประมุขหลินก้าวไปข้างหน้าช้าๆ สองเท้าเหยียบลงบนใบไม้แห้งจนเกิดเสียงกรอบแกรบ “คนที่เกิดมาพร้อมชื่อเสียง ย่อมพูดได้ว่าความทะเยอทะยานเป็สิ่งอันตราย แต่คนที่โตมาพร้อมความยากไร้ ย่อมไม่มีทางเลือกเช่นนั้น พวกเ้ามองเห็นเพียงสิ่งที่ข้า้าได้มา แต่ไม่เคยมองเห็นสิ่งที่ข้าต้องดิ้นรนเพื่อให้มีสิทธิ์ยืนอยู่ตรงนั้น”
ฟู่เฉิงมองเขา “แล้วคุณหนูเล่า ความจริงนางเติบโตมาพร้อมทุกสิ่ง แต่เพราะนางปรารถนาดีกับท่าน ยามท่านดิ้นรน... นางก็ดิ้นรนเพื่อท่านเช่นกัน”
แววตาประมุขหลินไหววูบ ก่อนจะดึงสีหน้ากลับมาเรียบเฉย
ฟู่เฉิงกล่าวต่อ “ประมุขเฒ่าอ่านคนทะลุปรุโปร่ง… เขาเคยพูดถึงท่านว่า ความทะยานอยากของคนหนุ่มไม่ผิด ที่ผิดคือการเชื่อว่ามันสำคัญกว่าทุกสิ่งรอบตัว”
“และเ้าก็คิดว่าข้าเป็เช่นนั้น”
“ข้าไม่คิดแทนท่าน” ฟู่เฉิงตอบ “ข้ารู้แค่ว่าหลังจากนั้น สายตาของท่านที่มองทุกคน... ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
ประมุขหลินพยักหน้าช้าๆ “แล้วเ้าเข้าใจว่าอย่างไร... เข้าใจว่าข้าอยู่เื้ัทั้งหมด วางแผนทำร้ายพวกเ้าั้แ่ตอนนั้นงั้นหรือ”
ฟู่เฉิงเงียบลง มองอีกฝ่ายก่อนเอ่ยขึ้น “ข้าจะเล่าเฉพาะสิ่งที่ข้ารู้เห็น”
“เช่นนั้นก็ดี เล่ามาให้หมดสิ้น” ประมุขหลินกล่าว “เพราะข้าเองก็เบื่อเต็มทน กับสายตาที่เ้ามองข้าเป็ปีศาจ”
“ท่านพ่อ...” เสียงอาซิ่งแทรกขึ้น เด็กหนุ่มก้าวออกมายืนข้างหน้า ถ้อยคำที่ทั้งสองโต้ตอบทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด “นายหญิงที่พูดถึง คือแม่ของข้าใช่หรือไม่”
ฟู่เฉิงไม่ได้ตอบ เขาทำเพียงเบือนหน้าหนี แววตาเต็มไปด้วยความปวดร้าว… และนั่นคือคำตอบ
ความหนักอึ้งเกาะกุมใจเด็กหนุ่ม หากนายหญิงคือมารดา ชายตรงหน้าคือประมุขสำนักเมฆา…เช่นนั้น บิดาของเขาคือใคร
เด็กหนุ่มหันกลับมาหาบุรุษตรงหน้า ฝืนสบสายตาคมกริบ น้ำเสียงสั่นไหวทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ “แล้วท่าน... ประมุขหลิน ท่านเกี่ยวข้องอะไรกับแม่ และเกี่ยวข้องอะไรกับข้า”
ประมุขหลินเพ่งมองใบหน้าอ่อนเยาว์ แววตาไหววูบก่อนถอนหายใจยาว
“ในที่สุดเ้าก็ถาม... ฟู่เฉิงเล่าในมุมของเขาไปแล้ว แต่เ้าอยากรู้ไหมว่าในมุมของคนเป็สามี... และคนเป็พ่อ ่เวลานั้นเกิดอะไรขึ้นในสำนักเมฆา”
เขาก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง มองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่ม
“ข้าไม่ได้มาเพื่อแก้ต่างให้ตนเอง… แต่เมื่อความจริงมาถึงหน้าประตู เ้าก็ควรรับฟังให้ครบทุกด้าน”